ณ อัฒจันทร์ของกลุ่มผู้อาวุโส
"จิตแห่งกระบี่?? แม้ไม่สามารถเทียบกับเซี่ยชิงเอ๋อร์ แต่ว่าอายุเพียงเท่านี้ก็สามารถฝึกถึงจิตแห่งกระบี่ได้แล้ว นับได้ว่ามีอัจฉริยะด้านกระบี่เพิ่มมาอีกหนึ่ง"หนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักระดับกลางแห่งหนึ่งกล่าว
"ท่านอาจารย์..เขาเป็นนักฝึกสัตว์ที่สามารถใช้พลังจิตได้ ไม่ใช่ว่าเขาจะใช้เพียงพลังจิตควบคุมกระบี่หรือ"ศิษย์ของผู้อาวุโสที่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งกันถามอาจารย์ของตน
"จิตแห่งศาสตรา ถือเป็นขั้นแรกของการเป็นหนึ่งเดียวกับอาวุธ การใช้พลังจิตควบคุมกระบี่ ที่ตัวกระบี่จะมีเพียงพลังจิตที่เคลือบตัวกระบี่ แต่ว่าหากสำนึกรู้บรรลุจิตแห่งกระบี่ จิตใจของผู้ถือกระบี่จะเริ่มเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ ตัวของกระบี่จะประสานไว้ทั้งลมปราณ จิตสำนึก และ เจตจำนงของผู้ใช้เอาไว้ พลังโจมตีและความสามารถในการควบคุมกระบี่ จิตแห่งกระบี่ทำได้เหนือกว่า ดูจากระดับลมปราณของชายคนนั้น หากไม่สามารถบรรลุจิตแห่งกระบี่คงไม่อาจตัดผ่านปราณคุ้มกายของอีกฝ่ายที่ระดับลมปราณสูงกว่าได้"ผู้เป็นอาจารย์อธิบายแก่ศิษย์ของตน
…………
เทือกเขาหมื่นอสูรเขตสอง ณ สถานที่บานของดอกพุดโศกาสีน้ำเงิน
"เป็นอย่างไรความรู้สึกที่โดนตัดแขน...โดยสวะอย่างข้า"อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับยกกระบี่ของตัวเองจ่อที่คอของซีซาน
" อะ อย่าฆ่าข้า ถะ ถ้าเกิดว่าเจ้าสังหารข้า เจ้าจะตกรอบ"ซีซานอ้อนวอนอูหลินเฟิง หลังจากที่โดนตัดแขนทั้งพลังใจและพลังกายของซีซานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความกลัวตายของเขาเพียงเท่านั้น
"บอกข้า เหตุใดพวกเจ้าจึงหมายหัว ข้า อูหมินจิง ถงต้าเหวย" อูหลินเฟิงแกล้งถาม ให้เหมือนกับว่าเขาไม่รู้เหตุผลของการโดนจ้องเล่นงาน เพราะแม้ว่าเขาจะผนึกเสียงของป้ายฝั่งตนเอง แต่ป้ายของกลุ่มตรงหน้ายังสามารถส่งเสียงออกไปได้
"ขะ ข้าไม่รู้"ซีซานตอบพร้อมเหลือบมองไปยังคุณชายจ้งและคุณหนูกันเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาไม่อาจบอกเหตุผลได้ หากเขาบอกไปเขาอาจเจอเรื่องที่เลวร้ายกว่าความตายก็ได้
กระบี่ของอูหลินเฟิงค่อยเข้าใกล้คอของซีซาน สร้างความหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก
"ปล่อยเขาเดียวนี้!!/เจ้ากล้าหรือ!!!" คุณชายจ้งและคุณหนูกันตะโกนใส่อูหลินเฟิงพร้อมกับ พุ่งตัวเข้าหาอูหลินเฟิงแต่ว่า
"คิดจะทำอะไร"จงหมิ่นพุ่งตัวออกมาข้างหน้าทั้งสองคน
"หลีกไป!!/ถอยไปซะ!!"คุณชายจ้งและคุณหนูกันกล่าว เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาขวางจึงได้ออกกระบวนท่าต่อสู้กันที ระเบิดลมปราณของตนเองผนึกลมไปยังอาวุธประจำตัว
ดาบเพลิงตระกูลจ้ง ดาบอัคคีผลาญฟ้า ประสาน ดาบวายุตระกูลกัน ดาบวายุกระหน่ำ
คุณชายจ้งและคุณหนูกัน แสดงท่าประสานออกมา คิดจะทำให้จงหมิ่นบาดเจ็บ และ ถอยออกไปภายในกระบวนท่าเดียว ปราณเพลิงและปราณวายุ เป็นปราณที่มีพลังโจมตีสูงที่สุดในบรรดาธาตุพื้นฐานแล้วยังเป็นสองปราณที่ประสานได้ง่ายที่สุด แต่สามารถแสดงความรุนแรงที่มหาศาลออกมาได้
ปราณดาบจตุรธาตุสายเพลิงวายุ กระบวนท่าที่หนึ่ง ดาบประกายเพลิงตัดวายุ
ตู้ม!! เสียงระเบิดของจากการปะทะคลื่นดาบดังสนั่น ดาบที่ประสานเพลิงวายุถูกปล่อยออกมาจากจงหมิ่น มีความรุนแรงพอๆ กันกับดาบเพลิงวายุสองประสานของคุณชายจ้งและคุณหนูกัน ทำให้ทั้งสองถอยกลับไปยังจุดที่ตัวเองกระโดดออกมา
"ปราณทวีธาตุ? มีทั้งผู้ใช้จิตแห่งกระบี่ ทั้งผู้ใช้ปราณทวิธาตุ กลุ่มนี้มันบ้าอะไรกัน!!!"คุณชายจ้งกล่าวอย่างตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่ากลุ่มที่เป็นเป้าหมายของตนจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
จากการปะทะกำลังกันในกระบวนท่าแรก เขากับคุณหนูกันที่มีระดับลมปราณสูงกว่ากลับเป็นฝ่ายที่กระเด็นออกมา แต่ว่าอีกฝ่ายอีกไม่ขยับออกจากจุดที่ยืนอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว การที่จงหมิ่นยืนอย่างมั่นคงก็สามารถบอกได้แล้วว่า พลังภายในของจงหมิ่นมากกว่าพลังของทั้งสองคนรวมกัน
"อะไรกัน!..เจ้านี่!! ความหนาแน่นของลมปราณไม่ด้อยไปกว่าเราเลย"คุณหนูกันเองก็กล่าวอย่างตะลึงเช่นกัน ความต่างของลมปราณระดับห้าขั้นกลางและลมปราณระดับห้าขั้นต้น แม้จะต่างกันไม่ถึงระดับฟ้ากับเหว แต่ก็ยังมีความต่างที่มากมายนัก แต่ว่าลมปราณที่สัมผัสได้จากชายตรงหน้า ความหนาแน่นที่สัมผัสได้นั้นอาจหนาแน่นกว่าลมปราณของนางเสียอีก
"พวกนี้…มันอะไรกัน" ทางพวกผู้อาวุโสไม่เห็นจะบอกเลยว่าคนของตระกูลอูมีคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่ เพราะว่าตอนนี้จงหมิ่นสวมชุดของตระกูลอูเหมือนกับอูหลินเฟิงและอูหมินจิง ทำให้ทั้งสองคิดว่าจงหมิ่นที่เปลี่ยนใบหน้า เป็นคนจากตระกูลอู
…
ณ อัฒจันทร์ของกลุ่มผู้อาวุโส
"โหห ปราณทวิธาตุ เด็กคนนั้นคือใครกัน...สามารถใช้ปราณทวิธาตุได้"เสียงของเหล่าผู้อาวุโสสำนักระดับกลางคนหนึ่งดังขึ้น
"สีเครื่องแต่งกายดำแถบม่วง หน้าอกปักรูปปักษา คนของตระกูลอู"เหล่าผู้อาวุโสอีกคนตอบ
"หือ ตระกูลอูงั้นหรือ ไม่ใช่ว่าปราณของตระกูลอูคืออัสนีสีม่วงหรอกหรือ"
"อาจเป็นพวกสายรองหรือคนที่ตระกูลอูรับเข้ามา ผู้ใช้ปราณทวิธาตุไม่ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ ในผู้ฝึกยุทธ์ซักหมื่นคนจะเจอสักคน ตระกูลอูอาจรับเด็กคนนั้นเข้าตระกูลก็ไม่ใช่เรื่องแปลก" หลังจากนั้นหลากหลายสายตาก็มองไปยังอูเทียนเหวินผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลอู มีหลายคนมองอูเทียนเหวินด้วยความอิจฉาที่ได้ผู้ใช้ปราณทวิธาตุเข้าร่วมตระกูล เว้นแต่คนผู้หนึ่ง
"อูเทียนเหวิน!! เจ้าสั่งสอนคนในตระกูลอย่างไร จึงได้กล้ามาตัดแขนบุตรชายของข้า"ประมุขตระกูลซีตะโกนออกมาอย่างเดือดดาล แต่ผู้อาวุโสใหญ่อูเทียนเหวินก็ไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา
"ไม่ใช่ว่าบุตรชายของเจ้าจงใจตัดแขนคุณชายใหญ่ของข้าก่อนงั้นหรือ…คุณชายของข้าก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้น...ทำไมหรือว่าเจ้าสอนให้บุตรชายตัดแขนผู้อื่นได้ แต่ผู้อื่นห้ามตัดแขนบุตรชายเจ้าอย่างนั้นหรือ"อูเทียนเหวินกล่าวย้อนกลับไปหาผู้ที่ตะโกนหาเรื่องตน น้ำเสียงของอูเทียนเหวินเย็นชาอย่างสุดขีด หากว่าเมื่อครู่คุณชายใหญ่ของเขาไม่อาจป้องกันได้ คนที่เสียแขนย่อมต้องเป็นคุณชายใหญ่ของตนเอง
"เจ้า!!"ประมุขซีกัดฟันออกมาอย่างเดือดดาล
"พอได้แล้ว ทั้งสองท่านโปรดอยู่ในความสงบ การบาดเจ็บในงานประลองเป็นเรื่องปกติ และคุณชายใหญ่อูก็ยังไม่ได้ทำผิดกฎการประลอง ไม่ได้สังหารคุณชายซี ไม่ต้องห่วงท่านประมุขซี หากว่าคุณชายใหญ่อูกระทำการสังหารคุณชายซี คุณชายอูจะโดนลงโทษอย่างเหมาะสมแน่นอน" โอวหยางชิงหลง กล่าวแทรกการทะเลาะของทั้งสอง
"ได้ ข้าเห็นแก่หน้าท่าน"
ส่วนอูเทียนเหวินยกมือประสานให้โอวหยางโดยไม่ได้กล่าวอะไร อูเทียนเหวินนึกย้อนกลับไปยังบนเรือเหาะก่อนเข้าเมืองจรัสแสง
'ผู้อาวุโสใหญ่ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านทำ'
'อะไรหรือคุณชายใหญ่'
'ในงานประลองครั้งนี้ หากข้าได้เจอตระกูล ซี ตระกูลชุน สี่ตระกูลนี้ข้าจะหาทางทำให้พวกมันบาดเจ็บให้หนักที่สุด หากผู้อาวุโสของตระกูลพวกนี้เกิดโวยวายขึ้นมา ข้าอยากให้ข้า ยั่วยุพวกนั้นให้มากที่สุด'
อูเทียนเหวินนึกคำของอูหลินเฟิง หากอยากให้พวกมันโผล่หางออกมาให้จับได้ ต้องยั่วยุให้จนพวกมันมาโจมตีตระกูลอูให้ได้ เพื่อหาหลักฐานมัดตัวพวกมัน อูเทียนเหวินจ้องมองไปยังผู้นำตระกูลซีพร้อมยกยิ้มเย้ยหยัน เหมือนเห็นดังนั้น มือที่จับเก้าอี้ของผู้นำตระกูลซีก็กำจนเส้นเลือดขึ้น แสดงถึงการข่มอารมณ์โกรธของตัวเอง
…..
เทือกเขาหมื่นอสูรเขตสอง ณ สถานที่ออกดอกพุดโศกาสีน้ำเงิน
"ข้ามีข้อเสนอให้เจ้า"อูหลินเฟิงกล่าวกับซีซานที่นั่งคุกเข่ากุมแขนที่ขาดอยู่
"อะ อะไร เจ้าต้องการอะไร"
"ออกจากการแข่งกันไปซะ หากไม่ทำ แขนเจ้าอาจจะหายไปอีกข้างก็ได้"อูหลินเฟิงกล่าว
"ข้อเสนออะไรกัน นี่มันคำขู่ชัดๆ"
"ไม่ ข้าแค่ยื่นข้อเสนอ แต่ต้องดูว่าเจ้ากล้าปฏิเสธหรือไม่"อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับค่อยๆ ยกกระบี่ขึ้นเหนือหัว ทำท่าจะฟันลงมาตัดแขนอีกข้างของซีซาน จากนั้นก็ตวัดกระบี่ลงมา
"ข้ายอมแพ้ ข้าขอออกจากการแข่งขัน" ร่างของซีซานกลายเป็นแสงพร้อมพุ่งออกไปจากบริเวณที่คุกเข่าอยู่ ก่อนที่กระบี่จะตัดแขนอีกข้างของซีซาน
"ออกไปหนึ่ง เหลืออีกสาม" ที่อูหลินเฟิงบอกเป้าหมายเหลืออีกสามไม่ใช่เจ็ดคนเพราะว่าตอนนี้อูหลินเฟิงมั่นใจว่าตระกูลที่ร่วมมือกันคือ สี่ตระกูล ชิง หม่า ชุน ซี ส่วนตระกูล อี๋ จ้ง กัน อูหลินเฟิงยังไม่แน่ใจ จึงเพ่งเล็งไว้เพียงสี่คนเท่านั้น จากนั้นอูหลินเฟิงก็มองไปรอบๆ
ลี่เจียงได้เข้าสู้การต่อสู้อีกรอบกับคุณชายจากตระกูลอี๋ครั้งนี้ลี่เจียงไม่สามารถจบการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วเพราะว่า คุณชายคนนั้นระวังตัวไม่ยอมให้ลี่เจียงเข้าใกล้ได้อย่างง่ายๆ โจมตีโดยรักษาระยะตลอดเวลา ส่วนถงต้าเหวยกับคุณชายตระกูลหม่าก็ยังไม่สามารถตัดสินกันได้ง่ายๆ นวมเหล็กปะทะกับทวนอย่างต่อเนื่องไม่มีใครยอมใคร ต่างฝ่ายไม่อาจเอาชนะกัน ส่วนอูหมินจิงก็เหมือนจะได้เปรียบคุณชายจากตระกูลชิง พอวัดความเร็วกันไปเรื่อยๆ อูหมินจิงที่ชินกับความเร็วของอีกฝ่ายกับยังสามารถเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้คุณชายตระกูลชิงเริ่มเสียเปรียบ
อูหลินเฟิงจึงตัดสินใจจะเข้าไปช่วยน้องชายก่อนแต่ว่าจู่ๆ หั่วอีและหั่วเอ้อ ได้ส่งเสียงขู่ออกมา
“กรรรร!!” เมื่อมองไปยังทิศที่หั่วอีหันไปก็พบกับหญิงสาวสองนาง คนหนึ่งสะพายพิณ อีกคนสะพายกระบี่กำลังเดินเข้ามาบริเวณที่ต่อสู้กัน
'ไป๋หลันฮวา! เซี่ยชิงเอ๋อร์! พวกนางมาได้อย่างไรกัน?' อูหลินเฟิงมองพวกนางอย่างตื่นตะลึง แต่ว่าพวกนางทั้งสองกลับไม่ได้สนใจอูหลินเฟิงหรือคนอื่นที่กำลังต่อสู้กันเลย พวกนางมองตรงไปยังดอกพุดโศกาสีน้ำเงินเท่านั้น
"ดอกพุดโศกาสีน้ำเงิน สามารถเสริมพลังให้กับวิชาสำเนียงของเจ้าได้ ข้าจะไปนำมาให้"เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว
"ขอบใจเจ้ามาก แต่ว่าตอนนี้มันยังบานไม่เต็มที่คงอีกราวๆ สิบนาทีถึงเด็ดออกมาได้"ไป๋หลันฮวาตอบ
"งั้นเราก็แค่รอ แต่ก่อนอื่นต้องจัดการพวกน่ารำคาญพวกนี้ก่อน" เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวพร้อมกับมองไปยังกลุ่มคนตรงหน้าที่กำลังปะทะกันโดยที่ไม่รู้ว่าพวกนางเข้ามาใกล้แล้ว
"หยุดมือซะ!" เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวโดยใส่ลมปราณลงไปในเสียง แล้วยังส่งจิตคุกคามที่แฝงไปด้วยจิตแห่งกระบี่ออกไป จนคนที่ได้ฟังเกิดความรู้สึกราวกับโดนกระบี่ทิ่มแสงไปยังจิตใจ คนทั้งหมดที่กำลังต่อสู้หยุดมือแทบจะทันที พร้อมหันมามองเซี่ยชิงเอ๋อร์เป็นทางเดียว
“จงหยุดมือแล้วไปจากที่นี้ซะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว พร้อมกับสร้างแรงลมปราณกดดันทุกคนทั่วบริเวณ
"ซะ เซี่ยชิงเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา"เสียงของคุณชายจ้งหลุดพูดออกมาอย่างตื่นตะลึง
"เหตุใดพวกนางจึงอยู่ที่นี้"คุณหนูกันกล่าว แม้นางกับทั้งสองจะมีระดับลมปราณต่างกันเพียงหนึ่งขั้น แต่ว่าบุคคลตรงหน้าคือสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจเอาระดับลมปราณมาตัดสินได้ นางเคยเห็นเซี่ยชิงเอ๋อร์ชนะผู้ฝึกยุทธ์ระดับหกขั้นกลางได้อย่างง่ายดาย คนระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางจะเอาชนะได้
"นะ หนีกันก่อนเถอะ" คุณหนูกันบอกกับคุณชายจ้ง
"พวกเราถอย"คุณชายจ้งตะโกนออกคำสั่ง คนในกลุ่ม ตอนนี้กลุ่มเขาเสียซีซานที่ยอมแพ้ไปแล้ว กลุ่มของเขาจึงเหลือเพียงหกคน ไม่อาจเสี่ยงทำให้ไป๋หลันฮวาหรือเซี่ยชิงเอ๋อร์หันมาโจมตีได้ ทั้งคุณชายจ้งและคุณหนูกันจึงผนึกลมปราณที่เท้าหวังหนีไปให้ไวแต่ว่า
"ใครอนุญาตให้เจ้าไปกัน"จงหมิ่น พร้อมกับโคจรลมปราณผนึกลงไปในดาบ
ปราณดาบจตุรธาตุสายเพลิงวายุ กระบวนท่าที่สอง ดาบกระแสวายุเพลิงพวยพุ่ง
ดาบปราณเพลิงวายุ โจมตีไปยังทั้งสองคน แต่ว่าในการโจมตีนี้จงหมิ่นใส่ลมปราณไปมากกว่าครั้งแรก ทั้งสองที่กำลังจะหนีแม้จะยกดาบขึ้นมากันได้แต่ว่าก็โดนโจมตีจนกระเด็นไปโดนหินขนาดใหญ่จนกระอักเลือดจากปาก
"นี่!!! เจ้าโง่หรือไง กล้าทำให้เซี่ยชิงเอ๋อร์โมโหหรือไง"คุณชายจ้งที่สามารถลุกขึ้นหลังโดนโจมตีกล่าวกับจงหมิ่น พร้อมกับพยายามโคจรลมปราณรักษาตัวเอง
“เหตุใดข้าต้องกลัวกัน” จงหมิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ราวกับไม่หวาดกลัวหญิงสาวทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าโง่ นางสองคนคือ ไป๋หลันฮวาหลานสาวของปราชญ์สำเนียงกับเซี่ยชิงเอ๋อร์ศิษย์สายตรงของปราชญ์กระบี่ ผู้ที่ว่ากันว่าเป็นเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยากลับชาติมาเกิด แม้เจ้าจะเป็นผู้ใช้ปราณทวิธาตุก็ไม่อาจสู้กับนางได้” คุณหนูกันที่ลุกขึ้นมาได้กล่าวกับจงหมิ่นที่มาขว้างไม่ยอมให้นางหนี
“หากเจ้ากลัวศิษย์ของเก้าปราชญ์ขนาดนั้น แต่ก็ยังกล้าโจมตีกลุ่มของข้า คนโง่คือเจ้ามากกว่า” จงหมิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา กลุ่มของเขาเองก็มีศิษย์ของปราชญ์เช่นกัน กลุ่มตรงหน้ามีเป้าหมายที่พวกเขา แต่ไม่คิดที่จะหาข้อมูลก่อนโจมตีเลยหรือไงว่ากลุ่มของเขามีใครเป็นสมาชิกบ้าง
“อะไรนะ?” เสียงของคุณหนูกันกล่าวออกมาด้วยความสงสัย
....
ทางด้านเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวา
“อะไรกัน?? ชายคนนั้น กล้าเมินคำข้างั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์มองไปยังจงหมิ่นที่ยังกล้าต่อสู้ต่อ
“มีปราณทวิธาตุยังกระแสลมปราณยังหนาแน่นกว่าคนในระดับเดียวกัน คงเชื่อมั่นในพลังของตัวเองจนไม่กลัว โง่เสียจริง"ไป๋หลันฮวาวิเคราะห์จากสิ่งที่นางเห็น จงหมิ่นเองก็ถือว่ามีฝีมือไม่ธรรมดาแต่ว่า ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถต่อสู้กับพวกนางได้
เซี่ยชิงเอ๋อร์เมื่อเห็นว่ามีคนที่กล้าไม่ฟังคำของนางก็ได้สร้างกระบี่จากสายลมสีขาวหนึ่งเล่มพุ่งเข้าหาจงหมิ่น เป็นกระบี่ที่ทั้งรวดเร็วและรุนแรง ต่อให้เป็นลี่เจียงในกายยักษ์ศิลาก็คงโดนทำลายร่างยักษ์จากการโจมตีนี้ในครั้งเดียว แต่ว่าก่อนที่กระบี่จะถึงตัวของจงหมิ่น ได้มีมือมือหนึ่งคว้ามาจับที่กระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ด้วยมือเปล่า จากนั้นกระบี่สายลมสีขาวค่อยเปลี่ยนเป็นสีเขียวและค่อยๆ สลายหายไป
“หือ??? หรือว่าเจ้าคือ...กู่ซือเอิน” เซี่ยชิงเอ๋อร์ถามผู้ที่สามารถทำลายกระบี่สายลมของนางได้ กระบี่สายลมของนางแฝงไว้ด้วยทั้งลมปราณและจิตแห่งกระบี่ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำลายได้ แต่ว่ากลับถูกคว้าจับได้โดยมือเปล่า ทั้งยังสามารถสลายกระบี่ของนางได้ในเวลาอันสั้น ชุดสีดำทั้งตัวบวกกับเส้นผมสีม่วงอ่อน แม้นางไม่เคยเห็นหน้าอีกฝ่ายแต่ก็สามารถเดาได้ว่าอีกฝ่ายคือใคร
“ใช่” กู่ซือเอินตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง จ้องมองไปยังเซี่ยชิงเอ๋อร์ และ ไป๋หลันฮวาอย่างไม่เกรงกลัว
....
ด้านคุณชายจ้ง
“กะ กู่ซือเอิน!! นางคือกู่ซือเอินอย่างนั้นหรือ” คุณชายจ้งที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองถึงกับหน้าถอดสี กลุ่มของเขาถึงกลับหาเรื่องกลุ่มที่มีกู่ซือเอินร่วมด้วย ในบรรดาปราชญ์ทั้งเก้านั้นคือที่สุดของแต่ละด้าน ปราชญ์พิษเป็นผู้เดียวที่ถูกเรียกว่าสองที่สุด คือที่สุดแห่งพิษและน่ากลัวที่สุดในบรรดาเก้าปราชญ์ กู่ซือเอินเองก็เช่นกันด้วยชื่อเสียงของนางทำให้หลายคนหวาดกลัวนางมากกว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์ด้วยซ้ำ
“รู้ตัวตอนนี้ก็สายไปแล้ว หนีไปตอนนี้ก็ไม่รอดแล้ว ทางรอดของพวกเจ้าคือยอมแพ้การประลองนี้ซะ” จงหมิ่นกล่าวพร้อมกับถือดาบที่เคลือบด้วยเพลิงวายุเข้าหาคุณชายจ้งและคุณหนูกัน
“คิดจะขู่พวกข้างั้นหรือ แม้ข้าจะกลัวพวกนางสามคน แต่ว่าคนอย่างเจ้า…ข้าไม่กลัว” คุณหนูกันบอก
“งั้นหรือ ข้าอาจไม่เก่งเท่าพวกนาง แต่ว่าข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าสองคนแน่นอน” จงหมิ่นตอบพร้อมกับพุ่งเข้าหาทั้งสองคน
ดาบเพลิงตระกูลจ้ง ดาบอัคคีผลาญฟ้า ประสานท่า ดาบวายุตระกูลกัน ดาบวายุกระหน่ำ
คุณชายจ้งและคุณหนูกันเหมือนเห็นว่าไม่อาจหนีได้ จึงเร่งลมปราณประสานดาบเพลิงและวายุ เข้าปะทะกับดาบเพลิงวายุของจงหมิ่น เปลวเพลิงวายุสองสายปะทะกันอย่างต่อเนื่อง คู่อื่นๆ เองก็เช่นกันคนที่พยายามจะหนีต่างถูกกลุ่มของอูหลินเฟิงกันไว้ไม่ให้หนีไปโดยง่าย
……..
ด้านกู่ซือเอิน ไป๋หลันฮวา เซี่ยชิงเอ๋อร์
“ไป๋หลันฮวา เจ้าไม่ต้องเข้ามา ข้าอยากสู้กับนางคนเดียว” เซี่ยชิงเอ๋อร์บอกความต้องการของตน
“ได้...ตามความต้องการของเจ้า” ไป๋หลันฮวาเดินหลบไปยังมุมอื่น ปล่อยให้เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่มีความชอบในการต่อสู้ทำตามความต้องการของตน เซี่ยชิงเอ๋อร์จ้องมองไปยังกู่ซือเอิน เซี่ยชิงเอ๋อร์และกู่ซือเอินทั้งสองต่างส่งจิตคุกคามประสานปราณกดดันใส่อีกฝ่าย
ตึง!! จุดถึงกลางระหว่างเซี่ยชิงเอ๋อร์และกู่ซือเอิน เกิดกระแสลมปราณตีกันกระแสลมปราณที่ตีกันทำให้พื้นบริเวณนั้นสั่นไหวและยังเกิดการยุบตัว