นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 382 เปิดศึก

        ตอนที่ 382 เปิดศึก

         

         

        การต่อสู้กับกลุ่มโจรสลัดครั้งแรกกลับไม่ได้ทำให้พวกเขาตื่นตัวถึงเพียงนั้น นอกเหนือจากไลล่าแล้ว ไม่ว่าใครในหมู่ทั้งสามก็ผ่านภารกิจมาอย่างโชกโชน แม้ไลล่าจะไม่ได้มีประสบการณ์การต่อสู้มากแต่สภาพจิตใจของเธอก็แข็งแกร่งยิ่งจากฐานะผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรอง

         

        โจรสลัดกลุ่มเมื่อครู่เป็นกลุ่มโจรสลัดที่มีผู้นำเป็นถึงนักสลักโท มีโจรสลัดระดับนักสลักเอกหลายคนแถมยังมีเรือสมบัติ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่ศัตรูที่จะประมาทได้ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่ได้ส่งผลอะไรมากมายกับทั้งสี่ แนวหน้าที่มีพลังโจมตีสูงส่งหนึ่งคน ฝ่ายสนับสนุนที่แกร่งทั้งการป้องกัน เสริมพลัง และรักษา 2คน รวมถึงแนวหลังที่โจมตีสนับสนุนและปั่นป่วน ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้จัดตั้งคนมาอย่างมั่ว ๆ แต่มีการวางแผนการรบมาแล้วเป็นอย่างดี

         

        ส่วนหนึ่งอาจต้องขอบคุณปีกแห่งผืนฟ้าที่ปรากฏตัวก่อนหน้า พวกเขาจึงรู้สึกชาด้านกับพลังเพียงแค่นั้นของพวกโจรสลัด พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้สมบัติบนเรือเสียด้วยซ้ำ เพียงความสามารถของพวกเขาเองก็มากจนเกินพอ

         

        แผนที่แห่งทะเลแล่นตัดผ่านผืนน้ำส่วนที่เหลือโดยไร้ซึ่งปัญหาใด ๆ ท้ายที่สุดแล้วจึงเข้าสู่น่านน้ำภูเขากลับด้านในที่สุด

         

        น่านน้ำทะเลแห่งนี้คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศแปลกประหลาด มันมีลักษณะคล้ายกับหลุมอุกกาบาต หากมันกลับไม่ได้เป็นทรงโค้งเว้าลงไปอย่างที่หลุมอุกกาบาตส่วนใหญ่เป็น กลับมีลักษณะสูงต่ำ โค้ง เว้า และขรุขระอย่างน่าประหลาดเป็นวงกว้าง

         

        หากก้มหัวมองมันลงไป พื้นที่ส่วนนี้จะมีลักษณะคล้ายกับเคยมีภูเขากลับหัวอยู่ ณ จุดนี้ แต่แล้วกลับโดนขุดเอาไป แล้วจึงถูกถมด้วยน้ำทะเลทดแทน หากจะให้เปรียบเทียบ ก็คงจะคล้ายกับหลุมทรายที่มีเด็กหลายคนรุมขุดเล่นอย่างสนุกสนาน

         

        ความโดดเด่นที่ทำให้ถูกเรียกว่าภูเขากลับด้านแทนที่จะเป็นพื้นที่เนินต่ำธรรมดา ๆ คือความลึกของมัน ณ จุดศูนย์กลางของน่านน้ำภูเขากลับด้านนั้นลึกถึงหลักหมื่นเมตร เป็นพื้นที่น้ำลึกที่แม้แต่สมบัติปรับแรงดันระดับอริยะยังไม่อาจช่วยอะไรได้ ต้องหวังพึ่งสมบัติระดับที่สูงยิ่งกว่านั้น

         

        อย่างนครโอคานอสเองก็อยู่ในระดับความลึกหลายพันเมตรเท่านั้น เป็นระดับความลึกที่สมบัติระดับต่ำยังช่วยประคับประคองได้

         

        เรือแผนที่แห่งทะเลย่อมไม่สามารถดำลงไปลึกเช่นนั้นและมันไม่จำเป็นต้องทำได้ด้วย ถิ่นที่อยู่ของราชินีฉลามสูบชีวิตนั้นคือรอบนอกของน่านน้ำ เป็นพื้นที่ที่มีความลึกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น ฉลามไม่ใช่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกนักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงมองจากผิวน้ำยังสามารถเห็นตัวมันได้โดยง่าย

         

        สัตว์อสูรระดับอริยะสามารถพบเจอได้ง่ายขึ้นมากเมื่อออกห่างจากชายฝั่งมาไกลระดับนี้ แต่ก็เพราะเหตุผลเดียวกันนี้เองที่ทำให้พวกมันไม่ออกล่ากันเอง หากพวกมันเข้าต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับอริยะด้วยกันและได้รับบาดแผล มันก็อาจโดนสัตว์อสูรตัวอื่นรุมสังหารได้

         

        สัตว์อสูรระดับอริยะจึงมักล่าเหยื่อที่อ่อนแอกว่าตนมาก ๆ เป็นหลัก เรือแผนที่แห่งทะเลนั้นแผ่พลังระดับนักสลักโทที่โดดเด่นออกมา เมื่อรวมกับจำนวนนักสลักบนเรือแล้วมันจึงไม่ใช่เหยื่อที่ดีนัก

         

        เพียงเข้าน่านน้ำมาไม่กี่กิโลเมตร สมบัติของเรือก็ตรวจพบสัตว์อสูรระดับอริยะถึงสองตัวแล้ว แม้พวกมันจะไม่ได้บุกเข้ามาแต่ก็ทำให้ทั้งกลุ่มตึงเครียดขึ้นไม่น้อย เป็นการย้ำเตือนว่าพวกเขาใกล้ถึงจุดหมายเพียงใดแล้ว

         

        ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง ในที่สุดเพชฌฆาตก็เห็นครีบฉลามจำนวนหลายสิบว่ายเวียนวนอยู่ห่างออกไป กล้องส่องทางไกลธรรมดา ๆ ในมือของเพชฌฆาตแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจุดนั้นคืออาณาเขตของฉลามสูบชีวิต เป้าหมายของพวกเขา

         

        “เตรียมตัวครับ” เพชฌฆาตพูดเสียงเข้ม ไม่เหลือร่องรอยการพูดเล่นใด ๆ อีก

         

        ม่านอาคมถูกเสริมพลังอีกครั้ง คทาของสองนักบวชปักลงกลางตัวเรือ ทั้งเสริมสร้างและขยายเขตปลอดภัยของพวกเขา การต่อสู้หลังจากนี้เขตปลอดภัยบนเรือจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

         

        ไม่มีใครในทั้ง 4 ที่สามารถเคลื่อนไหวในน้ำได้สะดวก แม้จะมีสมบัติช่วยหายใจก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต่อสู้ใต้น้ำได้ดี หากพื้นที่ปลอดภัยบนเรือหายไป นั่นหมายถึงจุดสิ้นสุดของภารกิจนี้

         

        เรือแผนที่แห่งทะเลสั่นสะเทือนเมื่อได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์จำนวนมหาศาล แกนกลางของเรือเปล่งแสงเจิดจ้า แผ่นไม้ที่ถูกใช้ทำตัวเรือพลันถอดลอกออก ภายใต้นั้นเผยให้เห็นแผ่นไม้อีกชั้นหนึ่งที่อยู่ภายใน แท้จริงแล้วสิ่งที่ปกคลุมตัวเรือมาตลอดกลับไม่ใช่แผ่นไม้ แต่เป็นกระดาษเปลือกไม้

         

        เปลือกไม้เหล่านั้นลอกออก แล้วจึงแนบราบไปกับพื้นทะเล อักษรโบราณที่สลักไว้ที่ไม้ชั้นในของตัวเรือเปล่งแสงอีกครั้ง ส่งเสริมความแข็งแกร่งให้เปลือกไม้ที่ลอยไปมาบนกระแสน้ำ

         

        จากกระดาษเปียกชื้นกลายสภาพไปเป็นแผ่นกว้างขนาดใหญ่ สนามกว้างที่มีความยาวหลายสิบเมตรพลันปรากฏขึ้นกลางทะเลโดยมีเรือแผนที่แห่งทะเลเป็นศูนย์กลาง

         

        การเปลี่ยนแปลงอันอล่างฉ่างเช่นนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของเหล่าฉลามสูบชีวิต ครีบเหล่านั้นหันมาจ้องมองที่เรือแผนที่แห่งทะเลอย่างพร้อมเพรียงกัน ระดับพลังที่เรือแผนที่แห่งทะเลปล่อยออกมาแข็งแกร่งกว่าพวกมันทั้งหมด มีเพียงจ่าฝูงของพวกมันเท่านั้นที่สามารถต่อกรได้

         

        เพียงไม่นานไลล่าก็เห็นครีบอันหนึ่งที่ใหญ่โตกว่าตัวอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทั่วตัวครีบนั้นมีไอน้ำแข็งสีเทาเกาะจนทั่ว เพียงมองก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกโหวงเหวงในใจ พลังศักดิ์สิทธิ์ทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อปัดเป่าความผิดปกติ

         

        ฉลามสูบชีวิตมีความสามารถเกี่ยวกับวิญญาณตั้งแต่กำเนิด เพียงการจ้องมองมากเกินไปก็สามารถทำให้วิญญาณเกิดความปั่นป่วน อีกความสามารถหนึ่งที่มาพร้อมกับสายพันธุ์คือความเย็น วิญญาณนั้นเป็นธาตุเย็น ฉลามสูบชีวิตที่เชี่ยวชาญด้านวิญญาณจึงสามารถสร้างคลื่นความเย็นได้

         

        หัวใหญ่ยักษ์ของฉลามสูบชีวิตตัวหนึ่งปรากฏขึ้นจากใต้น้ำ ดวงตาสีขาวขุ่นของมันให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกถึงวิญญาณ บริเวณปากของมันมีลักษณะเป็นวงแทนการอ้าออกเช่นฉลามทั่วไป ภายในปากนั้นคือหลุมลึกมืดที่ไม่อาจมองเห็นภายใน

         

        พลังจิตวิญญาณระดับอริยะของมันแผ่ออก จิตมุ่งร้ายเล็งเป้าหมายชัดเจนมาที่เรือแผนที่แห่งทะเล ศัตรูเข้ามาในเขตแดนของมันเช่นนี้ ในฐานะจ่าฝูงมันย่อมต้องแสดงท่าทีข่มขู่

         

        ราชินีฉลามสูบชีวิตมีขนาดตัวเกือบสิบเมตร เกือบจะใหญ่พอ ๆ กันกับเรือแผนที่แห่งทะเล เพียงขนาดก็มากพอจะข่มขวัญนักผจญภัยทั่วไป

         

        ด้วยฐานะอริยะมันย่อมมีชีวิตอยู่มาแล้วนับร้อยปี สติปัญญาของมันแม้จะไม่สูงส่งเท่าเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาหากก็มากพอจะใช้ควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ป่าของมัน ไม่ได้กระทำสิ่งใดตามความกระหายเพียงอย่างเดียวอีก

         

        ราชินีฉลามสูบชีวิตไม่ได้เข้าโจมตีผู้บุกรุกในทันทีแต่เลือกที่จะข่มขู่เพื่อขับไล่อีกฝ่ายจากไปเอง อีกฝ่ายมีระดับพลังที่ด้อยกว่ามันอย่างเห็นได้ชัดหากก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันนัก เป็นเหยื่อที่ต้องใช้เวลาและความพยายามระดับหนึ่งในการล่า

         

        แม้จะมีสารอาหารสูงเพราะอีกฝ่ายเองก็ไม่อ่อนแอแต่ราชินีฉลามสูบชีวิตกลับไม่ยินดีจะเข้าต่อสู้เท่าใดนัก เหตุผลหลักคืออีกฝ่ายนั้นเป็นมนุษย์ และพาหนะของพวกมนุษย์นั้นทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจ

         

        ราชินียังมั่นใจว่าตนสามารถเอาชนะอีกฝั่งได้ ความสามารถในการผสานคำที่จะมีได้แค่นักสลักไตรขึ้นไปนั้นทำให้พวกเขาถูกเรียกว่าอริยะ เป็นความแตกต่างที่แบ่งแยกระหว่างนักสลักโทและนักสลักไตร ถึงอีกฝั่งจะมีวัตถุสลักคำแต่สมบัติชิ้นนั้นก็ไม่ได้แข็งแกร่งระดับเดียวกันกับตัวนาง

         

        เพียงแต่ปัญหาคือการได้ไม่คุ้มเสีย ถึงเธอจะชนะก็เป็นไปได้ว่าเธอจะต้องทั้งอ่อนแรงแถมยังเสียเวลา ยิ่งมีความเป็นไปได้ที่เหล่าลูกฝูงของเธอจะโดนลูกหลง สารอาหารจากมนุษย์นั้นไม่คุ้มเลยแม้แต่น้อย

         

        “ไม่บุกเข้ามาจริง ๆ ด้วยค่ะ ว่าแล้วว่าพวกสัตว์อสูรระดับอริยะตามธรรมชาติต้องฉลาดเป็นพิเศษ” เลโอป้องตาของตนกันแสงแดด หรี่ตามองราชินีฉลามสูบชีวิตที่อยู่ไกลออกไป เธอเคยต่อกรกับระดับอริยะเพียงแค่ไอ้ตัวที่คล้ายหมาป่าครึ่งสิงโตในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสมเท่านั้น

         

        “รบกวนด้วยครับคุณโฮโจ” เพชฌฆาตเอ่ยเสียงเบา เมื่อเข้าสู่การต่อสู้จริงท่าทีขี้เล่นของเขาก็สลายไปสิ้น โฮโจพยักหน้ารับแผ่วเบา เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ธนูสีทองอร่ามของเขาเล็งไปยังใจกลางฝูงฉลาม

         

        ปลายของลูกธนูคือผลึกคริสตัลสีเทาเข้ม ภายในนั้นกระแสเวลาทุกสิ่งหมุนวนกลับตาลปัตรอย่างน่าประหลาด สองมือของโฮโจสั่นสะท้านน้อย ๆ ยามที่ต้องน้าวสายธนูที่ผูกไว้กับคริสตัล บนใบหน้าเริ่มปรากฏร่องรอยของความแก่ชราอันน่าพิศวง ดวงหน้าหล่อเหลาของโฮโจกลับกลายเป็นหย่อนยานคล้ายคนวัยกลางคน

         

        พลังศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งเข้าช่วยค้ำยันโฮโจไว้ เติมเสริมเพิ่มและซ่อมแซม ร่องรอยของวัยถูกพลังศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างหายไปอย่างรวดเร็ว

         

        ศรนั้นถูกยิงออกไปกลางฝูงฉลาม ราชินีฉลามสูบชีวิตเห็นดังนั้นจึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่มีความคิดหนี มวลน้ำแข็งก่อตัวขึ้นที่กลางหลัง กลายสภาพไปเป็นฉมวกน้ำแข็งที่เพียงมองก็เย็นยะเยือก

         

        ฉมวกน้ำแข็งนั้นถูกวิญญาณของปลาหมึกยักษ์ตนหนึ่งในปากของราชินีฉลามสูบชีวิตเขวี้ยงออกมา ฉมวกน้ำแข็งพุ่งสวนเข้าหาศรคริสตัลของโฮโจ หากก่อนที่มันจะเข้าปะทะ ศรนั้นก็หักเลี้ยวลง เปลี่ยนเส้นทางหักหลบได้อย่างง่ายดาย

         

        ราชินีฉลามสูบชีวิตไม่ได้วิตกใด ๆ กับการที่การโจมตีของมันพลาดไป ดวงตาของนางหรี่ลงน้อย ๆ ในครั้งนี้ฉมวกเล็กปรากฏขึ้นนับสิบ เงาร่างวิญญาณนับสิบเองก็ปรากฏขึ้นตาม หนวดปลาหมึกระดมปาฉมวกน้ำแข็งอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย

         

        ใบหน้าของโฮโจแม้จะซีดเผือดหากดวงตาก็ยังไม่สูญเสียความมุ่งมั่น คำแห่งพลัง เส้นทาง ของเขาเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้กลับกินพลังจิตวิญญาณมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อเขาต้องใช้มันกับคริสตัลครอบเวลา

         

        ศรหักเปลี่ยนเส้นทางอย่างต่อเนื่องคล้ายกับมีชีวิต สมาธิและความละเอียดในการควบคุมศรของโฮโจพาให้ศรนั้นร้อยผ่านช่องว่างไปได้อย่างเฉียบคม พลังจิตวิญญาณที่เหือดแห้งถูกเติมอย่างต่อเนื่องด้วยอากาศบริสุทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์

         

        คราวนี้ราชินีฉลามสูบชีวิตเริ่มมีน้ำโหแล้ว ในครั้งนี้นางคายซากอาหารที่นางกินไว้เมื่อวันก่อนออกมา ก้อนเหลวเหนียวนั้นเต็มไปด้วยน้ำย่อยของฉลามสูบชีวิต ก้อนเนื้อพลันกลายสภาพไปเป็นฉมวกที่มีกลิ่นอายแผดเผาหลอมละลาย

         

        ฉมวกนี้เมื่อถูกโยนออก มันกลับสลายหายไปกลางอากาศ ปลดปล่อยก๊าซสีเขียวเหม็นหืนเข้าปกคลุมน่านฟ้า ไร้ซึ่งหนทางให้หลบหลีก

         

        ปลายศรเมื่อแตะสัมผัสก๊าซสีเขียว ร่องรอยของการหลอมละลายปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วที่คริสตัล ราชินีฉลามสูบชีวิตพลันตระเตรียมฉมวกอีกหลายเล่ม ตระเตรียมรับมือกับการโจมตีถัดไปของอีกฝ่าย

         

        มันไม่สงสัยแม้แต่น้อยว่าการผสานคำ กรดกระเพาะ + ฉมวก ของมันจะทรงอานุภาพพอจะหยุดการโจมตีของอีกฝ่ายได้หรือไม่ อีกฝ่ายที่โจมตีมาเป็นเพียงผู้เรียนรู้เสียด้วยซ้ำ

         

        แสงศักดิ์สิทธิ์ส่องประกายเรืองรองภายในก๊าซสีเขียว หักล้างการหลอมละลายอย่างเต็มฝืน แม้กระนั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ของนักสลักเอกเพียงสองคนก็ยังไม่เพียงพอ พลังจิตวิญญาณระดับอริยะที่ผ่านการผสานคำมานั้นหนาแน่นยิ่งกว่านั้นมาก

         

        โฮโจสองตาเรืองแสงวาบ ในครั้งนี้ศรของเขาไม่ได้หักเลี้ยว แต่มันย้อนคืนกลับสภาพเดิม ไปปรากฏในมุมที่ไร้ซึ่งก๊าซหลอมละลายแทน

         

        คำแห่งพลัง คืนร่าง คำที่โฮโจใช้ในการย้อนร่างของตนกลับไปจุดเดิมยามประลองกับนิทาน

         

        ราชินีฉลามสูบชีวิตในครั้งนี้ไม่ได้ตระเตรียมสิ่งใดอีก มันคาดการณ์ผิดไปโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่สามารถปัดป้องได้อีก ความคิดถัดมาจึงเป็นการหลบ คริสตัลก้อนนั้นมีพลังจิตวิญญาณอัดไว้หนาแน่นระดับหนึ่ง มากพอจะสร้างอันตรายแก่มัน

         

        ร่างของนางดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของห้วงสมุทรอย่างรวดเร็ว มวลน้ำจะทำหน้าที่ช่วยรับความเสียหายและชะลอความเร็ว น่าเสียดายที่มันคาดการณ์ผิดอีกครั้ง เมื่อศรห่างจากมันไม่ถึงร้อยเมตร ตัวคริสตัลกลับระเบิดออกด้วยตัวมันเอง พลังสายมิติเข้าปกคลุมพื้นที่ทั้งอาณาบริเวณ

         

        โดยรอบนั้นนอกเหนือจากราชินีฉลามสูบชีวิตแล้วยังมีฉลามสูบชีวิตที่โดนลูกหลงอีกสามตัว พลังสายมิติที่กระจายออกพัดพากลายเป็นพายุมิติที่ดูดสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 เข้าไป

         

        เมื่อพายุมิติจางหาย เบื้องหน้าของราชินีฉลามสูบชีวิตก็กลายเป็นแท่นประลองที่ศัตรูของนางยืนอยู่เมื่อครู่ ในตอนนี้นางไร้ซึ่งน้ำปกคลุมร่างอีกต่อไป พื้นดินแห้งสนิท อากาศที่ยากแก่การหายใจ และศัตรูทั้งสี่ที่ระดมโจมตีเข้ามา

         

        แท้จริงแล้วเป้าหมายกลับไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการลากพานางขึ้นสู่สมรภูมิที่มนุษย์ถนัด บนบก


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน