อวิ่นหนิงเจี่ย ยืนนิ่งอึ้งพลางลูบคลำการ์ดเงินในมือด้วยหัวใจที่เต้นรัวสองพันล้านศิลาผลึกคราม!ตัวเลขนี้มากพอจะทำให้จอมยุทธ์ทั่วไปตั้งสำนักได้ด้วยตัวคนเดียว ทว่าหลังจากหยิกแก้มตัวเองจนเจ็บจี๊ดเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่ความฝันเด็กหนุ่มก็รีบสงบจิตใจ สอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานประลองยุทธ์วันนั้น
เยี่ยหาน ก้าวออกมาเป็นตัวแทนเล่าเหตุการณ์ในวันประลองยุทธ์อย่างละเอียดตั้งแต่การปรากฏตัวของอสูรแฝงร่างไปจนถึงการหลอมรวมร่างเป็นอสูรโลหิตซากอสุภระดับชี่ปอขั้น7 และการต่อสู้ที่ทำลายล้างเวทีลุยไถจนพินาศ
หนิงเจี่ยฟังพลันขมวดคิ้วแน่น’ความกังวลก่อตัวขึ้นในใจแต่เมื่อทราบว่าสหายทั้งสองมุ่งหน้าไปยังมณฑลเฟิงเป่าเพื่อเข้าร่วมศึกนพเก้าเขาจึงไม่รอช้า รีบบอกลาทุกคนทันที
"ขอบพระคุณขอรับท่านเจ้าเมือง ข้าคงต้องขอตัวก่อน!"
ฟุบ! วิ้ง! ฟุบ!
ร่างของหนิงเจี่ยหายวับไปจากจวนเจ้าเมืองราวกับภาพหลอนทิ้งไว้เพียงเสียงแตกพร่าของอากาศที่สั่นสะเทือน ยอดฝีมือทั้งหกโดยเฉพาะ ฉินโม่ ถึงกับอ้าปากตาค้างขนลุกซู่ไปทั่วแผ่นหลัง ยอดฝีมือทั้งห้าที่เหลือกล่าวขึ้นพร้อมโดยมิได้นัดหมาย “ดีนะที่ข้ามิได้ลงมือ!”ฉินโม่ได้ยินดังนั้น ตัวรูดลงไปกองกับพื้นหมดอาลัยตายอยาก
หนิงเจี่ยทะยานร่างผ่านทุ่งกว้าง ห่างจากเมืองฝูเจิ้นไปกว่า 100ลี้แล้ว ทว่าทันใดนั้น ประสาทสัมผัส หนิงเจี่ยพลันชะงักท่าร่างกลางอากาศหันขวับกลับไปยังทิศทางเมืองฝูเจิ้นที่เขาเพิ่งจากมา
"นั่นมัน... อะไรกัน!"
ที่เส้นขอบฟ้าทิศตะวันตกของเมืองฝูเจิ้นกลุ่มเมฆประหลาดสีแดงเข้มดุจเลือดสดๆ กำลังม้วนตัวหนาแน่นพลังกดดันอันมหาศาลพัดพาเอาทรายและฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศเมฆโลหิตเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ขัดต่อกฎธรรมชาติ มันปกคลุมทั่วบริเวณเมืองฝูเจิ้นจนท้องฟ้ากลายเป็นสีชมพูหม่นที่น่าสยดสยองกลิ่นคาวเลือดรุนแรงลอยมาตามลมจนหนิงเจี่ยสัมผัสได้แม้จะอยู่ไกลนับร้อยลี้
หนิงเจี่ยไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาทีเขาโคจรท่าร่าง วายุอัสนีเคลื่อนย้ายสุญญตาถึงขีดสุด ลำแสงสีม่วงทองแฝงประกายอัสนีพุ่งทะยานย้อนกลับไปยังเมืองฝูเจิ้นดุจสายฟ้าฟาด!
ณ บริเวณกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก เจ้าเมืองฉีหลิน และเหล่ายอดฝีมือทั้งหกที่ได้รับแจ้งจากทหารยามยืนอยู่บนเชิงเทินด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดกองกำลังทหารประจำเมืองนับพันต่างมือสั่นเทาขณะกุมอาวุธ เมฆโลหิตเบื้องบนเริ่มหมุนวนเป็นน้ำวนขนาดยักษ์ก่อนจะมีสายฟ้าสีดำฟาดเปรี้ยงลงมากึ่งกลางทุ่งโล่งหน้าเมือง!
เปรี้ยงงงงงงงง!
เสียงฟ้าร้องดังกัมปนาทจนแก้วหูชาวเมืองแทบแตกสลายเมฆสีเลือดเหนือศีรษะถูกแรงดึงดูดประหลาดสูบลงมารวมตัวกันที่จุดฟ้าผ่าเพียงจุดเดียวค่อยๆ ควบแน่นและก่อร่างสร้างกายเป็นอสุรกายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของมณฑลนี้
ร่างนั้นมีความสูงกว่าสองจั้ง (ประมาณ 6เมตร)ผิวกายหยาบกร้านสีเทาหม่นประดุจซากศพที่แช่อยู่ในลาวานับร้อยปีบนใบหน้ามีเขาโค้งงอโง้งสี่เขา ดวงตาไม่มีนัยน์ตามีเพียงหลุมลึกที่ลุกโชนด้วยไฟนรกสีเขียวหม่นในมือทั้งสองข้างถือ ขวานยักษ์คู่ที่สลักด้วยอักขระอสูรโบราณ มีเลือดสดๆ ไหลเยิ้มออกมาจากคมขวานตลอดเวลา
พลังฝึกปรือของมันลึกลับซับซ้อนจนยอดฝีมือปราณครามอย่างเยี่ยหานและฉินโม่ไม่สามารถสัมผัสถึงก้นบึ้งได้รู้เพียงว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมาทำให้พวกเขาเข่าอ่อนจนแทบจะทรุดลงกับพื้น
“พวกเจ้าเหล่ามนุษย์เล็กจ้อย... ถึงกับกล้าสังหารสมุนของข้าและทำลายแผนการของจักรพรรดิ์มวลมาร!” เสียงของมันแหบพร่าแต่ดังก้องกังวานไปถึงจิตวิญญาณ “เหอะ เหอะ... ดี!ข้าจะเปลี่ยนที่นี่เป็นขุมนรก ให้โลกมนุษย์ของพวกเจ้าได้รู้ความน่ากลัวของกองทัพแห่งมวลมาร!ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
มันกวาดสายตามองไปที่กลุ่มทหารและชาวเมืองที่กำลังอพยพหนีตายอย่างสิ้นหวังสายตาของมันเต็มไปด้วยความดูแคลนประดุจมองดูมดปลวก
“มันผู้ใดที่บังอาจสังหารอสูรมวลมารของข้า... ไสหัวออกมา!ข้าจะแยกเอ็นถลกหนัง ดื่มเลือดสังเวยแก่จักรพรรดิมวลมาร... ไสหัวออกมา!!!”
เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ อสุรกายขวานยักษ์พลันแค่นเสียงเหี้ยมมันระเบิดพลังปราณสีดำทมิฬออกมาจนอากาศรอบกายกลายเป็นสุญญากาศมันเหวี่ยงขวานในมือซ้ายออกไปในแนวขวางด้วยพละกำลังมหาศาล
“จงหายไปซะ... ขยะทั้งหลาย!”
วูบบบบบ! ตู้มมมมมมมมม!
ขวานยักษ์หมุนควงสว่านแหวกอากาศจนเกิดเป็นพายุหมุนสีเลือดพุ่งเข้ากระแทกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกอย่างจังกำแพงศิลาที่หนานับสิบเมตรและลงอาคมป้องกันไว้อย่างดีกลับแตกกระจายเป็นผุยผงในพริบตาเดียวแรงระเบิดส่งร่างทหารนับร้อยลอยกระเด็นหายไปในฝุ่นละอองขวานนั้นพุ่งวนกลับมาเข้ามือของมันอย่างแม่นยำ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ดูความสิ้นหวังของพวกเจ้าสิ!” มันหัวเราะอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางเสียงหวีดร้องของชาวเมืองที่หนีตายกันอย่างโกลาหล
เจ้าเมืองฉีหลินหลับตาลงด้วยความขมขื่น“จบสิ้นแล้ว... เมืองฝูเจิ้นของข้า...”
ยอดฝีมือทั้งหกต่างพากันทรุดลงกับพื้นพลังที่แตกต่างกันราวนรกกับสวรรค์ทำให้พวกเขาไร้ซึ่งความคิดที่จะขัดขืนดาบในมือฉินโม่สั่นระริกจนแทบจะหลุดจากมือ
ทว่าในวินาทีที่อสูรยักษ์กำลังจะเหวี่ยงขวานเล่มที่สองเพื่อปิดบัญชีเมืองทั้งเมืองแสงสีม่วงทองสายหนึ่งพลันตัดผ่านม่านเมฆโลหิตลงมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้าฟาด!เสียงเย็นชาพลันดังก้อง
“ใครกันให้ความกล้ากับเจ้า ? กล้ามาทำลายเมืองนี้ต่อหน้าข้า! ใช่หาที่ตายหรือไม่?”
เสียงที่เย็นเยียบและทรงอำนาจดังขึ้นเหนือศีรษะของอสูรยักษ์พร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มที่แบกฝักดาบเนตรอัคนีหนิงเจี่ยยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ แววตาสีม่วงทองสลับกับสีเขียวมรกตจ้องเขม็งไปที่อสุรกายอย่างไม่เกรงกลัว
บัดนี้...ศึกตัดสินที่แท้จริงเพื่อปกป้องเมืองฝูเจิ้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!