เอลลี สมิธ, 27
“หนูเกลียดงานเลี้ยงรุ่น”
นั่นเป็คำที่ฉันบอกกับแม่อย่างหัวเสียเมื่อโดนคะยั้นคะยอให้ไปยังโรงเรียนมันธยมปลายแห่งเดียวในเมืองนี้ สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำในวัยเด็ก แม่ให้เหตุผลว่าเป็เพราะั้แ่ฉันเรียนจบจากที่นี่ไปต่อมหาวิทยาลัยแสนห่างไกลฉันก็ไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลยและเป็เพราะแม่เป็ที่รู้จักของคนในเมืองตัวฉันมักจะโดนถามถึงอยู่บ่อยครั้ง
“แต่นี่เป็โอกาสที่ลูกจะเจอกับเพื่อน” แม่ว่าอย่างนั้นโดยยกเหตุผลร้อยแปด ฉันได้แต่นั่งก้มหน้ากุมขมับและเอาแต่คิดอยู่ในสมองว่าการกลับมาเยี่ยมแม่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยมาแล้ว 4 ปี เป็สิ่งที่คิดผิดหรือเปล่า “วันก่อนอเล็กซ์ยังถามถึงลูกอยู่เลย รู้ไหมตอนนี้เขาใกล้จะได้เป็ครูใหญ่ของริเวอร์ตัลแล้วนะ” ฉันถอนหายใจแต่แม่กลับยิ้มขำ ก่อนจะเข้ามาลูบหัวและกอดฉันจนตัวเอน
“โอเคหนูรู้แล้วค่ะ หนูรู้แล้ว” รู้ว่านี่เป็วิธีที่แม่มักทำให้ฉันใจอ่อนและยอมอย่างว่าง่าย
.
‘ริเวอร์ตัล คอเลจจ์ สคูล’
ฉันเงยหน้าอ่านตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือประตูทางเข้าของโรงเรียน ภายในนั้นเป็สถานที่จัดงานเลี้ยงรุ่น ฉันได้ยินเสียงเพลงเล็ดลอดออกมาในตอนที่ประตูถูกเปิดเข้าเปิดออก มีผู้คนต่างทยอยเดินเข้าไปโดยพวกเขามักจะหันมามองตัวฉันที่เอาแต่ยืนนิ่ง ๆ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ความประหม่าก่อเกิดในใจจนอยากจะกลับบ้านไปเสีย หากไม่ใช่เพราะสถานที่และบรรยากาศเก่า ๆ กำลังตอกย้ำให้ส่วนลึกเอาแต่คิดถึงเื่ราวในอดีตที่ฝังใจ วันนี้ฉันอาจเดินเข้างานด้วยความเต็มใจแล้วก็ได้
“หวัดดี เอลลี? ใช่ไหม?” เสียงทักทายของใครบางคนดังอยู่ข้างหลัง ฉันที่จมกับความคิดถึงกับสะดุ้งหันกลับไปหาอย่างช้า ๆ แล้วถอนหายใจเมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเขา
“ไงอเดล” เพราะเขาเคยเป็หนุ่มหล่อสุดฮอตในตอนสมัยเรียน รอยยิ้มเต็มใบหน้าของเขายังดูสดใสเสมอ ฉันมองหมวกคาวบอยที่อยู่บนหัวของอเดลไล่ลงมายังชุดที่เขาสวมใส่ ตราสัญลักษณ์รูปดาวหกแฉกประดับอยู่บนอกซ้าย
“ว้าว นี่นาย...”
“อ่าใช่ มันเป็ความ้าของพ่อฉันล่ะ” เขาเป็ถึงนายอำเภอเชียว! “นึกไม่ถึงใช่ไหมล่ะ”
“ไม่รู้สิแต่นายดูดีนะ” เขาก้มมองชุดของตัวเอง
“พอดีฉันพึ่งเลิกงานน่ะเลยไม่ได้เปลี่ยนชุดมา” อเดลยกยิ้ม “ฉันไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่ ดูเธอ...เปลี่ยนไปมากเลยนะ” เขาคงคิดไม่ถึงว่าฉันจะเปลี่ยนไปเป็คนละคนกับในตอนอดีตและไม่ใช่แค่เขา คนอื่น ๆ ก็คงคิดแบบเดียวกัน หรือไม่พวกเขาอาจจะจำฉันไม่ได้ด้วยซ้ำเพราะไม่อย่างนั้น อเล็กซ์ ที่เดินเข้าไปก่อนหน้านี้คงทักฉันเสียงดังว่าเป็ยัยสมิธจอมเพี้ยนแล้ว
“หมายถึงในทางที่ดีน่ะ” อเดลโบกมือแก้เก้อตอนฉันเอาแต่นิ่งเงียบไป “เอ่อคือ...”
“เข้างานไปเถอะอเดล” ฉันบอกตอนที่เขาเริ่มแสดงท่าทีทำตัวไม่ถูก
“ชะ... เชิญเธอก่อนเลย” เขาถอดหมวกที่ส่วมใส่ถือไว้แนบอกแล้วใช้มืออีกข้างผายให้ฉันเดินนำไปก่อน ตอนนี้ฉันเริ่มแปลกใจเพราะเขากลายเป็คนทำตัวประหม่าและเสียความมั่นใจไปั้แ่ตอนไหนกัน
ฉันเดินนำอเดลเข้ามาผ่านประตูบานใหญ่ที่เปิดออก เมื่อร่างของฉันปรากฎคนในงานที่กำลังสนุกกันอยู่ก็หันมาหาเป็ตาเดียวและเริ่มมีเสียงฮือฮานั่นทำเอาฉันยิ่งทำตัวไม่ถูก ในใจเอาแต่คิดว่าเดี๋ยวต้องมีใครสักคนะโเรียกฉันว่า
“ยัยสมิธจอมเพี้ยนเหรอนั่นน่ะ”
นั่นน่ะ...ฉายาที่โดนเรียกประจำในตอนนั้นเชียว แต่ยังโชคดีที่ยังไม่มีใคระโเรียก เสียงฮือฮาเกิดขึ้นอีกครั้งตอนที่อเดลเดินตามหลังเข้ามา เขาโบกมือทักทายเพื่อน ๆ ที่ให้การต้อนรับ ต่างกับฉันที่ตอนนี้เอาแต่ก้มหน้าและหู่ผึ่งตอนที่มีใครเริ่มปริปากพูดเื่ของฉัน
“ฉันบอกแล้วว่าหล่อนคือยัยสมิธจอมเพี้ยน”
“ฉันจำไม่ได้เลยให้ตายสิ”
“หล่อนเปลี่ยนไปมาก”
“แว่นหายไปไหนแล้ว”
“ฉันไม่คิดว่าหล่อนจะมา ดูสิ...”
ชักอยากจะกลับเต็มทนแต่เพราะคิดเอาไว้ว่านี่เป็แค่งานเลี้ยงรุ่นและแค่มาเจอเพื่อนเก่า ๆ ที่ไม่ได้เจอมานาน ฉันควรจะทำตัวผ่อนคลายและไม่เกร็งจนออกอาการสิ อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็รับรู้แล้วว่าตัวฉันน่ะเปลี่ยนไปแค่ไหน ฉันสร้างความมั่นใจตัวเองเงยหน้าสู้กับสายตาที่จ้องมอง อเดลยังยืนอยู่ข้าง ๆ เขาไม่คิดจะเดินไปไหนจนฉันได้แต่ขมวดคิ้วถามกลับไป
“อ่า...ฉันคิดว่าเธอ้าเพื่อนอยู่ด้วย” เขาเอื้อมตัวเข้ามาบอกเสียงเบา ท่าทางของเราสองคนทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มสนอกสนใจ ฉันไม่เคยชอบอะไรแบบนี้เลยให้ตายสิ
“ขอบคุณแต่ฉันไม่้า” ฉันบอกเขาแล้วเดินนำแหวกผู้คนเข้าไป หวังว่าจะมีใครสักคนที่พอเข้าไปหาและพึ่งพาไม่ให้ฉันเป็จุดสนใจได้
“เฮ้เดี๋ยวสิ” แต่อเดลก็ยังรีบเดินตามมาเร็ว ๆ
“นายเป็อะไรอเดลเดินตามฉันมาทำไม” ฉันเค้นเสียงค่อยใส่เขาเมื่อสายตาหลายคู่ยังจับจ้องที่เราอยู่ “ถ้านายจะมาเพราะเื่ตอนนั้นบอกเลยว่าฉันลืมมันไปหมดแล้ว” หรือเพราะเขาอาจจะยังจำเื่ราวในอดีตที่ผ่านมานานได้อยู่แล้วรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปมันทำให้ชีวิตคนคนนึงถึงกับเสียศูนย์ บอกเลยว่าฉันไม่อยากคิดถึงอีกแล้ว
“ไม่ คือเอล—”
“เอลลี!” ขอบคุณพระเ้า! อย่างน้อยก็มีใครสักคนที่เรียกชื่อฉันในตอนนี้ ฉันยิ้มกว้างและได้แต่ค้างเติ่งเมื่อหันไปเห็นว่าใครที่กำลังตรงเข้ามา
“อเล็กซ์?”
ฉันเกลียดงานเลี้ยงรุ่นเพราะมันทำให้ฉันเจอแต่คนห่วย ๆ ฉันไม่ได้เตรียมใจจะมาเจออะไรแบบนี้สักหน่อย ไหนแม่บอกว่าการเจอเพื่อนเก่า ๆ และสถานที่เก่า ๆ มันจะทำให้เรารู้สึกดีไม่ใช่หรือไง
“เฮ้พวก”
“ไงอเล็กซ์”
“ไงเอลลี” แต่ก็นับว่าแปลกที่อเล็กซ์ไม่เรียกฉันว่ายัยสมิธจอมเพี้ยน “ที่จริงฉันเห็นเธอั้แ่ข้างนอกแล้วล่ะ แต่คิดว่าใช่เธอหรือเปล่าเลยไม่กล้าทักน่ะ” เขาบอกแล้วเกาท้ายทอย ท่าทางเขินอายของเขานั่นมันอะไรกัน
“ที่จริงฉันก็แทบจำไม่ได้” อเดลเสริม “แต่ท่าทางก้มหน้าแล้วเอาแต่นวดขมับมีแต่เธอเลยนะที่ชอบทำ” เขาเล่าและยิ้มไปกับอเล็กซ์ที่พยักหน้าเห็นด้วย
“ขอโทษนะฉันขอตัว” ฉันบอก บางทีตอนนี้อาจจะเป็เวลาที่ควรหนีจากพวกเขาแล้วก็ได้
“เดี๋ยวสิเอลลีเธอจะดื่มอะไรหรือเปล่า” แต่อเดลก็วิ่งเข้ามาตามติด ๆ ส่วนก็อเล็กซ์ก็รีบเดินมาอยู่ข้าง ๆ อีกฝั่ง
“วันก่อนฉันเจอคุณนายสมิธฉันถามถึงเธอด้วยล่ะ”
ฉันไม่อยากสนใจผู้ชายสองคนที่เดินตามเกะกะอยู่ใกล้ ๆ นี้เลยสักนิด ไม่รู้ว่าทำไมแต่ในเวลานี้พวกเขาควรไปสนุกกับเพื่อนคนอื่น หากเป็เพราะฉันดูเปลี่ยนไปหรือเพราะเปลี่ยนไปในทางที่ดีอย่างที่อเดลบอก พวกเขาก็ควรที่จะรู้ว่าฉัน้าอะไร อย่างน้อยก็ไม่ใช่การมาพูดกับพวกเขาอย่างปกติได้โดยไม่คิดถึงเื่ราวในอดีตที่ผ่านมา
“พวกนายช่วยหุบปากสักทีจะได้ไหม” ฉันยกมือเสมอไหล่อย่างเหลืออดเหลือทน พวกเขาที่คุยกันถูกคอถึงกับเงียบไปเลยเมื่อเจอท่าทางที่แสดงออกของฉันในตอนนี้ “ฉันขอบคุณนะอเดลที่นายกลัวว่าฉันจะไม่มีเพื่อนอยู่ด้วยแต่ฉัน้าอยู่คนเดียวจริง ๆ” เสี้ยวนึงฉันเห็นว่าอเล็กซ์ยกยิ้ม “และอเล็กซ์ คือแม่ฉันบอกว่านายใกล้จะได้เป็ครูใหญ่ของที่นี่ ฉันว่านายเอาเวลานี้ไปดูแลในส่วนที่นายควรจะดูแลดีกว่าอย่างน้อยจะได้มีผลงานแล้วจะได้ผ่านประเมินไว ๆ ไง” อเล็กซ์ยิ้มค้างในขณะที่อเดลหลุดขำ ได้แต่หวังว่าพูดไปขนาดนั้นแล้วพวกเขาคงจะคิดได้ว่าฉันไม่้าที่จะอยู่หรือ้าพูดคุยด้วย
ฉันปลีกตัวออกจากพวกเขาตรงไปเคาท์เตอร์เครื่องดื่ม หยิบแก้วก้านทรงยาวที่บาร์เทนเดอร์พึ่งตั้งไว้ขึ้นมาแล้วยกดื่มพรวดเดียวจนหมด และหลับตากับรสชาติขมพร้อมกับความร้อนที่กำลังแผดเผาอยู่ในลำคอ กระพริบตาถี่ ๆ มองดูแก้วเครื่องดื่มที่เหลือแต่มะกอกเสียบไม้อย่างสงสัยว่าตัวเองพึ่งดื่มอะไรไปกันแน่ทำไมมันรุนแรงจนตื่นเต็มตาขนาดนี้
“โอ้” หันไปหาคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอยู่ั้แ่ตอนไหน หล่อนชี้มายังแก้วที่ฉันถือไว้ “ว้อดก้า มาตินี่น่ะ”
“ว...วอดก้า?”
“ใช่” หล่อนยิ้มแล้วพยักหน้า “ที่จริงมันแก้วของฉันน่ะ”
“...”
“ใช่ นั่นแหละ เธอมาถึงแล้วปุ๊บหยิบไปเลย”
“...”
ฉันถึงกับทำตัวไม่ถูก เพราะ้าหลบเลี่ยงจากอเดลและอเล็กซ์เลยไม่ทันสังเกตว่าตัวเองเผลอไปหยิบเครื่องดื่มของใครเข้า ช่างเป็เื่น่าอายจนอยากจะมุดหนีไปเสียให้จบสิ้น
“ขอโทษคือฉัน—”
“ไม่ว่าหรอกก็พวกเขามันน่ารำคาญจริงหนิ” หล่อนรู้! “โดยเฉพาะอเดลไม่รู้เพราะตำแหน่งนายอำเภอนั่นหรือเปล่าเขาถึงชอบมาตรวจตราที่อู่รถพี่ชายฉันประจำ ไหนจะอเล็กซ์หมอนั่นคงคิดว่าตัวเองโตแล้วมั้งถึงเอาแต่ทำตัวเป็คนดีอยู่ได้ตลอด” ฉันถึงกับตาโตกับการที่หล่อนมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง
“ว่าแต่เธอดื่มไปขนาดนั้นจะไม่เป็ไรเหรอ” หล่อนถามต่อและฉันพึ่งนึกได้ว่าตัวเองเป็ประเภทที่ดื่มไม่เก่งสักเท่าไหร่และหากเป็พวกเครื่องแรงดื่มเพียวแรง ๆ แค่แก้วเดียวก็ทำเอาฉันแทบไม่เป็ผู้เป็คน
แต่ว่านะ...หล่อนรู้ได้ยังไง
ฉันวางแก้วเปล่าให้กับบาร์เทนเดอร์แล้วขมวดคิ้วจ้องมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ที่ใส่แว่นหนาเตอะ รู้สึกคุ้นแต่ทว่ากลับนึกไม่ออกว่าหล่อนคือใคร
“บู้ม ยัยฮู้ดดี้ขี้แพ้ ฮ่า ๆ ๆ” ชายคนนึงที่ฉันจำได้ว่าเป็เพื่อนในกลุ่มอเล็กซ์เดินเข้ามาแกล้งทำค็อกเทลสีฟ้าหกใส่ชุดหล่อน เขาหัวเราะสนุกสนานและเดินแปะมืออย่างพอใจกับเพื่อนที่เดินไปด้วยกัน หญิงสาวขมวดคิ้วเป็ปมมีท่าทางหัวเสียกับคนที่มาแกล้งก่อนจะง่วนสนใจกับชุดที่เปียกไปด้วยค็อกเทล
“แคลร์?” ฉันนึกออกได้ในทันที “แคลร์เหรอ” ใช่... หล่อนคือเพื่อนร่วมชั้นที่เคยเรียนด้วยกันสักวิชานึง ทำไมฉันถึงจำหล่อนไม่ได้ในทีแรกในเมื่อแว่นที่หล่อนใส่ยังเป็อันเดิมกับที่เคยใส่เมื่อตอนนั้นหรือบางทีหล่อนไม่ได้ใส่ฮู้ดตัวโคร่งหรือกางเกงขายาวแต่เป็เดรสกระโปรงสีฟ้าสดใสที่สวมใส่กัน
“อ๋อใช่ฉันเองล่ะ แปลกใจนะเนี่ยที่เธอจำฉันไม่ได้” แคลร์ตอบขณะที่ยังเอากระดาษทิชชู่มาเช็ดชุดที่เปียกของตัวเอง “คนอื่น ๆ ก็จำได้ในทันที” หล่อนแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะโยนทิชชู่ที่ใช้เสร็จลงถังขยะข้าง ๆ ก่อนจะหันกลับไปรับเครื่องดื่มที่บาร์เทนเดอร์ทำให้ใหม่
“เธอดื่มเ้านี่เลยเหรอ” ฉันถามเมื่อหล่อนวางแก้วเปล่าที่ดื่มว้อดก้ามาตินี่จนหมดลงบนเคาท์เตอร์บาร์แล้วหยิบมะกอกเสียบไม้ขึ้นมากินต่อ ฉันได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ กับสิ่งที่แคลร์พึ่งทำไป ดูเหมือนลุคที่หล่อนเป็กับรสนิยมเครื่องดื่มไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่นัก
“ทำไมคิดว่าเนิร์ดเชย ๆ แบบฉันดื่มแบบนี้ไม่ได้งั้นเหรอ”
“ฉันเปล่าคิดงั้น”
“เธอคิดเอลลี”
“ก็ใช่แต่ว่า...”
“ช่างเถอะ”
เราเงียบกันไปพักนึงแล้วฉันก็คิดขึ้นได้ว่าต้องเดินตามหาเพื่อนคนอื่น ๆ ได้แล้ว แต่พอจะก้าวเดินกลายเป็ว่าโลกทั้งโลกก็หมุนแรงจนฉันเกือบจะล้มขมำลงไปกับพื้นหากว่าแคลร์ไม่เข้ามาประคองเสียก่อน
“เธอล้มไปมีหวังได้เป็ข่าวใหญ่แน่ ดูสิพวกเขายังแอบมองเธออยู่เลย” หล่อนบอกแกมขำ “ดูท่าว้อดก้าที่เธอดื่มไปเมื่อกี้คงออกฤทธิ์แล้วล่ะมั้ง” ฉันส่ายหน้ารัว ๆ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าอาการตัวเองเริ่มไม่เต็มร้อยแล้วก็ตาม
“ฉันไม่เมาหรอก” ยืดตัวตรงขณะที่หล่อนยังคอยประคองไว้อยู่ ฉันยักคิ้วกลับไปให้กับแคลร์ “แค่นี้ไม่ได้ทำให้ฉันเมาได้หน่า”
“เธอรู้ตัวเอลลี”
“ใช่ฉันรู้ตัวเองดี” ตบบ่าของแคลร์เบา ๆ “ฉันรู้ตัวเองดีว่าไม่ไม่ทางที่จะเมาง่าย ๆ ไง”
“ไม่รู้สิ ท่าทางของเธอดูไม่ใช่แบบนั้น” ฉันขมวดคิ้ว มองหน้ายัยเนิร์ดแว่นหนาอย่างไม่พอใจที่เอาแต่บอกว่าฉันคงไม่ไหว
“เธอเป็ใครแคลร์จะมารู้ดีกว่าตัวฉันได้ไง” แล้วแคลร์ก็สะบัดมือตัวเองออกจากที่ช่วยประคอง ตัวฉันถึงกับเซอีกรอบ คราวนี้หล่อนได้แต่ยืนมองแล้วส่ายหน้าให้ “เธอทำไมไม่ช่วยฉัน” กล่าวโทษเมื่อเห็นว่าหล่อนถอนหายใจให้กันอย่างสมเพช
“ว้าว เอลลี” ใครบางคนเดินเข้ามาทักทาย ผมบลอนด์ทองปล่อยสยายถูกจับทัดหูเมื่อหล่อนมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า “ดูเธอสิสาวน้อยไม่เจอกันนานหลายปีเธอเปลี่ยนไปมาก ๆ เลย นี่รู้ไหมว่าหลายคนอยากเข้ามาทักทายเธอนะแต่ยังไม่มีใครกล้า” ก็แหงสิ...
“ให้ตายสิแพทริเซีย” ฉันสบถเบา ๆ แล้วหลับตาลงเมื่อเห็นว่าเป็ใคร จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังยืนยันคำเดิมว่าฉันเกลียดงานเลี้ยงรุ่นที่สุด!
“ไงจ้ะแคลร์” หล่อนหันไปหาหญิงสาวที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ “ฉันนึกว่าพื้นที่สำหรับพวกขี้แพ้จะอยู่ตรงนั้นเสียอีก” พร้อมกับกรีดนิ้วเรียวยาวของตัวเองชี้ไปยังมุมหนึ่งที่แทบจะไม่มีไฟส่องถึง ฉันได้แต่ส่ายหัว อายุมากขึ้นไม่ได้ทำให้แพทริเซียโตสักนิด ยุคนี้สมัยนี้หล่อนยังเป็ประเภทชอบเหยียดหยามคนอื่นอยู่เลย
“รอด้วยสิ” ฉันเรียกแคลร์ที่กำลังทำท่าจะเดินออกไปพร้อมกับส่งสายตาขอความช่วยเหลือเพราะฉันไม่อยากจะอยู่ตรงนี้กับคนอย่างแพทริเซีย “ฉันว่าฉันไม่ไหวแล้วจริง ๆ แหละ” วาดแขนกอดคอแคลร์ให้หล่อนเข้ามาช่วยประคอง ได้ยินเสียงฟึดฟัดตอนที่ฉันกับแคลร์ทำเป็ไม่สนใจจากแพทริเซีย หล่อนคงจะหัวเสียไม่น้อยที่ถูกมองข้าม
“นึกว่าเธอจะอยู่คุยกับหล่อน” แคลร์ยกยิ้มถามด้วยน้ำเสียงยียวน
“ให้ฉันไปตกนรกดีกว่าแบบนั้น” หล่อนหลุดขำออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้
ในตอนนี้เพราะแคลร์กำลังช่วยประคองฉันไว้อยู่และเราใกล้กันมากฉันเลยเห็นใบหน้าของหล่อนผ่านกรอบแว่นที่หนาเตอะได้อย่างชัดเจน หล่อนมีดวงตากลม ั์ตาสีน้ำตาลไหม้ ขนคิ้วเรียงกันเป็เส้นโก่งรับเข้ากับใบหน้าเรียวเล็ก จมูกโด่งเป็สันจนไปถึงริมฝีปากอิ่มสีเชอรี่
“ว้าว เธอสวยจัง” เผลอยกมือขึ้นลูบใบหน้าของแคลร์จนเ้าตัวใปล่อยให้ร่างที่เดินแทบไม่ตรงของฉันเซจนตั้งตัวแทบไม่ได้ ฉันขมวดคิ้วกำลังจะอ้าปากถามว่าหล่อนเป็บ้าอะไรแต่ไม่สามารถทำได้เพราะท่าทางของแคล์ที่เบือนหน้าหนีแล้วยกหลังมือปิดแก้มที่กำลังแดงของตัวเองทำให้ฉันได้แต่ยืนกระพริบตาปริบ ๆ
“ฉันทำอะไรผิดไป”
“เธอเมามากเกินไปแล้วเอลลี” แคลร์พูดโดยที่ไม่ได้หันมามองหน้ากันเลย
“เธอก็เมาเหมือนกัน” บางทีอาจเป็ว้อดก้าที่หล่อนดื่มไปเพราะไม่ใช่แค่แก้มแต่ทั้งใบหูของหล่อนก็แดงด้วยเช่นกัน
“ให้ตายสิพวกหล่อนยังสวยเหมือนเดิม”
“โอ้โหดูสิพวกหล่อนไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย” เสียงดังอึกทึกครึกโครมอีกครั้งจากฝั่งประตูใหญ่ทำให้ฉันและแคลร์ที่ยืนอยู่ละความสนใจจากตรงนี้หันไปหาตัวต้นเหตุของความฮือฮาเมื่อมีกลุ่มหนึ่งปรากฎตัวขึ้น
“พวกหล่อนฮอตมาก” ผู้คนในงานต่างบอกเล่ากันเป็เสียงเดียว “ดูสิแฮดลี่ย์ทำยังไงให้สวยยิ่งกว่าเดิมแล้วยังมีเสน่ห์มากมายขนาดนั้นนะ”
จู่ ๆ ฉันก็นึกได้ว่าเพราะอะไรฉันถึงไม่ชอบงานเลี้ยงรุ่น เพราะอะไรฉันถึงไปจากเมืองนี้หลังจากเรียนจบไม่เคยกลับมาอีกและเพราะอะไรที่ทำให้ฉันหวั่นกลัวอยู่ในใจทุกครั้งเมื่อก้าวขามายังที่นี่ สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย
แฮดลี่ย์...
“ว้าวสวยจัง” แม้แต่แคลร์ยังหันไปมองตาค้างกับความสวยที่ว่า ผู้หญิงคนนั้นใส่เดรสยาวสีฟ้าอ่อนแต่เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวเนียนดูเซ็กซี่อยู่ในตัว ผมยาวสีน้ำตาลเข้มดัดเป็ลอน ริมฝีปากสีแดงสดกำลังยกยิ้มจนดวงตาปิดช่างมีเสน่ห์ หล่อนกำลังโบกมือให้กับผู้คนที่เขาไปหาอย่างเป็กันเอง
ใช่... หล่อนยังคงมีเสน่ห์มาก ๆ จนถึงทุกวันนี้เลย
“ไม่น่าเชื่อว่าพวกหล่อนจะยังอยู่ครบกลุ่มกัน” แคลร์ดันกรอบแว่นของตัวเองแล้วหันกลับมายักไหล่ให้กับฉันที่ยังคงยืนนิ่ง “เธออยากเข้าไปทักทายไหมล่ะ” หล่อนยกยิ้มเต็มใบหน้าคล้ายกับอยากยั่วให้ฉันหงุดหงิด
“รู้ทั้งรู้” แล้วแคลร์ก็ยกมือปิดปากขำจนไหล่สั่นเมื่อเห็นว่าฉันทำหน้ายังไง ฉันหันหลังให้แล้วหลับตาลงไม่อยากคิดเื่ราวที่ยังจำฝังใจแต่พอได้เห็นใบหน้าของใครบางคนกลับให้อดที่จะนึกถึงไม่ได้ แฮดลี่ย์ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาตลอดเลยไหมนะ ? หล่อนจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำหรือเปล่า ? หรือมีสักเสี้ยวหนึ่งไหมที่หล่อนจะรู้สึกเหมือนกับฉันจริง ๆ ?
“อย่าลืมสิว่าหล่อนเป็ต้นเหตุของฉายาจอมเพี้ยนเธอ” แคลร์เข้ามากระซิบเตือนความจำ ฉันหันหน้าไปหาหล่อนในทันที
“ฉันรู้” เพราะไม่้าให้ใครพูดถึงมันอีก
“แล้วยังไงนี่อย่าบอกเธอยังรู้สึก แบบว่า...ยังคิดถึงอะไรทำนองนั้น” บางทีฉันก็คิดว่าทำไมแคลร์ถึงเป็คนที่รู้ดีไปเสียทุกเื่หรือเป็เพราะหน้าฉันมันอ่านออกได้ง่ายเกินไป
“ฉันอยากดื่มอะไรเย็น ๆ สักหน่อย” เพราะในใจค่อนข้างปั่นปวนมวนท้องจนอยากจะอ้วก ฉันพยายามดึงสติเดินกลับไปยังเคาท์เตอร์บาร์ ยกนิ้วบอกบาร์เทนเดอร์ขอเครื่องดื่มเขาพยักหน้ารับในทันที ไม่กี่วินาทีต่อมาเครื่องดื่มในแก้วที่คุ้นตาก็มาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้า
“โอ้ว้าว เธอจะดื่มมันอีกแก้วงั้นเหรอ” แคลร์เดินตามมาสมทบ
“ฉันจะดื่ม” แล้วก็ยกว้อดก้ามาตินี่ขึ้นดื่มจนหมด “แหวะ...” ยังขมบาดลิ้นและร้อนจนไปถึงลำไส้เลย
“ไม่อยากนึกภาพต่อจากนี้เลย” แคลร์ขำหล่อนหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบาร์เทนเดอร์ “เฮ้ปีเตอร์ขอแบบเดิมเลย”
“เขาคือคนที่เคยเรียนที่นี่เหรอ” ฉันถามหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แคลร์พยักหน้า ฉันเลยจ้องหน้าบาร์เทนเดอร์อีกครั้ง “ใช่จริงด้วย” ฉันลืมคนที่เคยเป็หัวหนชมรมไปได้อย่างไรกันเขาออกจะหล่อขนาดนี้
“เธอควรพอได้แล้วเอลลี” ไม่รู้ว่าตัวเองดื่มว้อดก้ามาตินี่ไปกี่แก้วแล้ว รู้แค่ว่าได้ยินเสียงห้ามของแคลร์ดังอยู่เสมอตอนที่รับเครื่องดื่มมาจากปีเตอร์
“ทำไมฉันไม่เจอเพื่อนฉันสักคน” เพราะั้แ่เข้างานมาก็มีแต่พวกเฮงซวยทั้งนั้นเข้าหา “อ๋อลืมไปฉันไม่มีเพื่อน ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
พอนึกถึงแล้วเอาแต่คิดว่าตัวเองผ่านมาได้ยังไงแล้วก็หลุดขำ ตลอดเวลาจนถึงเกรด 12 ฉันใช้ชีวิตแบบปกติสุขมาโดยตลอด เหลือเพียงแค่เทอมสุดท้ายกลับกลายเป็ว่าต้องมาเจอเื่ราวที่ทำให้ฉันแทบจะกลายเป็บ้าเพียงเพราะการเล่นสนุก ๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง
“พวกนางมารร้ายนางฟ้าห่า์อะไรกัน” กระดกมาตินี่เข้าปากอีกแก้วเมื่อพูดจบ สายตาฉันจับจ้องไปยังกลุ่มที่ทุกคนยังให้ความสนใจ พวกหล่อนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยไม่รู้ว่าฉันยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้น หล่อนกำลังหัวเราะกับอเดลคนที่ทำมาเป็หวังดีทักทายฉันในตอนแรก
“เหมาะสมกันดีหนิคุณนายนายอำเภอ”
“แต่พวกเขาเลิกกันแล้วนะ” แคลร์โน้มตัวมาบอกตอนฉันเอาแต่พูดประชดประชันแดกดันกับความรู้สึกอยู่คนเดียว
“ฉันไม่สนใจหรอก”
“แต่ก็จ้องพวกหล่อนไม่หยุด”
“ฉันไม่อยากรับรู้”
“แต่ก็เอาแต่พูดถึง”
“พอเถอะหน่าแคลร์” ฉันดันแคลร์ออกไปแล้วเอื้อมไปรับมาตินี่จากปีเตอร์ “จริง ๆ มันก็ดื่มง่าย” ฉันยิ้มกว้าง
“นั่นเป็เพราะเธอเมาจนไม่ได้สติแล้วต่างหาก” ยู่ปากใส่หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อยากบอกหล่อนเหลือเกินว่าฉันมีสติครบถ้วนและรับรู้ทุกอย่าง แต่พูดไปแคลร์ก็ไม่เชื่ออยู่ดี
“น่าเห็นใจ” ฉันหยิบมะกอกเสียบไม้ในแก้วขึ้นมาแล้วเอาแต่จ้องพร่ำเพ้อคล้ายกับละเมอ “สุดท้ายก็เป็ได้แค่ของประดับตกแต่งให้ดูสวยงาม” แล้วฟุบหน้าลงกับท์เตอร์บาร์
“ไม่ใช่สักหน่อยมะกอกช่วยทำให้รสชาติของว้อดก้ากลมกล่อมขึ้นต่างหาก”
“หุบปากไปเลยแคลร์” ฉันกำลังดราม่าอยู่เชียว
แม้จะหลับตาลงฉันก็รู้ว่าตอนนี้แคลร์กำลังหัวเราะอยู่ สภาพของฉันตอนนี้คงดูไม่จืดแต่ก็ยังมีแคลร์อยู่ข้าง ๆ อย่างน้อยฉันก็รู้แล้วว่าหล่อนเป็คนที่ดีคนหนึ่ง นึกเสียใจอยู่เหมือนกันที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจใครเลยมองข้ามทุกอย่างโดยเฉพาะแคลร์ หล่อนมักถูกรังแกและโดนกลั่นแกล้งเสมอแต่สิ่งที่ฉันทำก็คือการนิ่งเฉยมองดูแล้วไม่ได้ช่วยอะไร
“ขอโทษเธอด้วย” ฉันเริ่มสะอึก แคลร์เลิกคิ้วขึ้นยังไม่เข้าใจ
“อย่าไปคิดถึงมันเลย” หล่อนยกยิ้ม
“งั้นไปกันเถอะ” ฉันพยายามยืนตัวตรง แคลร์รีบเข้ามาประคองไว้เมื่อฉันทำท่าจะเซล้ม “ฉันไหวหน่า” ยิ้มตาปิดให้คนที่ยืนอยู่ด้วย
“ไปไหนกัน”
“ไปยังที่ที่หนึ่งเมื่อก่อนฉันไปประจำ รับรองว่าเธอต้องชอบแน่ ๆ” ฉันบอกเสียงร่าเริงแล้วพยายามเดินนำไป ไม่วายหันกลับไปหยิบมาตินี่อีกแก้วที่ปีเตอร์ทำให้
“แต่ก่อนไปฉันขอไปแวะที่หนึ่งก่อน” รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าโดยทันทีเมื่อความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในสมอง ฉันไม่รู้อะไรถูกผิด สิ่งที่รับรู้มีแต่ความเจ็บที่อยู่ในใจเท่านั้น
“เฮ้ เอลลีเธอจะไป— เฮ้เดี๋ยวสิ!”
แม้ว่าแคลร์จะห้ามก็ไม่ทันแล้ว เมื่อขากำลังก้าวอย่างรวดเร็วตรงไปหาบุคคลหนึ่ง ฉันถือแก้วที่อยู่ในมือแน่น ยกยิ้มเพียงมุมปากเมื่อผู้หญิงคนนั้นหันมาหาเป็จังหวะที่เราสบตากันพอดี หล่อนยืดตัวตรงแล้วทำตาโตเมื่อเห็นว่าฉันกำลังจะเดินเข้าไปถึงในไม่ช้า นึกเจ็บใจไม่ใช่เื่ที่หล่อนเข้ามาในงานแล้วไม่รู้ว่าฉันมีตัวตนอยู่ตรงนี้ แต่เพราะว่าหล่อนเห็นฉันั้แ่เดินเข้าประตูเข้ามาในทีแรกแล้วต่างหาก ในระหว่างนั้นเราหันไปสบตากันบ่อยครั้ง แต่จนแล้วจนรอดหล่อนก็ยังไม่กล้าที่จะเข้ามา ไม่มีแม้คำทักทาย ส่วนคำขอโทษคงต้องเลิกหวังไปเสีย
“ไงแฮด...” ฉันหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหล่อนแล้ว ดึงความสนใจจากผู้คนรอบข้างไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อน ๆ ในกลุ่มของหล่อนที่ดูใกับการปรากฎตัวของฉัน
“เอล—”
ฉันยกแก้วที่ถือมาขึ้นเหนือหัวของแฮดลีย์แล้วราดว้อดก้ามาตินี่ลงบนหัวของหล่อนอย่างช้า ๆ ให้ของเหลวกลิ่นแรงค่อย ๆ ไหลลงไปจนอาบใบหน้าขาวเนียนของหล่อน
“โอ้วแม่เ้า!!”
“นั่นมันบ้าอะไรน่ะ”
“ไหนว่าสองคนนั้นไม่มีอะไรกันไง”
“แอลกอฮอล์แค่นี้มันยังไม่พอล้างสิ่งสกปรกแบบเธอให้หมดหรอก” แฮดลี่ย์กำลังใ หล่อนได้แต่นิ่งค้างกับสิ่งที่ฉันพึ่งทำลงไป “Bitch…” ก่อนจะกระซิบเอ่ยเบา ๆ ให้หางคิ้วของหล่อนกระตุกเล่น ยิ้มเยาะให้กับคนที่เต็มไปด้วยกลิ่นของว้อดก้าและไล่สายตามองดูเพื่อนของหล่อนที่ยังคงอ้าปากค้างแล้วโบกมืออย่างจริตทักทายก่อนจะเดินออกไปหาแคลร์ที่ยืนปิดปากกลั้นขำอยู่ไม่ไกล
ในที่สุดฉันก็กล้าเผชิญหน้าและกล้าเล่นงานหล่อนต่อหน้าคนอื่น ๆ หวังว่าสิ่งที่ฉันทำครั้งนี้คงสร้างความอับอายให้กับคนที่ห่วงแต่ภาพลักษณ์ตัวเองไปไม่มากก็น้อย
“สะใจเป็บ้า!” ะโอย่างสุดเสียงเมื่อมาถึงสระว่ายน้ำเก่า ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งยาวที่อยู่ริมสระอย่างสบายอกสบายใจ แคลร์นั่งลงข้าง ๆ แล้วหลุดหัวเราะอย่างไม่อาจห้ามได้
“เธอกล้ามาก ฮ่า ๆ ๆ” หล่อนตบหน้าขาตัวเองและกุมท้องไปด้วย “ฉันเห็นหางคิ้วแฮดลี่ย์กระตุกยิก ๆ เลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
สระว่ายน้ำนี้เป็สระเปิดโล่งและไม่ถูกใช้งานมาั้แ่รุ่นของฉัน สภาพค่อนข้างเก่าแม้จะถูกปิดตายจากข้างนอกแต่ก็ยังเข้ามาได้เพราะเมื่อก่อนฉันมักแอบมาอ่านหนังสืออยู่ที่นี่ประจำ ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน หมู่ดาวนับล้านกำลังพราวระยิบ ในขณะที่แคลร์กำลังพออกพอใจกับสิ่งที่ฉันพึ่งทำไปในใจของฉันตอนนี้กลับว่างเปล่า มันรู้สึกโล่งแค่ตอนที่ได้ทำ แต่พอมานั่งมองดวงดาวบนท้องฟ้าและความมืดก็คอยตอกย้ำ จู่ ๆ น้ำตาของฉันก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ฉันคิดถึงหล่อน” สารภาพกับสิ่งที่อยู่ในใจ พยายามกล้ำกลืนก้อนน้ำตาที่จุกอยู่ที่คอให้ลงไป “ฉันไม่เคยลืมเลย” แคลร์เงียบไปแล้วและฉันไม่รู้ว่าหล่อนกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ บางทีหล่อนอาจจะกำลังสมเพชที่ฉันกลับมาทำตัวขี้แพ้อีกครั้ง
“ฉันเข้าใจ” แต่น้ำเสียงของแคลร์ก็อ่อนลง “เธอคงอยากอยู่คนเดียว” หล่อนแตะเบา ๆ ที่ไหล่ ฉันหลับตาในขณะที่ปล่อยให้ของเหลวจากความเศร้าไหลออกมาไม่หยุด
บรรยากาศเก่า ๆ และสถานที่เก่า ๆ ไม้เว้นแม้กระทั่งที่นี่คอยเตือนย้ำว่าระหว่างฉันกับแฮดลีย์มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในส่วนลึกของจิตใจฉันยังคงเชื่อจนถึงตอนนี้ ตอกย้ำอยู่เสมอว่าครั้งนึงเราเคยรักกัน แม้จะต้องยอมรับความจริงว่าสิ่งที่แฮดลี่ย์ทำลงไปมันเป็เพียงแค่เกมที่้าเล่นสนุก แต่เราพูดคุยกันทุกเื่ เราหัวเราะและหยอกล้อ เรามองกันด้วยตาหวานซึ้ง เราบอกรักและจูบกันกันอยู่เสมอ ระหว่างนั้นทุกอย่างมันดูสมจริงไปหมด
“แต่มันไม่จริงเลย” ยกมือเช็ดน้ำตาในขณะที่ยังหลับตา “ไม่จริงเลยสักอย่าง” ราวกับคนบ้าที่เริ่มพูดคนเดียว
“เธอมันใจร้ายแฮดลี่ย์” น้ำเสียงสั่นเครือเมื่อเอาแต่นึกถึงคำพูดแสนหวานของหล่อน “เธอเอาแต่บอกรักฉันแต่เธอไม่ได้รักฉันเลย” เสียใจ... การกลับมาครั้งนี้ยิ่งทำให้ฉันรู้อย่างสุดซึ้งเลยว่าฉันไม่เคยลืมเื่ราวระหว่างฉันกับแฮดลี่ย์ได้เลย
“เธอไปแล้วไม่ใช่หรือไง” ฉันยังหลับตาและถามกลับไปยังแคลร์ หล่อนคงเห็นใจกลับมาแล้วนั่งลงอยู่ข้าง ๆ “มาดูว่าฉันน่าตลกแค่ไหนเหรอ” ขำในลำคอทั้งที่ยังเศร้า ััที่หัวไหล่คล้ายกับปลอบประโลมทำให้น้ำตาฉันไหลออกมายิ่งกว่าเดิม ฉันพิงใบหน้ากับมือของหล่อนที่จับไว้อยู่
“ขอโทษ” เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินจากคนที่นั่งข้าง ๆ ทำให้ฉันพยายามลืมตาและหันไปหา “เอล...”
“แฮด...” ฉันกระพริบตาปริบ ๆ ถอยแผ่นหลังชนเข้ากับที่พักแขนของม้านั่ง แฮดลี่ย์มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วแคลร์หายไปไหนกัน
“เอลลี คือฉัน...”
“หยุดพูด” ฉันยกมือห้ามแล้วลุกขึ้นยืน “เธอไม่ควรอยู่ตรงนี้”
“ฉันรู้” แฮดลี่ย์ก้มหน้า ท่าทางรู้สึกผิดของหล่อนทำให้ฉันหัวเสีย ในตอนนั้นเธอก็ทำแบบนี้ ตีหน้าเศร้าบอกว่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป แต่สุดท้ายก็มาบอกว่าไม่คิดอะไร ฉันมันเพี้ยนและคิดเองเออเองไปเสียหมด
“เธอไปได้แล้ว”
“ไม่เอลคือฉัน—”
“ฉันบอกให้หยุดพูด!” แฮดลี่ย์ใกับเสียงตะคอกของฉัน แต่หล่อนก็ยังทำเป็ใจกล้าลุกขึ้นและทำท่าจะเข้ามาเหมือนเดิม “เธออยู่แค่ตรงนั้นเลยแฮด”
“ฉันแค่อยากขอโทษ”
“เื่?”
“ทุกเื่”
มาขอโทษอะไรเอาตอนนี้ ฉันไม่เข้าใจกับสิ่งที่ตัวเอง้าเหมือนกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันหวังว่าจะได้รับการติดต่อแล้วกล่าวขอโทษอย่างจริงใจจากแฮดลี่ย์ แล้วตอนนี้หล่อนอยู่ต่อหน้าและกำลังบอกในสิ่งที่ฉัน้าฟังมากที่สุดทำไมฉันถึงไม่ยอมรับกัน
“เธอควรไปซะแฮดลี่ย์”
“ไม่จนกว่าเธอจะยกโทษให้ฉันเอล”
“คิดว่าาแที่เธอสร้างให้กับคน ๆ นึงมันจะหายไปอย่างง่ายด่ายอย่างนั้นเหรอ” ฉันเริ่มตะหวาดใส่คนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหลือทน “9 ปี แฮดลี่ย์ 9 ปี ที่เธอปล่อยให้ฉันจมอยู่กับคำโกหกและหลอกลวง รู้ไหมมันไม่เคยหายไปเลย!”
“...”
“ตลอดเวลาฉันอยากให้เธอติดต่อมาแต่เธอหายไปไหน มารู้สึกผิดอะไรในตอนนี้ เพราะอะไรแฮดลี่ย์ เพราะว่าเจอฉันงั้นเหรอเธอเลยนึกได้ขึ้นมาว่าต้องรู้สึกผิด!”
“...”
“เธอมัน...”
“ฉันรักเธอเอลลี” ท้องฟ้ามืดแต่เพราะแสงสว่างจากดวงดาวเลยทำให้ได้เห็นว่าแฮดลี่ย์กำลังร้องไห้ “ข้อนี้คือความจริง” ไม่น่าเชื่อที่หล่อนยังกล้าพูดคำพวกนี้ออกมาได้อยู่ คนอย่างหล่อนไม่เคยรู้จักคำว่ารักด้วยซ้ำ
“เธอมันยังโกหกอยู่เหมือนเดิม”
“ฉันพูดความจริง” ั้แ่รู้จักกันมาฉันพึ่งเห็นใบหน้าจริงจังครั้งนี้เป็ครั้งแรก ถือว่าหล่อนเล่นละครออกมาได้ดีเลยทีเดียว
“ฉันไม่เชื่อ”
“เอลลีนี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะบอกเธอมาตลอด”
“จะให้ฉันเชื่อว่าเธอรักฉันทั้ง ๆ ที่เธอหักอกฉันไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” ฉันขำในลำคอแล้วส่ายหน้า “อยากให้เชื่อขนาดนั้นก็ะโลงน้ำไปสิแล้วฉันจะเชื่อ” ก้มหน้ายกมือนวดขมับพูดไปอย่าง้าตัดปัญหาและไล่แฮดลี่ย์ให้กลับไปก็เท่านั้น แต่ทว่า...
ตู้ม... หล่อนดันะโลงไปในสระน้ำจริง ๆ
“แฮดลี่ย์!” ะโอย่างใเพราะสิ่งที่หล่อนทำมันบ้าเกินไป สระน้ำนี้เป็สระน้ำเก่าที่ไม่ถูกใช้งานเลยและในนั้นมีแต่น้ำเน่า
“เสียงอะไรน่ะ” แคลร์รีบวิ่งเข้ามาแล้วมองไปยังสระน้ำ
“แคลร์!” ฉันรีบถอดรองเท้าส้นสูงที่ใส่
“จะทำบ้าอะไรเอลลี”
“แฮดลี่ย์ว่ายน้ำไม่เป็!”
.
.
.
“ตื่นได้แล้วพวกขี้เซา!”
ฉันรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวตามร่างกายจนไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม ๆ เลยให้ตายสิ เมื่อคืนที่ผ่านมาในงานเลี้ยงรุ่นฉันจำได้ว่าเป็เพราะ ว้อดก้า มาตินี่ ทำให้ฉันไม่มีสติแทบจำอะไรไม่ได้ และคงหมดสติไปตอนไหนไม่รู้แถมยังฝันประหลาดอย่างเช่น แฮดลี่ย์เกิดรู้สึกผิดกับเื่ราวในอดีตขึ้นมาและมาขอโทษแถมยังกล้ามาบอกว่ารักฉันอีกด้วย
“นี่ตื่นได้แล้ว!”
“ค่า แม่” ะโบอกกลับไปพยายามพาตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย ปรับสายตามองรอบ ๆ กลับพร่ามัวไปเสียหมด ยกมือขยี้ตาเผื่อจะชัดเจนขึ้นแต่ก็ยังเป็เหมือนเดิมอยู่ดี ทำไมกลับมามองเห็นไม่ชัดอีกแล้วฉันจำได้ว่าพึ่งทำเลสิกไปไม่ใช่หรืออย่างไร
“แปลกแฮะ” ควานหาแว่นตาที่เคยเอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงแต่กลับหาไม่เจอ คลำหาด้วยภาพที่เห็นไม่ชัดแล้วรู้สึกหงุดหงิด ทำเลสิกแล้วทำไมการมองเห็นยิ่งแย่กว่าเดิมกัน
“ยัยลูกคนนี้หนิ ทำไมยังไม่ตื่น” เห็นภาพลาง ๆ ว่าแม่เปิดประตูเข้ามาในขณะที่ฉันกำลังคลำหาแว่นอยู่ “อยู่นี่ เอ้า รีบมากินอาหารเช้าได้แล้วเดี๋ยวจะสาย” ฉันรับแว่นจากผู้เป็แม่มาสวมใส่ รู้สึกขอบคุณจนอยากโผเข้ากอดสักครั้งแต่แม่ก็ดันเดินออกไปเสียก่อน ดูท่าว่าวันนี้คุณนายสมิธอาจจะมีธุระหรือไม่ก็คงอยากพาฉันไปไหนสักแห่งเพราะไม่อย่างนั้นแม่คงไม่มาปลุกฉันถึงห้องนอนแน่ ๆ
“แปลก” อีกครั้งที่ฉันเอ่ยคำนี้ออกมา เพราะสภาพแวดล้อมที่อยู่ตรงนี้ไม่คุ้นเอาเสียเลยนั่นอาจเป็เพราะไม่ได้กลับบ้านมาหลายปี ฉันเลิกคิดเมื่อเดินลงจากบันไดลงมาถึงห้องครัวได้กลิ่นไข่คนหอมจนกระตุกต่อมอยากอาหาร
“ว้าว น่ากินจัง” เอาแต่ก้มหน้าจ้องจานอาหารของตัวเองจนรู้สึกว่าแว่นที่ใส่มันหลวมจนต้องดันมันกลับเข้าไป “สงสัยไม่ได้ใส่นาน” หรืออาจเป็เพราะใบหน้าฉันเล็กลงเลยทำให้แว่นที่ใส่ดูหลวมไปหมด
“รีบกินได้แล้วเดี๋ยวไปโรงเรียนสาย”
ฉันขมวดคิ้วหันไปมองแผ่นหลังของแม่ที่เอาแต่ง่วนอยู่หน้าเตาแล้วหรี่ตา ...อะไรน่ะ แพนเค้กเหรอ “แม่เล่นมุกอะไรเนี่ย แล้วนั่นอะไรกันคะบ้านเราไม่ทำแพนเค้กกันมานานแล้วหนิ” เลิกสนใจแล้วหันกลับมายังจานอาหารตัวเอง ได้แต่ขำเบา ๆ พร้อมส่ายหน้าที่เช้านี้แม่ดูอารมณ์ขันแปลก ๆ
“พูดเื่อะไรกันแม่ก็ทำให้กินประจำ” แม่เอาแพนเค้กที่ทำเสร็จใหม่ ๆ ใส่บนจานที่มีไข่คน ฉันได้แต่อ้าปากค้างกำลังจะเงยหน้าไปถามแต่เสียงจากบันไดกลับแย่งความสนใจให้ต้องหันไปหา
“ทำไมแม่ไม่ปลุกผมฮะ”
“?”
“แม่เข้าไปปลุกลูกถึงเตียงลูกไม่ยอมตื่นเองนะเควิน”
“เควิน?” ใครคือเควินแล้วเควินคือใคร เด็กผู้ชายที่วิ่งลงมาจากชั้นสองนั่นทำไมมาอยู่ที่บ้านของฉันกัน “โอ้ย”
“เหม่ออะไรยัยขี้แพ้” เขาดีดหน้าผากของฉันก่อนแย่งแพนเค้กที่อยู่ในจานไปกินเต็มปากเต็มคำ
“เควินอย่าเรียกน้องแบบนั้นสิ”
“ทำไมล่ะฮะ คนทั้งโรงเรียนยังเรียกเลย”
“เควิน”
“โอเค ๆ ฮะ ไม่เรียกก็ได้ นี่ซินแคลร์” เขาสะกินเรียกด้วยนิ้วที่เปื้อนเศษแพนเค้กขณะที่แก้มทั้งสองยังเต็มไปของที่เคี้ยวตุ้ย ๆ แต่เดี๋ยวนะ... นี่เขาเรียกฉันว่าอะไรนะ “ยัยขี้แพ้” ก่อนจะเข้ามากระซิบเบา ๆ ให้ได้ยิน ฉันเลยเผลอกำมือแน่นแล้วต่อยเขาไปที่ปลายคางอย่างช่วยไม่ได้
“โอ้ยยยยยยยย”
“โอย เด็กสองคนนี่หยุดทะเลาะกันรีบกินแล้วไปโรงเรียนได้แล้ว!”
“ฮะแม่” เขายกมือทำท่าตะเบ๊ะใส่ผู้เป็แม่แล้วหันกลับมาแยกเขี้ยวใส่ฉัน
แต่เดี่ยวก่อนนะ ฉันว่าเื่ราวมันชักจะแปลกไปทุกนาที “โรงเรียน?” ผู้เป็แม่ยกจานอาอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามฉันเลยเห็นใบหน้าของหล่อนอย่างชัดเจน “คุณ!” หล่อนถึงกับสะดุ้งตัวโหยงกับเสียงที่ดังเกินไปของฉัน “พวกคุณเป็ใคร!!” เพราะผู้หญิงที่ปลุกฉันตื่น คนที่ยื่นแว่นให้ตอนที่ฉันหาไม่เจอและคนที่ทำอาหารเช้าให้ไม่ใช่แม่ของฉัน แล้วหล่อนเป็ใครกัน? พอกวาดสายตามองไปรอบบ้านอย่างรวดเร็วก็พึงนึกได้ว่าสิ่งที่คิดว่าแปลกคือสภาพบ้านที่เปลี่ยนไป
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านฉัน!” ทำไมในตอนแรกฉันถึงไม่เอะใจว่าั้แ่เปิดตู้เสื้อผ้าในห้องก็เจอแต่เสื้อฮู้ดเต็มไปหมด
“แม่ฮะ”
“นั่นสิเควินน้องของลูกเป็อะไร”
“แล้วนี่ฉันอยู่ไหนกัน?”
“ผมว่านะ”
“ซินแคลร์ลูกเป็อะไร”
“ใครซินแคลร์คือใคร เควินคือใคร พวกคุณเป็—” ฉันหยุดโวยวายในทันทีที่เด็กผู้ชายที่ชื่อเควินเอากระจกมาส่องอยู่ตรงหน้าให้และทันทีที่เห็นว่าเจอใครอยู่ในนั้น “แคลร์?”
“อ๊าก ก” จับใบหน้าตัวเองตรงกับบุคคลที่อยู่ในกระจกแล้วได้แต่กรีดร้องเสียงดังจนทั้งสองที่เหลืออยู่พากันปิดหู
“ไม่จริง ๆ ๆ ๆ”
เพราะฉัน...
ฉันตอนนี้
ตอนนี้ฉันเป็แคลร์!!!