"อะไรกันหน่ะ"
"เห้ยๆพวกเอ็งมาดูกันเร็ว ตึกเคลื่อนที่ได้วะ แถมยังมาเป็นขบวนยาวเลยด้วย"
"ไหนๆๆ หลีกทางให้ข้าดูบ้างสิ"
เสียงเอะอะดังระงมอยู่ทั่วในบรรดาชาวเมืองหน้าด่านแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายกว้าง มหานครอันรุ่งโรจน์ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าสัญจร นักเดินทางและอัศวินมากมาย เดินกันอยู่พุ่งพล่านมีให้เห็นกันทั่วไป ตึกราบ้านช่องที่ประกอบขึ้นด้วยโครงสร้างจากหินทราย สูงเป็นตึกหลายชั้น แต่ละหลังไม่มีหลังคาที่ถูกสร้างขึ้นจากกระเบื้องหรือสังกะสี เป็นตึกทรงสี่เหลี่ยมตัดแบนด้านบนปราศจากสิ่งมุงใดๆทั้งสิ้น
มีการแบ่งกำแพงออกเป็นหลายชั้น หัวเมืองนี้มีสิ่งที่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่มีกำแพงสำหรับทางเข้าหรือล้อมตัวเมืองด้านนอก ในส่วนโซนหน้าเมืองรอบๆนั้นเต็มไปด้วยร้านเหล้าและสินค้ามากมายวางขายกันอย่างเกลื่อนกลาด มีเพียงกำแพงสำหรับด้านในเท่านั้นที่ซ้อนเป็นชั้นๆลึกเข้าไปเป็นชั้นๆในลักษณะวงกลมไกลสุดลูกหูลูกตา ตรงกลางคือปราสาทสีขาวขนาดใหญ่ อันประกอบขึ้นด้วยหินทรายสีส้มอมแดงตั้งเป็นกลุ่ม7เสาสูงตระหง่าน ในรูปลักษณ์สี่เหลี่ยมเป็นแท่งไร้หลังคาปกคลุมเช่นเดียวกับตึกอื่นๆ
ราวกับพระราชวังของกษัตริย์แต่แท้จริงแล้วคือศาลาสำหรับเจ้าเมืองพักอาศัยนั่นเป็นแหล่งรวบรวมภาษีอันมหาศาลซึ่งเป็นรายได้หลักของเมืองทั้งเมืองนี้ นับเป็นเรื่องประหลาดซึ่งหาได้ยากสำหรับเมืองอาณาเขตของราชอาณาจักรขนาดใหญ่อย่างเรโมฮาน มีย่านการค้ามากถึง20ส่วน แบ่งตามชนิดและเขตระดับของผู้มีฐานะที่มาใช้บริการหรือค้าขาย เมืองซึ่งเจริญไปด้วยย่านธุรกิจการค้าเสรี การแลกเปลี่ยนสกุลเงินตรา โรงตีดาบ เหล้า ยาสูบและซ่องโสเภณี
สถานที่ซึ่งรวมทั้งธุระกิจที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเอาไว้ด้วยกัน ถูกควบคุมพิเศษให้เว้นกฏไว้เฉพาะแห่งโดยไม่สนอาญาแผ่นดินด้วยหมายให้เป็นหัวเมืองที่สร้างฐานภาษีระหว่างเมืองชายแดนต่างประเทศราช โดยส่งมอบให้แก่สหราชอาณาจักรเรโมฮานโดยเฉพาะ หัวเมืองหน้าด่านที่แสนสำคัญซึ่งถูกขนานนามว่าแหล่งสำราญของนักพเนจร ซิโดเนีย ล็อกซ์
"เมืองข้างหน้านี่ไงพ่อหนุ่ม จุดมุ่งหมายของเจ้า เมืองซิโดเนีย ล็อกซ์ หน้าด่านสำคัญของมหาราชอาณาจักรเรโมฮาน"
หัวหน้าคณะเดินทางเอ่ยกับบุรุษหนุ่มพเนจรซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ณ ตรงระเบียงหน้าสุดของตึกไม้เคลื่อนที่ชั้น3 แววตาของเขาดูเศร้าเป็นพิเศษสำหรับวันนี้ เหตุผลเพราะกำลังจะแยกทางกับยอดคนซึ่งหาได้ยากอย่างเช่นชาลเรียส ไคลม์ นับเป็นการสูญเสียกำลังที่สำคัญสำหรับคล็อกครัชมากมายเหลือเกิน
"ดูคึกคักกันดีจังนะขอรับเมืองนี้"
ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวทั้งร่างเสื้อผ้าสีขาวไม่สวมฮูดแม้จะมีพับไว้บริเวณหลังคอ แบกเป้สีเขียวผนึกเรียบร้อยใบใหญ่ภายในบรรจุเหรียญทองและของมีค่าจำนวนหนึ่งเอาไว้ มันมีค่ามากเพียงพอจะทำให้คนๆหนึ่งตั้งตัวได้เลยทีเดียวสำหรับใช้เป็นต้นทุนในการก่อร่างสร้างตัว นี่คือสินน้ำใจซึ่งคล็อกครัชได้มอบให้เขาก่อนจากกัน
สายลมเชี่ยวโบกผ่านใบหน้าและร่างของทั้งสองคนเสียงดังพับๆ เสื้อผ้าและผมปลิวไสวฉายเงาสะท้อนกับพระอาทิตย์ยามเย็นซึ่งเป็นสีส้มอมแดงอ่อนๆ เป็นเวลาเกือบจะ5โมงเย็น
ในขณะนี้ทิศทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยผู้คนยืนมุงกันอยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยความสนอกสนใจอย่างยิ่ง เงาของตึกสูงใหญ่ อันประกอบขึ้นด้วยไม้อย่างดีตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ซึ่งมีล้อยักษ์ขนาบข้างหลายล้อประกบกันเป็นกลไก ทอดกายยาวทมึนเข้ามาใกล้เรื่อยๆหาบรรดากลุ่มไทมุงทั้งหลายที่ตั้งใจสอดรู้เป็นพิเศษเหล่านั้น มันดูเหมือนรถไฟยักษ์ที่วิ่งผ่านทะเลทรายต่อกันเป็นทางยาวนับร้อยกว่าเมตรเห็นจะได้ เป็นภาพที่ไม่เคยปรากฏต่อสายตาของผู้ใดมาก่อนในราชอาณาจักรใดก็ตามเท่าที่เคยมีมาสร้างความสนอกสนใจให้กับผู้คนที่พบเห็นเป็นอย่างมาก
"พร้อมแล้วใช่ไหมหนุ่มเจ้าสำราญสหายข้า"
รีอาร์เย้าหยอกมาแต่ด้านในเกวียน เขาเดินมากอดคอและตบไหล่สหายด้วยความอาลัยไม่ต่างจากหัวหน้าใหญ่คล็อกครัช ทาร่าและลิซาน่าเองก็ออกมาสมทบพร้อมกับลูกขบวนคนอื่นๆที่จ้องมองมาจากตึกด้านหลังดเวยความเสียดาย
"เห้ๆๆ อะไรกันสายตาพวกนั้น ข้าไม่ได้ไปตายซักหน่อยนะเห้ย มาทำแบบนี้ข้ารู้สึกไม่ดีเลยรู้ไหม"
"ถ้ารู้สึกไม่ดีก็ไม่ต้องไปอยู่ที่นี่แหละ มีอะไรให้อดอยากของกินก็ออกจะเยอะ ถ้ากลัวว่าจะไม่มีเมียเดี๋ยวข้าจะหาเมียให้ก็ได้ หรือเจ้าอยากได้เจ้ารีอาร์ไปทำสามีข้ายอมยกให้ก็ได้เอ้า"
ทาร่าหยอกมาอีกคน รีอาร์ขำจนท้องแข็งหลังฟังถ้อยคำของเจ้าหล่อน
"สนไหม?"
ลูกจ้างหนุ่มเล่นมุขย้ำใส่มาอีกคน
"เผอิญเวลานี้ข้าไม่ชอบไม้ป่าเดียวกันซะด้วย เอาเป็นว่าวันไหนที่ข้ารู้สึกพิศวาสในตัวสามีของเจ้าขึ้นมา เดี๋ยวจะหาเวลาหวนกลับไปพรอดรักต่อหน้าเจ้าให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาก็แล้วกัน ขอบคุณน้ำใจเจ้านักทาร่า"
ไคลม์ตอกกลับพร้อมกับหันไปยิ้มเย้ย
หญิงสาวหงายฝ่ามือขึ้นมาเคาะทำท่ามะเหงกใส่แล้วชี้หน้า เธออมยิ้มเล็กน้อยมองดูเขาตาเป็นประกาย
"ปากเก่งนักนะเดี๋ยวนี้ นายท่านไม่น่าปล่อยให้อยู่กับเจ้าบ้ารีอาร์มากเลยเจ้าคะ เห็นไหมกวนขึ้นมากแค่ไหนแล้ว"
"ฮ่าๆๆ เอาเถอะๆ เวลานี้เขากำลังจะจากพวกเราไปแล้วมีอะไรค้างคาใจก็พูดกันให้เสร็จเสร็จซะ ประเดี๋ยวจะมานั่งคิดถึงกันในภายหลังลำบากข้าจะต้องย้อนกลับมาหาให้หายคิดถึงอีก"
ไม่มีใครเอ่ยคำใดหลังจากนั้น มีเพียงลิซาน่าคนเดียวที่ซึมเศร้าไม่ยอมพูดจา เด็กหญิงรู้สึกชื่นชมในตัวของบุรุษพเนจรผู้นี้มากเป็นพิเศษเขาเป็นเสมือนครูและพี่ชาย ที่มอบและสอนอะไรหลายๆอย่างให้แก่เธอในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จะมองว่าเจ้าหล่อน งอนให้กับเขาก็ดูไม่ผิด ถ้าหากจะให้พูดแบบเปิดอกกันตรงๆ ไม่มีใครที่ยืนอยู่บนขบวนเกวียนนั้นอยากจะให้ชายหนุ่มจากไปแม้เพียงคนเดียว
"นี่สาวน้อย"
ไคลม์เดินเข้าไปพูดกับเธอพร้อมนั่งลงคุกเข่าเอามือลูบหัว
"ไหนบอกข้าซิ ว่าตอนที่เราเจอกันอีกครั้ง เจ้าจะเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง และกลายเป็นผู้นำขบวนนี้แทนพ่อของเจ้าได้หรือเปล่า?"
ลิซาน่าไม่ตอบเอาแต่ก้มหน้าน้ำตาคลอ ชายหนุ่มสังเกตอาการของเธอ เขารับรู้ถึงความรู้สึกนั้นจึงกล่าวต่อไปอีกว่า
"หากวันไหนเจ้ากลายเป็นหัวหน้าคณะเดินทางขึ้นมา ข้าจะยอมติดตามขบวนของเจ้าในฐานะลูกจ้างให้"
"สัญญานะ"
เด็กหญิงรีบถามภายหลังได้ฟังคำของเขา เช่นเดียวกับคนอื่นเธอรู้สึกทึ้งเมื่อได้ยินประโยคนี้ออกจากปากของไคลม์
"เห้ยนี่เจ้า พูดจริงเหรอ" รีอาร์ร้องถาม ไคลม์พงกหัวให้
"ข้าไม่เคยผิดสัญญาอยู่แล้ว อีกอย่างขบวนสินค้านี่ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เอาไว้ข้าก็จะรีบเคลียร์ภารกิจของตัวเองให้เสร็จโดยเร็ว น่าจะพอดีกับคุณหนูที่โตพอจะบริหารงานแทนหัวหน้าใหญ่ได้"
"ตกลงคะ ข้าจะเก่งขึ้นและเป็นหัวหน้างานแทนท่านพ่อให้ได้เลย"
ลิซาน่าตอบ ยิ้มตาเป็นประกาย ไคลม์หยิกแก้มของเธอแล้วลุกยืน
"เอาล่ะ งั้นข้าขอตัวก่อนนะทุกคน ไว้เจอกันใหม่ที่ไหนซักแห่ง ขอให้พวกท่านโชคดี"
"ขอให้เจ้าโชคดีเช่นกันพ่อหนุ่ม"
หัวหน้าคณะเป็นตัวแทนกล่าวอวยพร ทุกคนในคณะเดินทางต่าง สะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ไม่มีใครอยากจะพลัดพรากจากบุรุษหนุ่มพเนจรเลยแม้แต่ผู้เดียว บัดนี้ขบวน เกวียนสินค้าอันประกอบขึ้นด้วยโครงสร้างไม้ขนาดใหญ่ในลักษณะตึก ก็เข้าจอดเทียบท่าตรงบริเวณ ด้านหน้าของของเมือง ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังยืนรายล้อมมุงดูขบวนเกวียนคันใหญ่ด้วยความสนใจอยู่เต็มไปหมด
บุรุษพเนจรกระโดดจากชั้น3 ลงมายืนอยู่ต่อหน้าบรรดาผู้คนทั้งหลายที่รายล้อมอยู่เบื้องล่าง เขาหันกลับไปโบกมือให้หัวหน้าคณะเดินทางพร้อมกับสหายคนอื่นๆและลูกขบวนที่กำลังโบกมือลาส่งเข้าโดยพร้อมกัน ครั้นแล้วขบวนเกวียนสินค้าเร่ก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณชานเมืองด้านหน้า มุ่งหายเข้าไปยังปลายสุดของขอบเนินทะเลทรายกระทั่งหายลับตาไป ชาล์เรียสไคลม์เฝ้ามองดูอยู่ตลอดกระทั่งพวกเขาจากไป
"เอาละ ต่อไปก็ได้เวลาตามงานของเราซักที ไหนดูสิ เอะ..เอ๊ะ"
ทันทีที่หันกลับมาบุรุษพเนจรก็พบเข้ากับสายตานับร้อยที่รุมจ้องเข้าใส่เขาอยู่ก่อนแล้ว บรรดาชาวเมือง พ่อค้า นักเดินทางและเหล่าทหารจำนวนหนึ่งที่ยื่นรายล้อม ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความสงสัยภายหลังเห็นชายปริศนากระโดดลงมาจากสิ่งประดิษฐ์ก่อสร้างซึ่งไม่คุ้นตามาก่อน และทันใดนั้นเอง คำถามอันมากมายก็พรั่งพรูโหมเข้าใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง
"เจ้ามาจากไหนน้องชาย"
"มาขายของเหรอ หรือมาหากิลสังกัดรับจ้างทำงาน"
"ไอ้ขบวนตึกรถคันใหญ่ๆเมื่อกี้มันคืออะไรอ่ะ"
"ต๊ายตายหล่อจริงๆพ่อหนุ่มน้อย สนใจมาเป็นเด็กเจ๊ไหมจ๊ะหุหุหุ"
หลากหลายคำพูดและคำถามประสานโรมรันเข้ามาจนแทบไม่ให้เขาตั้งตัว ชายหนุ่มพเนจรในเวลานี้เมื่อรู้ตัวอีกทีก็ตกอยู่ภายในวงล้อมของชาวเมืองเสียแล้ว
ไม่กี่นาทีต่อมา
"เฮ้ออ กว่าจะหลุดออกมาได้อะไรกันคนเมืองนี้ เป็นการต้อนรับที่เอิกเกริกเสียจริง"
ไคลม์ซึ่งเพิ่งหลุดออกมาจากกลุ่มคนรายล้อมได้เข้ามายังเมื่องด่านนอกที่เต็มไปด้วยตึกราบ้านช่องและร้านค้าหลายประเภท ในเวลานี้ตะวันลับขอบฟ้าไปเป็นที่เรียบร้อย ทั่วทั้งเมืองจึงถูกประดับไปด้วยโคมไฟหลากสีสันเต็มไปหมด บริเวณทางเดินอันมากไปด้วยผู้คนต่างฐานะและการแต่งตัวเดินสวนทางกันไปมา บริเวณข้างทางมองเห็น ขอทานจับกลุ่มนั่งกันอยู่ไม่ห่างในหลายจุด นับเป็นเรื่องน่าแปลก สำหรับเมืองนี้อีกอย่างทั้งๆที่เป็นย่านการค้าและแหล่งเศษฐกิจเสรี แต่กลับมีขอทานมากเกินกว่าเมืองอื่นๆที่เคยพานพบ บุรุษพเนจรเฝ้าสังเกตทุกอิริยาบถของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้สนใจมาก หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้แล้วเปิดอ่าน
"ลายมือไก่เขี่ยจริงๆนะเจ้านั่น สาบานได้ว่านี่คือแผนผังรูปภาพ รู้งี้ก่อนออกเดินทางกำชับดูอีกทีซะก็สิ้นเรื่องแบบนี้จะหาเจอไหมล่ะเนี่ย"
เขาบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ซักเท่าไร ม้วนแผ่นดระดาษกุมไว้ในมือมองไปรอบๆเพื่อหาคนถามทาง กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านเหล้าขนาดใหญ่ ป้ายไฟสีชมพูและเขียวส่องสลับกันไปมาวิบวับอยู่ต่อหน้าในขณะที่เขาแหงนมอง
"ในนี้น่าจะเหมาะ"
ไคลม์กล่าวกับตนเองก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง