เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 122 อาณาเขตหิมะ

            ม้าโลหิตได้วิ่งไปตามถนนอันเก่าแก่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

            ขณะนั้นม้าโลหิตทั้งสองตัวและพวกทหารที่อยู่ข้างหลังเริ่มชะลอความเร็วลง

            หลินเฟิงมองยังสองข้างทางของถนนอันเก่าแก่และเห็นควันสีขาวลอยขึ้นไปในอากาศอย่างต่อเนื่อง บริเวณรอบๆ ถนนอันเก่าแก่นี้ได้มีหมู่บ้านขนาดกลางและหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาก็ได้เดินทางมาตลอดจึงมาหยุดที่หมู่บ้านแห่งนี้

            ในทวีปเก้าสวรรค์ผู้ที่มีพละกำลังที่แข็งแกร่งจะได้รับความเคารพนับถือแต่ยังมีสามัญชนจำนวนมากที่ไม่มีจิตวิญญาณนักรบ และไม่มีพรสวรรค์ทางทักษะยุทธ์เลย

            “หลินเฟิงที่นั่นก็คือเมืองต้วนเริ่น”

            หลิ่วชั่งหลันตะโกนเรียกหลินเฟิงและชี้ไปยังเมืองต้วนเริ่น

            เมืองต้วนเริ่นกองทัพต้วนเริ่น และประชากรของต้วนเริ่น!

            “ในที่สุดก็ถึงแล้ว”

            หลินเฟิงเข้าใกล้เมืองขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าจะอาศัยความเร็วของม้าโลหิต แต่พวกเขายังต้องใช้เวลาไปถึงหกวันและเพิ่งจะมาถึงเมืองต้วนเริ่นที่อยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรเสวี่ยเยว่

            “ถนนเส้นนี้ช่างกว้างขวางเสียจริงพื้นที่ไม่เรียบแถมยังหลุมบ่อตามทาง ถ้าหากศัตรูมาโจมตีเมืองต้วนเริ่นก็จะสามารถโจมตีได้อย่างง่ายดาย และถนนก็จะนองไปด้วยเลือดสีแดงฉาน”

            หลินเฟิงมองไปที่หลิ่วชั่งหลันขณะกล่าวถ้าหากเมืองต้วนเริ่นถูกโจมตีแล้วยังถนนเส้นนี้ที่กว้างใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดของหมู่บ้านเกรงว่าจะถูกเหยียบย่ำในพริบตาเดียว

            “แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจมัน”

            หลิ่วชั่งหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแสแต่กลับทำให้หลินเฟิงรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วร่างกาย

            พวกเขาไม่มีใครสนใจ?

            และแน่นอนว่าทั้งหมดนั้นเป็นแค่สามัญชนธรรมดาถ้าเมืองถูกโจมตีและมีการสังหารหมู่ ก็จะถูกสังหารอย่างง่ายดาย

            “หลินเฟิงเจ้าอาจจะรู้ อาณาจักรเสวี่ยเยว่ของพวกเรานั้นตั้งอยู่ในสถานที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหน?”

            “ข้าไม่รู้”หลินเฟิงส่ายหัวเล็กน้อย

            “ทวีปเก้าสวรรค์นั้นกว้างใหญ่ไพศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดมีทั้งจักรวรรดิและอาณาจักร ซึ่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่ตั้งอยู่ในอาณาเขตหิมะ” หลิ่วชั่งหลันกล่าวกับหลินเฟิงอย่างช้าๆ จากนั้นได้กล่าวต่อว่า “อาณาเขตหิมะ มีอาณาจักรทั้งหมด 13 อาณาจักรซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 จักรวรรดิ 9 อาณาจักรและในแต่ละอาณาจักรล้วนมีนิกายอยู่นับไม่ถ้วนซึ่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่ของพวกเราก็เป็น 1 ใน 9 อาณาจักรนั้น และยังถือว่าเป็นอาณาจักรระดับล่าง”

            หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจมีครั้งหนึ่งเขาเคยได้ยินผู้คนพูดถึงอาณาเขตหิมะทั้งสิบสามอาณาจักรและอาณาจักรเสวี่ยเยว่แม้อยู่ในอาณาเขตหิมะที่กว้างใหญ่ไพศาลก็ไม่รู้ว่าอาณาเขตพวกนั้นอยู่ตรงไหนของทวีป

            “ทั้งเก้าอาณาจักรนั้นล้วนเชื่อมต่อกันอาณาจักรเสวี่ยเยว่เองก็เช่นกัน และอาณาจักรเทียนเฟิงก็อยู่ติดกับจักรวรรดิหลงซานส่วนอาณาจักรอื่นๆ ต่างมีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องเช่นเมืองต้วนเริ่นที่อยู่อีกฟากของอาณาจักรโม่เยว่และจักรวรรดิทั้งสี่ไม่ได้มาแทรกแซงการต่อสู้ระหว่างพวกเราแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในช่วงเวลาความเป็นความตาย พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับมันนอกจากนี้กฎแห่งธรรมชาติที่ซึ่งผู้เข้มแข็งที่สุดจึงจะอยู่รอดและนี่คือกฎของผู้ฝึกยุทธ์ในแผ่นดินใหญ่”

            “อย่างไรก็ตามทุกสิบปีทั้งสี่จักรวรรดิจะเลือกคนรุ่นเยาว์ที่มากไปด้วยพรสวรรค์เข้าร่วมการประลองยุทธ์ของอาณาเขตหิมะและนี่ถือว่าเป็นการประลองที่รวมตัวคนรุ่นเยาว์อัจฉริยะทั้งสิบสามอาณาจักร ว่ากันว่าผู้ชนะจะได้รับผลประโยชน์มากมายแม้กระทั่งสามารถไปยังสถานที่ลึกลับได้เพื่อบ่มเพาะพลังนอกจากนี้ถ้าทั้งสี่จักรวรรดิได้เลือกผู้ที่มีความสามารถจากอาณาจักรที่อยู่ติดกันก็นับว่าเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก”

            “การประลองยุทธ์ของอาณาเขตหิมะเพื่อสถานที่ลับสำหรับฝึกฝน!”

            หลินเฟิงขมวดคิ้วคุณชายลั่วเสวี่ยและคุณชายต้าเผิงได้เข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่?        

            “มันเป็นเพราะการประลองยุทธ์อาณาจักรทั้งเก้าจึงต่อสู้กันอย่างต่อเนื่อง พวกเขาต่างต้องการเผาผลาญพละกำลังของอีกฝ่ายให้หมดไปแม้กระทั่งทำลายอาณาจักรของอีกฝ่าย จากนั้นก็ค่อยเข้าไปควบคุมแทนพวกเขาไม่เพียงแต่ขยายอาณาเขตเท่านั้น แต่เหล่าศิษย์ที่โดดเด่นก็มากขึ้นด้วยเช่นกันหรือบางทีจักรพรรดิของทั้งเก้าอาณาจักรต่างคาดหวังว่าวันหนึ่งอาณาจักรของพวกเขาจะกลายเป็นหนึ่งในจักรวรรดิ”

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”

            หลินเฟิงไม่เคยคิดเลยว่าการประลองยุทธ์ของอาณาเขตหิมะจะส่งผลกระทบไปถึงการต่อสู้ระหว่างอาณาจักร

            “ตอนนี้เจ้าน่าจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงต้องทำลายนิกายหยุนไห่นอกจากนี้ยังมีการทำลายนิกายอื่นๆ อีกและผู้ที่มีความสามารถที่โดดเด่นจะรวมตัวอยู่ที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่”

            หลิ่วชั่งหลันกล่าวขณะมองไปยังหลินเฟิงที่กำลังพยักหน้าเล็กน้อยที่วันสถาปนาของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่เกิดขึ้นมา นั่นเป็นเพราะพวกเขาต้องการผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นเพิ่มขึ้นอีก

            “พวกเขาต้องการสังหารข้าเพราะข้ามีอิทธิพลต่อกองทัพอย่างมาก พวกเขาต้องการควบคุมกองทัพของข้าและไปทำลายนิกายหยุนไห่ เพื่อทำให้อำนาจของอาณาจักรเสวี่ยเยว่รวมเป็นหนึ่งถ้าหากนิกายอื่นๆ ไม่มีการประนีประนอมก็จะถูกทำลายเช่นเดียวกับนิกายหยุนไห่นิกายหยุนไห่จึงกลายเป็นเหยื่อของพวกเขาและยังเป็นการเตือนไปยังนิกายอื่นๆ อีกด้วย”

            หลิ่วชั่งหลันถอนหายใจแต่ในใจของหลินเฟิงกลับเยือกเย็นยิ่งขึ้น พวกเขาทุกคนต่างพูดว่านี่เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

            “ท่านแม่ทัพลงจากอานม้าและดื่มน้ำกันสักหน่อยเถิด”

            แต่ในขณะนั้นมีคนจากหมู่บ้านสองคนได้เดินผ่านมาและผู้หญิงหนึ่งในนั้นได้ตะโกนเรียกหลิ่วชั่งหลัน

            “ท่านแม่ทัพผมของท่าน...”

            “ไม่มีอะไรหรอกข้ายังมีธุระที่ต้องไปจัดการ ไม่สามารถหยุดพักได้หรอกนะ” หลิ่วชั่งหลันกล่าวขณะยิ้มให้กับผู้หญิงแล้วควบม้าวิ่งต่อไปแต่ในขณะนั้นได้มีชาวบ้านจำนวนมากมายเดินออกมาจากบ้าน และยืนเต็มสองข้างถนนมองไปที่หลิ่วชั่งหลันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพนับถือ

            เมื่อสมัยโบราณผู้คนต่างหวาดกลัวพวกทหาร และการที่พวกทหารไม่ไปรบกวนชาวบ้านซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและหลิ่วชั่งหลันก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ไปไม่รบกวน ชาวบ้านจึงเคารพนับถือเขาเป็นอย่างมาก

            แต่ช่างน่าเสียดายผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในโลกนี้เสียจริงถ้าเป็นในโลกก่อนล่ะก็ หลินเฟิงจะไม่มีข้อสงสัยเลยสักนิด ว่าถ้าหลิ่วชั่งหลันเป็นผู้นำกองทัพจะสามารถทำให้อาณาจักรต้องสั่นคลอนได้ขนาดไหน

            หลังจากนั้นไม่นานเมืองเล็กๆ ที่สูงตระหง่านได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของหลินเฟิง

            “ท่านแม่ทัพท่านกลับมาแล้ว”

            “เร็วเข้ารีบเปิดประตูเร็ว”

            เมื่อผู้คนมากมายเห็นหลิ่วชั่งหลันพวกเขาต่างเผยให้สีหน้ายินดีออกมา หลังจากนั้นทหารที่เฝ้ายามอยู่บนกำแพง ก็ได้ดึงเชือกเพื่อเปิดประตู

            “ท่านแม่ทัพ!”

            ฝูงชนต่างตะโกนเรียกแววตาของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นดีใจ และข่าวที่นิกายหยุนไห่ได้ถูกทำลายลงก็แพร่กระจายไปทั่วกองทัพหลังจากที่พวกเขาได้รู้ว่าท่านแม่ทัพเดินทางไปยังเมืองหลวง พวกเขาจึงรู้สึกหวาดกลัวกลัวว่าคราวนี้จะเกิดอุบัติเหตุ แต่โชคดีที่แม่ทัพของพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย

            เมื่อหลิ่วชั่งหลันเห็นผู้คนเหล่านี้แล้วเขาก็หายใจเข้าลึกๆ แววตาของเขาตอนนี้ไม่สามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ได้คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนของเขาและต่างฝากชีวิตไว้กับเขา

            “ข้ากลับมาแล้ว”หลิ่วชั่งหลันพูดออกมาไม่กี่คำ จากนั้นได้ควบม้าเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็วจึงเกิดเสียงลมปะทะอย่างต่อเนื่อง

            ส่วนหลินเฟิงก็ควบม้าโลหิตวิ่งตามไปข้างหลังหลิ่วชั่งหลันอย่างใกล้ชิด

            เมืองนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่และยังติดกับอาณาจักรเสวี่ยเยว่หลิ่วชั่งหลันจึงอาศัยอยู่ที่นี่ นอกจากนี้ประตูเมืองที่อยู่ด้านข้างก็ยังเป็นประตูเมืองที่เปิดไปสู่สนามรบ

            ขณะที่หลิ่วชั่งหลันยังไปไม่ถึงก็ได้มีร่างเงาชุดสีแดงเพลิงกำลังควบม้ามา

            “ท่านพ่อ!”

            นัยน์ตาของหลิ่วเฟยเป็นสีแดงก่ำและมีร่องรอยคราบน้ำตานอกจากนี้เหล่าทหารต่างไม่รู้ว่าหลิ่วชั่งหลันไปไหนมาและทำอะไร นางก็ไม่เข้าใจเหมือนกันแต่ในหลายวันนั้นนางไม่ได้ออกไปไหนเลย

            เมื่อนางได้ยินข่าวการกลับมาของหลิ่วชั่งหลันนางจึงรีบมาในทันทีและวันนี้นางได้เห็นท่านพ่อ แล้วหลิ่วเฟยจะไม่ตื่นเต้นดีใจได้อย่างไร

            “เฟยเฟย”

            แววตาของหลิ่วชั่งหลันเผยให้เห็นถึงร่องรอยความละอายใจเล็กน้อย

            หลิ่วเฟยมองไปยังหลิ่วชั่งหลันจึงเงียบไปสักครู่ ทันใดนั้นนางก็ตะโกนออกมา “หลิ่วชั่งหลันท่านมันบ้าเกินไปแล้ว!”

            “เอ๊ะ!”

            หลินเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆยังต้องตกตะลึง ผู้หญิงคนนี้ช่างไม่มีความอ่อนโยนเอาเสียเลย!

            แต่รอยยิ้มที่มุมปากของหลิ่วชั่งหลันกลับดูลึกล้ำมากขึ้นเป็นเพียงรอยยิ้มอันขมขื่น แน่นอนว่าเขาก็เป็นคนโง่คนหนึ่งเท่านั้น

            “เอาล่ะเฟยเฟย ข้ากลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้วมิใช่หรือ?”

            “ท่านอาจรู้สึกมีความสุขแต่ข้าไม่” หลิ่วเฟยจ้องเขม็งไปที่หลิ่วชั่งหลันจากนั้นควบม้าไปข้างๆ หลิ่วชั่งหลันแล้วกระซิบว่า “ท่านพ่อหลังจากนี้แล้วท่านจะต้องไม่ทำสิ่งนี้อีกเข้าใจไหม”

            “ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”หลิ่วชั่งหลันส่ายหน้า จากนั้นชี้ไปทางหลินเฟิงที่อยู่ข้างๆ “เฟยเฟย เจ้าควรต้องขอบคุณเขา เพราะเขาเป็นคนที่ช่วยพ่อของเจ้าเอาไว้”

            “หืม?”หลิ่วเฟยมองไปที่หลินเฟิง เสื้อคลุมนั่นถูกย้อมด้วยสีของฝุ่นละอองและมันยังเต็มไปด้วยเศษฝุ่น มิหนำซ้ำใบหน้าอัปลักษณ์สีน้ำตาลเข้มนั่นก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ลึกลับ

            “ท่านพ่อเขาคือใครกัน?” แววตาของหลิ่วเฟยเต็มไปด้วยความสงสัย ขณะนั้นหลิ่วชั่งหลันก็ได้หัวเราะออกมาและกล่าวว่า“เฟยเฟย เจ้าดูไม่ออกหรอกหรือ?”

            หลิ่วเฟยมึนงงอีกครั้งดูไม่ออกงั้นหรือ? หรือนางอาจจะรู้ว่าใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากสีทองสัมฤทธิ์คือใคร?

            หลินเฟิงหัวเราะขณะจับไปที่หน้ากากและกล่าวออกมา

            “อะไร?เจ้าจำแม้กระทั่งคนรักของตัวเองไม่ได้!”

            เมื่อหลินเฟิงพูดจบจึงถอดหน้ากากทองสัมฤทธิ์ออกหลิ่วเฟยจึงเห็นใบหน้าที่สวยงดงามและสะอาดสะอ้าน ขณะนั้นนางก็ได้ยิ้มออกมา มันเป็นรอยยิ้มที่ตื้นเขิน!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน