นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๒๕ จบศึกกลางทะเล

            บทที่ 25 จบศึกกลางทะเล 

            จ้าวมู่อวิ๋นยังรั้งอยู่ในเมืองเป่ยชาง

            ก่อนที่ราชโองการจากเมืองหลวงจะมาถึงสองวันเขาได้รับรายงานจากผู้ช่วยคนสนิทว่า คหบดีซือหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยวันนี้พวกเขาจึงแวะมาเยือนที่คฤหาสน์สกุลซือ

            "ใต้เท้าเป็นศพของซือหม่าตั๋วขอรับ"

            จ้าวมู่อวิ๋นมองศพชายวัยกลางคนที่สภาพถูกทรมานจนน่าอนาถดวงตาถูกควัก ลิ้นถูกตัด นิ้วมือและเท้าเหลืออยู่ไม่ครบตามร่างกายมีบาดแผลที่เกิดจากการถูกแทงซ้ำๆ หลายจุด ชวนให้คนมองรู้สึกเวทนา

            ทว่าใบหน้าจ้าวมู่อวิ๋นเคร่งขรึมเฉยชาดุจเดิมราวกับไม่แปลกใจที่ซือหม่าตั๋วมีจุดจบเช่นนี้

            ที่นี่คือห้องลับด้านหลังชั้นวางหนังสือในห้องหนังสือของซือหม่าตั๋วใบหน้าของซือหม่าตั๋วแม้ตายก็คงตายด้วยความทรมานอย่างที่สุดเสื้อผ้าถูกย้อมไปด้วยเลือด ลูกตาลูกหนึ่งตกอยู่ใต้ขาเก้าอี้

            ต้องเป็นคนเช่นไรกันถึงได้ลงมืออำมหิตขนาดนี้

            "ใต้เท้าพบสิ่งนี้ตกอยู่บนพื้นไม่ไกลขอรับ"

            จ้าวมู่อวิ๋นรับสิ่งนั้นมาพิจารณาเป็นหัวลูกธนูโลหะเจ็ดแฉก ตรงบริเวณที่เชื่อมหัวธนูกับไม้มีรอยขีดสองขีดดูประหลาดมาก

            ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าเคยเห็นลักษณะอาวุธชนิดนี้ที่ไหนสักแห่ง

            ใช่แล้ว!ในบันทึกการทำคดีของกรมตุลาการ ช่วงที่สอบได้ตำแหน่งขุนนางแรกๆเขาเคยฝึกงานในสำนักราชบัณฑิต ได้ติดตามอาจารย์ไปคัดลอกบันทึกที่กรมตุลาการยามนั้นมีบันทึกรายการอาวุธของพวกกบฏ ลักษณะลูกธนูนี้ เหมือนกันไม่มีผิด

            ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้นสายตาจ้าวมู่อวิ๋นบังเอิญเหลือบไปเห็นมือหงิกงอของซือหม่าตั๋วที่ถูกมัดไพล่ไปด้านหลังที่แท้ด้านหลังเก้าอี้ที่ซือหม่าตั๋วถูกจับมัดมีอักษรเลือดอยู่ มันเขียนว่า 'หนึ่งร้อยห้า'

            ชายหนุ่มย่อตัวลงดูใกล้ๆพลางถามผู้ช่วยคนสนิทด้านหลัง "สายลับนางนั้นเปิดปากพูดหรือยัง"เดือนก่อนเขาจับสายลับได้คนหนึ่ง

            "ยังขอรับ"

            จ้าวมู่อวิ๋นนิ่งคิดชั่วครู่ให้หลังจึงส่งหัวลูกธนูให้ผู้ช่วยคนสนิท พลางพูดว่า"เอานี่กลับไปด้วย" จากนั้นเขาก็รีบเร่งออกจากคฤหาสน์สกุลซือ

            ชายหนุ่มกลับมาที่คุกของที่ว่าการเมืองเป่ยชางรอทหารเปิดประตูห้องขังให้แล้วค่อยเดินเข้าไปข้างในหยุดยืนอยู่ตรงหน้านักโทษที่ถูกมัดแขนซ้ายขวาไว้กับราวไม้

            สายลับผู้นั้นลืมตาขึ้นมองผู้มาเยือนสภาพเนื้อตัวเปรอะเปื้อนคราบเลือดจากการทรมานให้สารภาพ ผมเผ้ายุ่งเหยิงมุมปากบวมช้ำ

            จ้าวมู่อวิ๋นเลือกหยิบมีดยาวเล่มหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาพลางสร้างเรื่องแต่งขึ้นมาพูดว่า "ข้าจับสหายของเจ้าคนหนึ่งได้แล้วหมายเลขของนางคือ 'หนึ่งร้อยห้า' " เขาช้อนสายตาขึ้นมองปฏิกิริยาอีกฝ่ายแต่ไม่พบอะไร จึงพูดอีกว่า "นักฆ่าสายทรมาน นามหนึ่งร้อยห้าชอบที่สุดคือการทรมานด้วยการตัดชิ้นเนื้อ เหยื่อรายล่าสุดของนางคือซือหม่าตั๋วผู้สมคบพรรคมาร..."

            สายลับเผยสีหน้าอึ้งงันแต่แค่เพียงแวบเดียว กระนั้นเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

            "เจ้าคงกำลังคิดว่าข้ารู้มากแค่ไหนใช่หรือไม่คราวนี้ก็ถึงตาเจ้าแล้ว พูดมาเถอะ ข้ามีวิธีทำให้หมายเลขบนตัวเจ้าหายไปได้"

            นับเป็นข้อเสนอที่ล่อใจอย่างมากสายลับทุกคนล้วนต้องการหลุดจากพันธะ ดังนั้นสายลับผู้นี้จึงเกิดหวั่นไหวหมายเลขของนางอยู่บนแขนขวา เมื่อจ้าวมู่อวิ๋นยื่นข้อเสนอให้เช่นนี้จึงเปิดปากพูดเรื่องทั้งหมด ที่ละเอียดมากที่สุดคือเรื่องของหมายเลข 'หนึ่งร้อยห้า'

            จากนั้นแขนขวาของสายลับนางนั้นก็ถูกมีดยาวในมือจ้าวมู่อวิ๋นสะบัดตัดขาดเสียงหวีดร้องเจ็บปวดดังขึ้นครั้งหนึ่ง ก่อนหมดสติไป

            ลูกน้องที่ยืนด้านหลัง"......"

            นี่ก็คือวิธีทำให้หมายเลขหายไปของใต้เท้าหรือ?

             

            หลายวันนี้ขบวนเดินทางของอู่เทียนไฉ่เร่งไปให้ถึงเมืองทางใต้ให้เร็วที่สุด ก่อนจะถึงช่วงมรสุมทางทะเล 

            เช่นนั้นคงออกเรือไม่ได้

            ขณะที่ขบวนคนและม้าหยุดพักตรงซอกเขาลูกเล็กๆสภาพพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง หลินหลานหรูก็ถามขึ้นว่า "ท่านพ่อสามเดือนก่อนท่านไปทำอะไรในแคว้นตู๋ฝาง"

            นางจำได้ว่าสามเดือนก่อนนั้นอู่เทียนไฉ่มาหานางที่คฤหาสน์สกุลซือมอบยาถอนพิษเม็ดนั้นให้นาง หลังทำให้อู่เทียนไฉ่จากไปด้วยความโกรธแล้วเดือนถัดมาเขาก็ส่งทูตซ้ายมาบอกให้นางเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อเดินทางกลับพรรคเขาไม่ให้นางกลับขึ้นเกาะนรกแล้ว แต่ให้ขึ้นไปอีกเกาะที่เป็นที่ตั้งของพรรคมารแทน

            อู่เทียนไฉ่ส่งน้ำให้หลินหลานหรูขยับมานั่งบนหินใหญ่ด้านข้างนาง แล้วพูดว่า "อู่เสียวฉีอยู่ที่นั่นเจ้าทราบหรือไม่"

            หลินหลานหรูพยักหน้ากัดซาลาเปาเย็นชืดไปพลาง อู่เทียนไฉ่จึงพูดอีกว่า

            "ข้าสงสัยว่าเขากำลังรวบรวมกำลังพลจึงแอบไปตรวจสอบแต่อู่เสียวฉีไหวตัวทัน เบื้องหลังเรื่องนี้จึงยังสุ่มเสี่ยง"...เสี่ยงที่จะเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ ประโยคหลังนี้เขาไม่ได้พูดออกไป

            "เช่นนั้นจะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่"นางเกรงว่าอู่เสียวฉีจะตลบหลังพวกนางโดยไม่ทันตั้งตัว

            "ช่วงนี้อู่เสียวฉียังเคลื่อนไหวมากไม่ได้จากนี้ก็ขึ้นอยู่ที่เจ้าแล้ว หากเจ้าแข็งแกร่งได้เร็วเมื่อไรก็กำจัดอู่เสียวฉีได้เร็วเท่านั้น" เขาเห็นสีหน้าของนางไม่วางใจก็ตระหนักได้ถึงนิสัยของนาง จึงพูดปลอบ "อู่เสียวฉีอยู่ในช่วงพักรบเขากำลังรวบรวมกำลังพล สองปีนี้คงจะยังไม่ลงมือทำอะไร"

            "วางใจได้หรือ"หลินหลานหรูเพิ่งรู้จากอู่เทียนไฉ่เมื่อไม่นานว่าอู่เสียวฉีเคยนำกำลังคนบุกไปเขาเหลียงซานอยู่ช่วงหนึ่ง ครั้งนั้นพ่ายแพ้ยับเยินเสียกำลังคนทั้งสองฝ่าย แย่งตำแหน่งประมุขพรรคมารมาไม่สำเร็จ

            ดังนั้นช่วงที่เขาสูญเสียกำลังคนและทรัพยากรไปมากจึงกบดานอยู่ที่แคว้นตู๋ฝาง ทางหนึ่งเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอีกทางเพื่อตามหาป้ายอาญาสิทธิ์ที่สามารถสั่งการผู้พิทักษ์ในพิภพร้อยสังเวียนอู่เสียวฉีคิดใช้กำลังผู้พิทักษ์มาต่อกรกับประมุขพรรคมารเป็นแน่แท้

            "ป้ายอาญาสิทธิ์ยังอยู่กับเจ้าหรือไม่"

            หลินหลานหรูพลันตาโต เอ่ยอย่างตกใจว่า"ท่านพ่อ ข้ายกให้ผู้อื่นไปแล้วเจ้าค่ะ!"

            อู่เทียนไฉ่นิ่งไปทว่าไม่ได้กล่าวตำหนินาง พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "ให้ไปก็ดีแล้วอู่เสียวฉีจะได้ไม่หมายตาเจ้า พิภพร้อยสังเวียน ประมุขสูงสุดของพวกเขาก็คือกฎหากมีคนแอบอ้างป้าย แล้วบังคับใช้กำลังคนทำสิ่งที่ขัดต่อกฎ ผู้พิทักษ์เหล่านั้นสามารถยกกฎมาอ้างแล้วล้มล้างประมุขได้"

            พิภพร้อยสังเวียนดำรงมากว่าสามร้อยปีแต่ยังไม่ล่มสลาย นับวันจะยิ่งแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่เพราะพวกเขาเคารพกฎกันอย่างเข้มงวดหรือไรเช่นนั้นอู่เสียวฉีคงเหนื่อยเปล่าแล้ว

            หลินหลานหรูพยักหน้าอย่างยอมรับเอ่ยยิ้มๆ ว่า "ข้าแค่เป็นห่วงท่าน หากถูกอู่เสียวฉีแย่งอำนาจไปได้ท่านคงไม่ตายดี"

            อู่เทียนไฉ่หนวดกระตุก"เจ้าแช่งข้าที่เป็นพ่อเจ้ารึ? ไหนพูดใหม่ซิ"

            หลินหลานหรูยิ้มกรุ้มกริ่ม"ลูกมิกล้า"

            สีหน้าของนางไม่คล้ายคนที่พูดคำว่า'มิกล้า' ออกมาเลยจริงๆ "เฮอะ!"

            อู่เทียนไฉ่กับหลินหลานหรูยังพูดคุยกันอีกหลายประโยคส่วนใหญ่นางถามเขาว่าเหตุใดจึงไว้หนวดกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่ได้รับสายตาดุๆกลับมาเป็นคำตอบ

            ทันใดนั้นทุกคนก็ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทางทิศใต้

            หลินหลานหรูลุกขึ้นยืนพลางชักมีดสั้นออกมา"เกิดอะไรขึ้น! "

            อู่เทียนไฉ่เรียกสมุนหน้ากากยักษ์ผู้หนึ่งมาสอบถาม"ก่อนหน้านั้นข้าส่งพวกเจ้าไปสำรวจเส้นทาง แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น"

            "รายงานท่านประมุขคนของเราปะทะกับศิษย์สำนักคุณธรรมขอรับ"

            "รู้หรือไม่ว่าเป็นศิษย์สำนักใด"หลินหลานหรูพูด

            "ตอบประมุขน้อยเป็นศิษย์สำนักลั่วซานกับสำนักเก้าฟ้าขอรับ"

            เทียบกันแล้วสำนักเก้าฟ้าแข็งแกร่งกว่าสำนักลั่วซานเป็นไหนๆเวลานี้พวกหลินหลานหรูกำลังเร่งรีบเดินทาง ไม่เหมาะจะปะทะให้เสียกำลังคน

            หลินหลานหรูหันไปหาอู่เทียนไฉ่"ท่านพ่อ ทำอย่างไรดีเจ้าคะ"

            อู่เทียนไฉ่เผยยิ้มบางๆให้หลินหลานหรู ไม่ได้เอ่ยอะไรกับนาง เขาหันไปเรียกรวมกำลังคนแทนบอกเป็นนัยว่าสิ่งที่นางคิดนั้นถูกแล้ว

            หลินหลานหรูรับสายจูงม้ามาจากเฉิงอิ้นคาดผ้าปิดหน้าไว้ครึ่งล่างแล้วพลิกตัวขึ้นหลังม้าจากนั้นคนทั้งหมดก็ควบม้าไปยังเสียงที่ดังขึ้นเมื่อครู่ออกจากซอกเขาใหญ่ที่แห้งแล้งนี้

            พ้นเขตพื้นที่ที่เกิดเสียงปะทะมาแล้วนอกจากศพของสมุนพรรคมารที่อู่เทียนไฉ่ส่งออกไปก็ไม่พบสิ่งใดอีก

            "พวกเขาหลบซ่อนตามคาด"หลินหลานหรูพูด

            "คนของเราเยอะกว่ามิหนำซ้ำยังฝึกวิชามาร ศิษย์สำนักคุณธรรมดูไม่ออกก็คงไม่ใช่ หากพวกเขาคิดปะทะซึ่งๆหน้าโดยไร้แผนรับมือ เช่นนั้นคงเสียชื่อศิษย์สำนักดัง"

            "จริงอย่างที่ท่านพ่อว่า"หลินหลานหรูพยักหน้า

            "พวกเรารีบไปให้ถึงเมืองกว่างโจวเถอะอย่าสนใจคนพวกนี้เลย"

            หลินหลานหรูเร่งควบม้าตามอู่เทียนไฉ่ให้เร็วขึ้นหางตาเหลือบเห็นเงาคนหลายผู้กำลังหลบอยู่ ไม่ปะทะเช่นนี้ย่อมดีกว่า

            ศิษย์สำนักเก้าฟ้า? ...มุมปากหลินหลานหรูยกขึ้นยิ้มเล็กน้อย

             

            สิบวันให้หลังก็มาถึงท่าเรือใหญ่เมืองกว่างโจว 

            อู่เทียนไฉ่สละคนไปเจ็ดส่วนเพื่อไม่ให้สะดุดตาชาวเมือง

            "อีกนานกว่าจะถึงเวลาออกเรือเจ้าจะเดินเล่นในเมืองก่อนก็ได้ เดินทางด้วยเรือครั้งนี้ต้องใช้เวลาหลายวันมีสิ่งไหนที่อยากได้เจ้าไปเดินเลือกซื้อมาเถอะ" ว่าแล้วอู่เทียนไฉ่ก็ยื่นถุงเงินให้หลินหลานหรู

            หลินหลานหรูกวาดตามองผู้คนบนถนนรอบหนึ่งก่อนหยุดนิ่งที่ถุงเงินในมืออู่เทียนไฉ่ออกจากเกาะครั้งก่อนเพียงรั้งอยู่ในเมืองไม่ถึงสองวัน ไม่ได้เดินเที่ยวอะไรมากปัญหาใหญ่ตอนนั้นของนางคือไม่มีเงิน คราวนี้คงแก้ปมในใจนี้ได้แล้วกระมัง

            นางรับถึงเงินมา"ขอบคุณท่านพ่อ"

            อู่เทียนไฉ่มีสีหน้าอ่อนโยนยามมองหลินหลานหรูชั่วอึดใจให้หลังจึงหันไปกำชับกับเฉิงอิ้น สวมบทเป็นบิดาหวงลูกสาว พูดว่า"ฝากเจ้าดูแลนางให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องได้ ยามเว่ยเรือจึงจะออกถึงเวลานั้นพานางกลับมาให้ปลอดภัย"

            เฉิงอิ้นไม่ได้พูดตอบเรื่องดูแลหลินหลานหรูเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้วตามจริงเขาไม่ค่อยชอบหน้าประมุขพรรคมารผู้นี้เท่าใดเพียงเห็นว่าอีกฝ่ายดีต่อหลินหลานหรู เขาจึงตามใจนาง ไม่คิดเป็นปรปักษ์มองแผ่นหลังอู่เทียนไฉ่เดินจากไปเงียบๆ

            อย่างไรเสียในอดีตเขาก็เคยร่วมมือกับคนในยุทธภพกำจัดพรรคมารแต่ยามนี้ไม่มีฐานะของเจ้ายุทธภพแล้ว ดังนั้นเขาจะจับมือกับพรรคมารหรือไม่ไยต้องคำนึกถึงคุณธรรมอันใดอีก ไม่รู้สึกผิดมีแต่ขยาดกับความดีงามจอมปลอมของคนฝ่ายธรรมะครั้งหนึ่งก็เคยถูกพวกเขาหักหลังจนเกือบตายมาแล้ว

            หลินหลานหรูกระตุกแขนเสื้อเฉิงอิ้นเบาๆเมื่อเขาหันมาจึงโยนถุงเงินให้ พูดว่า "ตาแก่นี่ก็เผด็จการเช่นนี้แหละเจ้าอย่าสนเลย"

            เฉิงอิ้น "......"

            เห็นทีช่วงที่ผ่านมาประมุขพรรคมารคงจะปวดหัวกับนางไม่น้อย

            ทั้งคู่เดินออกจากท่าเรือระหว่างทางเลือกซื้อขนมหอมกรุ่นแสนอร่อย เข้าร้านนั้นออกร้านนี้แต่ไม่ได้อะไรติดมือมาด้วยสักอย่าง

            เฉิงอิ้นพูดพลางเดินไปบนถนน

            "เมืองกว่างโจวมีสาขาของฮวาสิบสองกลีบแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากท่าเรือเป็นเหลาสุราขึ้นชื่อที่คุณหนูก็เคยไปทานอาหารที่นั่นมาแล้ว"เฉิงอิ้นกล่าวอีกว่า "ครั้งก่อนควรได้ข่าวจากคุณหนูเร็วกว่านี้แต่กลับล่าช้าไปครึ่งเดือน เรื่องนี้ข้าได้แจ้งให้เหลยเมี่ยวตรวจสอบแล้วไม่แน่ใจว่าสืบพบปัญหาอะไรหรือไม่"

            "ให้คนของสมาคมมาตรวจสอบ"หลินหลานหรูบอก

            "เรื่องไม่ง่ายเช่นนั้นขอรับสาขาในเมืองกว่างโจวเพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสองปี ตามกฎไม่อาจตรวจสอบได้..."กฎนี้มีไว้เอื้อประโยชน์ต่อผู้ดูแลที่เข้ามารับหน้าที่จัดการสาขาใหม่เนื่องจากแรกเริ่มยังขาดประสบการณ์ ดังนั้นจึงเว้นตรวจสอบในระยะนี้หากไม่ถึงสองปีจะไม่ทำการตรวจสอบใดๆ

            หลินหลานหรูเป็นคนตั้งกฎนี้ขึ้นมาเองนางย่อมเข้าใจดีเป็นที่สุด

            "ผ่านมาหลายปีข้าคิดว่าได้ขยายสาขาไปทั่วแคว้นแล้วเสียอีกนับรวมสาขาที่ไม่ถึงสองปีแล้วมีกี่แห่ง"

            เฉิงอิ้นคิดชั่วครู่ก็พูดว่า"สามแห่งขอรับ เมืองกว่างโจวเป็นแห่งสุดท้ายที่ขยายลงใต้ แม้จะใกล้กับหนานจิงแต่การแทรกแซงแหล่งการค้าค่อนข้างลำบาก ส่วนอีกสองแห่งทางตะวันออกรอเข้าฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ สมาคมคงเข้าตรวจสอบได้"

            ฮวาสิบสองกลีบเป้าหมายหลักคือรวบรวมข่าวสาร เพียงอาศัยการค้าบังหน้าดังนั้นเรื่องข่าวสารจะล่าช้าไม่ได้ นั่นเท่ากับหูตาของนางกำลังฝ้าฟาง

            "พื้นที่ทางใต้ห่างจากเมืองหลวงปกติก็ตรวจสอบยากอยู่แล้ว ปัญหานี้ดีหน่อยคงแค่ประมาทเลินเล่อ แต่หากร้ายแรงอาจมีคนในทรยศ"

            เฉิงอิ้นขมวดคิ้วเข้มใบหน้าชายหนุ่มมีความกังวลอยู่บ้าง

            หลินหลานหรูครุ่นคิดครู่หนึ่งแหงนหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์เบื้องบน ก็พูดขึ้นว่า "ยังพอมีเวลาเช่นนั้นข้าจะไปดูเอง"

             

            ปกติมีคนของฮวาสิบสองกลีบมาแสดงป้ายหยกมากมายเมื่อรับข่าวสาร 

            เถ้าแก่หลินเจ้าของเหลาสุราขึ้นชื่อในเมืองกว่างโจวตัวเขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสาขาได้ไม่นาน แม้จะเคยมีประสบการณ์อยู่บ้างแต่เมื่อช่วงต้นปี เขาได้ทำงานใหญ่เรื่องหนึ่งพลาดแล้ว

            ดังนั้นช่วงหลังมานี้จึงระมัดระวังเป็นพิเศษหน่อยหากพ้นปีนี้ไปเมื่อไร รอทางสมาคมมาตรวจสอบ คงพบปัญหามากมายเป็นแน่ฉะนั้นระยะนี้เขาต้องเก็บกวาดหลักฐานทุกอย่างให้เกลี้ยง

            หลินหลานหรูนั่งเคาะโต๊ะเป็นจังหวะบนเก้าอี้ตำแหน่งประธานกดดันเถ้าแก่หลินกลายๆ อีกฝ่ายยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา

            เถ้าแก่หลินเหลือบเห็นป้ายหยกที่ข้างเอวของเฉิงอิ้นพิศมองตัวเลขที่สลักบนหยกก็ให้หน้าซีด ถึงกับเป็นรองประมุขซ้ายมาเองได้ยินว่ารองประมุขซ้ายระยะหลังมานี้ออกเดินทางไปทั่วแคว้นเพื่อตามหาคุณหนูเหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่เมืองกว่างโจวได้

            เขาเองเพิ่งมาประจำการในเมืองกว่างโจวได้ไม่ถึงสองปีเกี่ยวกับกลุ่มคนของฮวาสิบสองกลีบไม่รู้อะไรมากนักหลายปีมานี้มีชีวิตรุ่งโรจน์ได้เพราะครอบครองป้ายหยก แต่ว่ายามนี้ถึงคราวจบสิ้นแล้วกระมัง

            เสียงนิ้วเคาะโต๊ะยังดังสลับกับใจคนที่เต้นรัวในที่สุดหลินหลานหรูก็หยุด พูดน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ช่างเถิดข้าจะถือว่ามองไม่เห็นแล้วกัน ที่มาวันนี้ไม่ได้จะมาลงโทษท่านเพียงแค่อยากรู้ข่าวในระยะนี้เท่านั้น ทำให้ผู้ดูแลหลินตกใจกลัวเสียแล้ว"

            เถ้าแก่หลินยังงุนงงอยู่มากสตรีผู้นี้เป็นใครหรือ เขาหันไปตั้งคำถามกับรองประมุขซ้ายเฉิงอิ้นซึ่งยืนประกบด้านหลังแม่นางน้อยบนเก้าอี้

            สตรีตรงหน้าเขาคือเด็กสาวชุดแดงผู้แฝงกลิ่นอายสูงส่งแค่แววตานางก็ทำเขาสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์กาย สามส่วนรู้สึกยินดีที่ไม่ถูกเอาโทษแต่เอ๊ะ "แม่นางท่านนี้คือ..."

            "คุณหนู" เฉิงอิ้นตอบสั้นๆอย่างเห็นใจ

            เถ้าแก่หลินผงะ แทบล้มทั้งยืนในที่สุดก็เป็นลมล้มพับ

            หลินหลานหรูกะพริบตาปริบๆ

            เฉิงอิ้นหัวเราะเบาๆ

            "รีบทำให้เขาตื่นเร็วจากนั้นไปเรียกผู้ดูแลกิจการทั้งหมดในเมืองมาที่นี่"

            "ขอรับ"

            ห้องโถงนี้เป็นห้องลับใต้ดินของเหลาสุราและมีขนาดใหญ่พอจะรองรับคนสิบกว่าคนได้ไม่แออัด

            หลินหลานหรูยังนั่งตำแหน่งประธานเช่นเดิมกวาดสายตามองผู้ดูแลชายหญิงรอบโต๊ะกว่าสิบคนส่วนใหญ่ล้วนเคยทำงานให้ฮวาสิบสองกลีบมาไม่ต่ำกว่าห้าปี หลินหลานหรูพอใจมาก

            "พวกผู้น้อยได้รับข่าวแล้วขอรับยินดีที่คุณหนูกลับมาอย่างปลอดภัย"หนึ่งในผู้ดูแลที่อยู่ใกล้หลินหลานหรูที่สุดพูดขึ้น

            "นั่นเป็นเพราะพวกท่านทำงานกันอย่างรอบคอบหากไม่แล้ว ต่อให้ข้าทิ้งเบาะแสไว้มากแค่ไหน ก็ไม่แน่ว่าพวกท่านจะตามพบ"หลินหลานหรูพูดพลางกระชับผ้าปิดหน้าให้สูงขึ้น

            ประโยคนี้กระทบเถ้าแก่หลินที่สุดเขาสะอึก รีบพูดว่า "เป็นผู้น้อยทำงานไม่รัดกุมอบรมสั่งสอนลูกจ้างในร้านไม่ดี ถึงทำให้ข่าวของคุณหนูส่งออกไปล่าช้าผู้น้อยสมควรโดนลงโทษขอรับ"

            "เถ้าแก่หลิน ข้าก็บอกท่านแล้วไม่ได้มาลงโทษ จากนี้จนกว่าจะครบสองปี ท่านยังมีเวลาแก้ตัวหลังจากสมาคมเข้าตรวจสอบเมื่อไร นั่นถึงจะเป็นความผิดที่แท้จริงของท่าน"

            เถ้าแก่หลินซาบซึ้งน้ำตาไหล"ขอบคุณคุณหนู"

            "เอาละข้าอยากให้พวกท่านรายงานสภาพปัญหาที่ฮวาสิบสองกลีบพบในช่วงสองสามปีมานี้"

            ผู้ดูแลผลัดกันรายงานคนละประโยคสองประโยคส่วนใหญ่ล้วนจัดการปัญหาได้ดีแต่เหมือนว่าการค้าในเมืองกว่างโจวจะเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ลำบากอย่างที่เฉิงอิ้นพูด ที่นี่แทรกแซงแหล่งการค้าค่อนข้างยากเนื่องจากมีความหลากหลายของคนต่างถิ่น ระดับการแข่งขันค่อนข้างสูงไม่แปลกที่จะพบปัญหามากที่สุด

            "ได้ยินว่าช่วงนี้ทางเมืองหลวงมีความเคลื่อนไหวของขุนนางในราชสำนักทางการมีการกว้านซื้อข้าวสาลีที่ราคาตกเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ยอมแจกจ่ายออกไปผู้น้อยเกรงว่าจะส่งผลต่อราคาข้าวสาลีขอรับแม้พ่อค้าข้าวส่วนใหญ่จะยังนิ่งนอนใจอยู่แต่ผู้น้อยเห็นว่าเรื่องนี้ควรรีบตัดสินใจ จึงเรียนถามคุณหนูควรจะเร่งการกักตุนข้าวสาลีหรือไม่"

            "จริงขอรับ ปีที่แล้วทางใต้ฝนดีเก็บเกี่ยวได้มาก บวกกับหลายปีก่อนราคาข้าวค่อนข้างสูง ชาวนาจึงแห่กันเพาะปลูกทว่าตั้งแต่เริ่มปีนี้ราคาข้าวตกลงเรื่อยๆคาดว่าฤดูเพาะปลูกปีนี้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อยเนื่องจากชาวนาหันไปทำอย่างอื่นที่ให้ราคาผลผลิตสูงกว่าเรียนถามคุณหนูเช่นกันขอรับ ควรลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวสาลีหรือไม่"

            หลินหลานหรูเม้มริมฝีปากเล็กน้อยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นปัญหาจริงๆ ไม่แปลกที่ราคาข้าวจะตกเนื่องจากปีนี้มีข้าวปล่อยออกมาในท้องตลอดเป็นจำนวนมาก ต่อให้รอไปจนถึงปีหน้าราคาข้าวก็คงจะยังไม่ขึ้น

            "คุณหนูขอรับผู้น้อยได้ยินข่าวจากชายแดนทางเหนือหลายเรื่อง แม้ราชสำนักจะส่งองค์ชายตัวประกันไปอยู่ที่แคว้นตู๋ฝางแล้วแต่เกรงว่าจะรักษาสัญญาสงบศึกได้ไม่นาน"

            คำพูดนี้ทำให้ดวงตาหลินหลานหรูสว่างโร่นางมองผู้ดูแลชราตรงหน้าอย่างอึ้งทึ่ง คนเหล่านี้ฉลาดมาก!

            ปกติตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มฮวาสิบสองกลีบขึ้นมานอกจากปล่อยให้เหลยเมี่ยวและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายดูแลแล้วนางแค่อ่านจากรายงานเท่านั้น ไม่ได้ลงมาสัมผัสกับพวกเขาโดยตรงกระนั้นพวกเขาก็ยังให้ความเคารพนางในฐานะอดีตผู้นำสูงสุด ครั้งนี้จึงตกตะลึงมาก

            หลินหลานหรูกระตุกยิ้มมุมปากเช่นนั้นคงไม่จำเป็นต้องแนะนำแล้ว "ท่านคือผู้ดูแลหวัง?"

            "เป็นผู้น้อยขอรับ" ผู้ดูแลชราพูดผู้ดูแลหวังเคยเป็นขุนนางในราชสำนัก ภายหลังเกษียณตัวเองเพื่อกลับบ้านเกิดสุดท้ายมาเป็นส่วนหนึ่งของฮวาสิบสองกลีบได้อย่างไรนั้นไม่ทราบได้

            "เช่นนั้นผู้ดูแลหวังข้าอยากฟังความคิดเห็นของท่านที่มีต่อเรื่องนี้อีกทั้งท่านเห็นว่าจะจัดการปัญหาข้าวสาลีนี้อย่างไร"

            ผู้ดูแลหวังเผยยิ้มอย่างนับถือคุณหนูอายุน้อย แต่กลับฉลาดสุขุม ไม่วางตัวข่มลูกน้องจนดูไร้เหตุผลเอาแต่ใจเหมือนเด็กไม่รู้จักโต นางไม่ได้หักหน้าพวกเขาแต่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างให้เกียรติผู้นำเช่นนี้ย่อมสามารถครองใจลูกน้องได้ไม่ยาก

            "เรียนคุณหนู ตามความเห็นผู้น้อยแม้ราชสำนักจะยับยั้งสงครามครั้งนี้ได้ แต่อาจรักษาไว้ได้ช่วงหนึ่งถึงคนส่วนมากไม่รู้ ทว่าราชสำนักส่งองค์ชายที่ไม่ได้ความผู้หนึ่งไปเป็นตัวประกันมิหนำซ้ำองค์ชายผู้นี้มีแต่ชื่อเสียงในทางเสียหายก็แน่ชัดแล้วว่าราชสำนักไม่ได้จริงใจต่อแคว้นตู๋ฝางเจ้าแคว้นตู๋ฝางย่อมทราบความจริงในไม่ช้าจากนี้เพียงรอให้ขุนนางที่หวังผลประโยชน์จากสงครามพูดเป่าหูสองแคว้นย่อมรักษาความสัมพันธ์ไว้ไม่ได้"

            พูดอีกว่า"ระยะนี้ทางการได้เริ่มกักตุนข้าวและอาหารแห้งแล้วกอปรกับสถานการณ์ทางชายแดนเหนือ ผลสรุปของเรื่องนี้ คงเดาได้ไม่ยากขอรับ"

            "องค์รัชทายาทถูกลอบสังหารเจตนาคือต้องการก่อสงคราม เดิมทีราชสำนักก็คิดจะเปิดศึกตั้งแต่แรกเรื่องตัวประกันเพียงทำเพื่อยืดเวลาไปอีกช่วงหนึ่งกระมัง" หลินหลานหรูเสริมสงสารก็แต่คนรักของนางที่กลายเป็นหมากในสงครามครั้งนี้ หากไม่มีข่าวจากสี่สิบเอ็ดกับสิบเก้าส่งมานางคงร้อนใจมากกว่านี้

            ผู้ดูแลหวังเผยยิ้มผงกศีรษะเล็กน้อย

            "เช่นนั้นท่านเห็นว่าจะแก้ปัญหาเรื่องข้าวสาลีในช่วงนี้อย่างไร"หลินหลานหรูย่อมมีคำตอบอยู่แล้ว แต่จะดีมากว่าถ้าให้พวกเขาได้จัดการปัญหาเอง

            "ผู้น้อยเห็นว่าควรทุ่มซื้อข้าวสาลีในช่วงที่ราคากำลังตกเพื่อกักตุนสินค้าในยามสงครามขอรับ ถึงตอนนั้นราคาจะสูงหลายเท่าตัวอีกทั้งยังต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกธัญพืชเพิ่มอีกหลายพันฉิ่งในปีนี้อีกด้วย"

            หลินหลานหรูยิ้มอย่างพึงพอใจ

            ผู้ดูแลอีกหลายคนก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน

            "ข้าอนุญาต มอบหน้าที่ให้พวกท่านจัดการส่วนพื้นที่อื่น ให้เขียนหนังสือยื่นเรื่องไปที่เหลย... ผู้นำสูงสุดได้เลยให้พวกเขาเปิดประชุมปรึกษากันเอง ส่วนทางนี้เป็นแหล่งผลิตหลักอยู่แล้วไม่ต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน เร่งดำเนินการได้ทันที"

            "ทราบแล้วขอรับ"

            "จริงสิ นอกจากข้าวสาลีแล้วให้มองหาผลผลิตอย่างอื่นเพิ่มด้วย ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารแห้งได้ยิ่งดีอันดับแรกเน้นคุณภาพที่ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องราคาถูกที่สุดด้วยคาดว่าอีกไม่นานพ่อค้าจากเขตอื่นคงตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ถึงตอนนั้นพวกเขาจะแย่งกันซื้อ ราคาสินค้าจะยิ่งพุ่งสูง อาศัยช่วงที่ข่าวยังไม่กระจายออกไปเคลื่อนไหวก่อนย่อมได้เปรียบ"

            "ทราบแล้วขอรับ"

            จากนั้นหลินหลานหรูและผู้ดูแลทั้งหลายต่างสอบถามและพูดคุยกันไปอีกหลายเรื่อง หลินหลานหรูเห็นว่าเวลาไม่เช้าแล้วจึงเอ่ยขอตัวจากมา ซึ่งไม่มีผู้ดูแลคนใดกล้าเอ่ยปากรั้งพวกนางไว้เพียงประสานมือคารวะส่งอย่างนอบน้อม

            หลังคนจากไปแล้วผู้ดูแลหลายคนถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก ทางหนึ่งยินดีที่สามารถแก้ปัญหาได้แล้วอีกทางคือกดดันมาก ยามต้องเผชิญหน้ากับอดีตผู้นำสูงสุดกล่าวว่าหกขวบก็สร้างฐานอำนาจใหญ่ขนาดนี้แล้ว

            แม้ไม่ค่อยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตผู้นำสูงสุดมากเท่าไรนักแต่รองประมุขซ้ายเฉิงอิ้นที่อยู่ข้างกายคุณหนู คนผู้นี้มีอำนาจมากอย่างร้ายกาจยิ่งคนอย่างเขาให้ความเคารพคุณหนู พวกเขายิ่งไม่กล้าหายใจเกรงจะแย่งอากาศจนคุณหนูหายใจไม่เพียงพอเช่นนั้นความรุ่งโรจน์ของพวกเขาที่ได้มาหลังเป็นคนของฮวาสิบสองกลีบคงพังพินาศ

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน