ลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุเป็นลานประลองที่ใหญ่โตที่สุดในโลกจิวหยางเลยก็ว่าได้เพราะเป็นการรวบรวมเซียนจำนวนมากมาต่อสู้กัน
ซึ่งเซียนบางส่วนเป็นทาสที่ถูกจับตัวมาขายที่นี้ หรือเซียนบางคนมาที่นี้เพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง นอกจากนี้ถ้าหากพวกเขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ไปได้เรื่อยๆ เงินหรือสมบัติที่พวกเขาได้รับก็จะยิ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
สำหรับลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุนี้ถูกสร้างโดยตระกูลหาน ซึ่งนับว่าเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งอย่างมากและเป็นรองเพียงแค่ตระกูลจิวเท่านั้น
ซึ่งตระกูลหนานมียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์อยู่มากกว่าสิบคน แถมยังมีเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายอยู่ถึงสองคน ทำให้พวกเขานับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งสิบอันดับแรกของโลกเทียนจิวเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้เองทำให้พวกเขามีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะปกครองลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุรวมไปถึงการที่ทำให้ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาขึ้นที่นี้
ซึ่งภายในลานประลองร้อยเผ่าพันธุ์ก็มียอดฝีมือจำนวนมากที่มีชื่อเสียง แม้กระทั้งบางคนก็เป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์เลยก็มี
เพราะสมบัติและของรางวัลที่ทางลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุมอบให้นั้นมีค่ามหาศาล จึงไม่แปลกที่เซียนศักดิ์สิทธิ์บางคนจะมาท้าประลองกันที่นี้
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสี่วัน
เวลานี้หนานหมิงใกล้ที่จะเดินทางมาถึงลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุแล้ว แต่เขาก็ได้รับข่าวว่าเจ้าตัวแสบหนานเทียนอวิ๋นได้แอบลงไปแข่งขันในลานประลองร้อยเผ่าพันธุ์แถมยังเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เป็นถึงเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์ได้อีกด้วย ซึ่งทำให้หนานเทียนอวิ๋นกลายเป็นรุ่นเยาว์ที่น่าจับตามองในทันที
ต้องรู้ก่อนว่าหนานเทียนอวิ๋นเพิ่งจะอายุแค่สิบสองปีเท่านั้น แต่เขาก็มีความแข็งแกร่งในระดับเซียนแท้ขั้นกลางแล้ว แถมยังสามารถเอาชนะเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์ได้อีกด้วย นับว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่มากไปด้วยพรสวรรค์จริงๆ เห็นได้ชัดว่าเขาจะต้องเป็นลูกหลานของกองกำลังชั้นยอดที่ออกมาฝึกฝนตัวเองอย่างแน่นอน ด้้วยเหตุนี้ทำให้กองกำลังทั้งหลายส่งคนไปจับตาและตรวจสอบข้อมูลของหนานเทียนอวิ๋น
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าหนานเทียนอวิ๋นโผล่มาจากไหนกันแน่ แถมเขายังมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งคอยคุ้มกันอีกด้วย
หนานหมิงที่อ่านรายงานถึงกับถอนหายใจและส่งข้อความไปหาเหมาอี้กังและบอกให้เขาดูแลหนานเทียนอวิ๋นให้ดี ส่วนจ้าวลู่กงและหน่วยองครักษ์เงาตรวจสอบกองกำลังที่คิดที่จะสร้างปัญหาให้กับหนานเทียนอวิ๋น
ทางฝั่งของหนานเทียนอวิ๋น
หลังจากที่เขาได้เอาชนะคู่ต่อสู้ที่เป็นถึงเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์แล้ว เขาก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องพักส่วนตัวของเขาโดยที่มีเหมาอี้กังคอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆ
“ ท่านปู่เหมา ท่านคิดว่าข้าต้องปรับเปลื่ยนการต่อสู้ตรงไหนบ้างไหม? ” หนานเทียนอวิ๋นถามขึ้นด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
เหมาอี้กังยิ้มและค่อยๆชี้แนะถึงทักษะการต่อสู้ของหนานเทียนอวิ๋น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้อีกด้วย
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูห้อง ทำให้ทั้งสองหยุดพูดคุยกัน
เหมาอี้กังจึงเดินไปเปิดประตูและพบว่าคนที่อยู่ด้านหน้าคือผู้ดูแลลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุ ที่มีนามว่า หานเยว่จิน
ด้วยการที่สามารถเป็นผู้ดูแลของลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุได้จะต้องมีความแข็งแกร่งพอสมควร ซึ่งหานเยว่จินเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น
เหมาอี้กังมองไปยังผู้ดูแลด้วยแววตาเรียบเฉยก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ มีธุระอะไร? ”
ผู้ดูแลหานเยว่จินมองไปยังเหมาอี้กังด้วยความจริงจัง เขาสัมผัสได้ว่าชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น แม้ว่าชายชราผู้นี้จะเก็บกลิ่นอายเอาไว้อย่างดี แต่ประสาทสัมผัสของเขาบอกว่าชายชราผู้นี้ไม่ควรอยู่ใกล้ๆและยังบอกว่าชายชราผู้นี้แข็งแกร่งอย่างมาก และอาจจะแข็งแกร่งกว่าเขาที่เป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นเสียด้วยซ้ำ
“ ข้ามีธุระจะคุยกับหมิงเล่ย ” ผู้ดูแลหานกล่าวขึ้น
หมิงเล่ยคือชื่อที่หนานเทียนอวิ๋นใช้ในการแข่งขัน เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีใครสามารถสืบสาวไปถึงตัวของเขาได้ นอกจากนี้ยังเป็นการนำชื่อของพ่อแม่ของเขามาตั้งอีกด้วย
เหมาอี้กังเหลือบมองไปยังหนานเทียนอวิ๋น เมื่อเห็นว่าหนานเทียนอวิ๋นพยักหน้ารับเบาๆ เขาก็ให้ผู้ดูแลหานเข้ามาด้านใน
“ นั่งสิ ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวพร้อมกับผายมือให้กับผู้ดูแลหานนั่ง
ผู้ดูแลหานมองไปยังหนานเทียนอวิ๋นด้วยความรู้สึกแปลกๆ เพราะต้องรู้ก่อนว่าชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังพอสมควร ในฐานะของยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น แต่หมิงเล่ยผู้นี้กลับไม่ได้แสดงความหวาดกลัวหรือเคารพด้วยซ้ำ ราวกับว่ายอดฝีมือระดับนี้เป็นเพียงยอดฝีมือทั่วไปเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก
นี้คือสิ่งผู้ดูแลหานคิดและคิดว่าเบื้องหลังของหมิงเล่ยคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่แสดงท่าทีแบบนี้ออกมาแน่นอน
ผู้ดูแลหานนั่งลงก่อนและกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ ที่ข้ามาที่นี้ก็เพราะทางลานประลองของเราต้องการที่จะมอบสัญญาในการเป็นนักสู้ของลานประลองแห่งนี้ให้กับเจ้า ไม่รู้ว่าเจ้าสนใจหรือไม่? ส่วนรายละเอียดนั้นพวกเราค่อยมาคุยกันทีหลังแน่นอนว่าเจ้าจะได้รับผลประโยชน์ที่มากมายจนเจ้าไม่อาจจินตนาการได้เลย ”
หนานเทียนอวิ๋นมองไปยังผู้ดูแลหานและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ข้าปฏิเสธ ข้ามาที่นี้เพื่อเที่ยวเล่นเท่านั้นและอีกไม่นานข้าก็จะกลับแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องคุยกันหรอก ”
หนานเทียนอวิ๋นปฏิเสธโดยที่ไม่ต้องคิดเพราะเขากลัวว่าถ้าหากเขาทำสัญญากับลานประลองแห่งนี้แล้วท่านพ่อรู้เรื่องเข้าเกรงว่าลานประลองแห่งนี้คงถูกสั่งปิดอย่างแน่นอน อีกอย่างเขาก็กลัวพ่อของเขามากกว่าด้วย เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง หนานเทียนอวิ๋นจึงไม่กล้าที่จะทำอะไรเกินเลยกว่านี้
ผู้ดูแลหานชะงักและไม่คิดว่าหมิงเล่ยจะปฏิเสธรวดเร็วแบบนี้ จนทำให้เขาตั้งตัวไม่ทันจริงๆเพราะเขาคิดว่าด้วยทรัพยากรของตระกูลหานจะทำให้หมิงเล่ยยินดีที่จะเข้าร่วมกับลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุ
“ หมิงเล่ยเจ้าไม่ลองคิดดีๆหรือ เจ้าควรรู้ว่าลานประลองร้อยเผ่าพันธุ์แห่งนี้มีชื่อเสียงและอำนาจอย่างมาก พวกเราตระกูลหานเป็นรองเพียงแค่ตระกูลจิวเท่านั้น ถ้าหากเจ้าต้องการสิ่งใดพวกเราก็สามารถหาให้เจ้าได้ ” ผู้ดูแลหานรีบกล่าวขึ้นด้วยท่าทีจริงจังขึ้นมาทันที
จากนั้นผู้ดูแลหานก็ได้บอกถึงประโยชน์ของการเข้าร่วมกับลานประลองร้อยเผ่าพันธุ์ให้กับหมิงเล่ยฟังอย่างตั้งใจแถมยังมอบทรัพยากรจำนวนมากกว่าที่มีในสัญญาเสียอีก
เนื่องจากเขาได้รับคำสั่งจากผู้นำตระกูลให้ทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งตัวของหมิงเล่ยให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม เพราะผู้นำตระกูลคิดว่าหมิงเล่ยมีศักยภาพมากเพียงพอที่จะเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต ถ้าหากพวกเขาฝึกฝนหมิงเล่ยดีๆ
ส่วนที่ว่าทำไมเขาถึงมั่นใจว่าหมิงเล่ยจะต้องตอบตกลงก็เพราะไม่มีกองกำลังไหนที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับตระกูลหานของพวกเขาได้ยกเว้นเพียงแค่ตระกูลจิวและตระกูลหนานที่เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้นมาเท่านั้น
เพียงแต่ผู้ดูแลหานก็ต้องกลายเป็นสับสนและไม่เข้าใจ เพราะไม่ว่าเขาจะเสนออะไรไปหมิงเล่ยก็ปฏิเสธอย่างเดียว
“ หมิงเล่ยเจ้าคิดดีแล้วหรือว่าจะไม่เข้าร่วมกับพวกเรา? ” ผู้ดูแลหานถามขึ้นด้วยความลังเลและไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่
หนานเทียนอวิ๋นมองไปที่ผู้ดูแลหานที่ตอนนี้แสดงสีหน้าจริงจังและเริ่มมีความไม่พอใจในสายตาเล็กน้อยแล้ว เขาก็ยิ้มและกล่าวว่า “ ข้าบอกไปแล้วไงว่าข้าปฏิเสธ ต่อให้ผู้นำตระกูลของพวกเจ้ามาที่นี้ข้าก็ปฏิเสธอยู่ดี แล้วก็อย่าคิดว่าตระกูลหานของพวกเจ้าแข็งแกร่งที่จนสามารถทำอะไรก็ได้ ทางที่ดีเจ้าควรกลับไปได้แล้วและอยู่เฉยๆไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน ”
ผู้ดูแลหานมองไปยังหนานเทียนอวิ๋นก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนและขอตัวกลับไปทันที
แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นหนานเทียนอวิ๋นหรือเหมาอี้กังก็สามารถมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของผู้ดูแลหานได้อย่างชัดเจน
หลังจากที่ผู้ดูแลหานออกจากห้องไปแล้ว เหมาอี้กังก็แสดงสีหน้าเย้ยหยันและเย็นชาขึ้นมาทันที
“ นายน้อยต้องการให้ข้าสังหารมันทิ้งเลยไหม? ” เหมาอี้กังถามขึ้นพร้อมกับทำท่าปาดคอไปด้วย
หนานเทียนอวิ๋นหัวเราะและส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ ไม่จำเป็นหรอกข้าเองก็อยากรู้ว่าพวกตระกูลหานจะทำอย่างไร นอกจากนี้ตัวตนของข้าก็ยังไม่ถูกเปิดเผย พวกมันถึงได้กล้าที่จะแสดงท่าทีแบบนี้ออกมา ”
เหมาอี้กังพยักหน้า ถ้าหากผู้ดูแลหานหรือตระกูลหานรู้ว่าหมิงเล่ยแท้จริงแล้วเป็นบุตรชายของหนานหมิง นายน้อยสามแห่งตระกูลหนานพวกมันคงต้องคุกเข่าและแสดงความเคารพอย่างถึงที่สุด แม้กระทั้งผู้นำตระกูลของพวกมันมาด้วยตัวเองก็นับว่าเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ
“ เช่นนั้นข้าจะสั่งให้จ้าวลู่กงตรวจสอบตระกูลหานอย่างละเอียด ถ้าหากพวกมันกล้าที่จะทำอะไรขึ้นมาก็จะได้ลงมือกับพวกมันได้อย่างมีเหตุผล ” เหมาอี้กังกล่าวขึ้น
หนานเทียนอวิ๋นพยักหน้ารับและกล่าวว่า “ ถ้าหากพวกมันลงมือจริงๆก็ไม่ต้องลงมือรุนแรงนัก เพราะถึงอย่างไรพวกมันก็ไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร ”
“ เข้าใจแล้วขอรับนายน้อย ” เหมาอี้กังพยักหน้ารับก่อนที่จะติดต่อไปหาหนานหมิงเพื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังและติดต่อไปหาจ้าวลู่กงเพื่อให้เขาตรวจสอบตระกูลหานอย่างละเอียด
ช่วงสายของวันต่อมา
หนานเทียนอวิ๋นที่กำลังนอนพักอยู่เขาก็ได้รัับแจ้งว่าอีกหนึ่งชั่วยามจะต้องขึ้นประลองกับขุยอิ๋ง ซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์
เนื่องจากก่อนที่จะสมัครสมาชิก ทางลานประลองร้อยเผ่าพันธุ์ก็จะให้แจ้งข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของตัวเอง รวมไปถึงความต้องการที่จะเจอคู่แข่งที่มีความแข็งแกร่งระดับไหน
ซึ่งหนานเทียนอวิ๋นได้กรอกข้อมูลเอาไว้ว่าเขาสามารถต่อสู้กับเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์ได้ เพราะแบบนี้ทางลานประลองร้อยเผ่าพันธุ์จึงสามารถจัดหาคู่ต่อสู้ให้กับหนานเทียนอวิ๋นที่มีความแข็งแกร่งระดับเซียนแท้ขั้นกลางจนไปถึงเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์
ถ้าหากหนานเทียนอวิ๋นโวยวาย พวกเขาก็จะมีข้ออ้างว่าหนานเทียนอวิ๋นเป็นคนกรอกข้อมูลเองว่าสามารถต่อสู้กับระดับเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์ได้
หนานเทียนอวิ๋นมองไปยังข้อมูลที่ทางลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุเตรียมไว้ให้เขาก็ยิ้มขึ้นเบาๆ
“ ดูเหมือนว่าพวกมันต้องการให้ข้าได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้สินะ ” หนานเทียนอวิ๋นหัวเราะ
ข้อมูลที่ลานประลองมอบให้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ถ้าหากตรวจสอบดีๆก็สามารถตรวจสอบได้ แต่ผู้เข้าแข่งขันบางคนที่ไม่ค่อยไปหาข้อมูลพวกเขาก็มักจะซื้อข้อมูลต่างๆจากลานประลอง เพราะพวกเขาคิดว่าทางลานประลองคงไม่โกหกพวกเขาอย่างแน่นอน
เนื่องจากข้อมูลที่ลานประลองให้มานั้นมีไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ แถมบางข้อมูลก็ยังให้ผิดๆอีกด้วยอย่างเช่นแท้จริงแล้วขุยอิ๋งถนัดมือซ้าย แต่ในข้อมูลที่ลานประลองให้มาบอกว่าขุยอิ๋งถนัดมือขวา
“ ก็ไม่แปลกที่พวกมันจะทำแบบนี้ในเมื่อข้าปฏิเสธพวกมันไป ” หนานเทียนอวิ๋นหมุดถ้วยชาในมือพร้อมกับรอยยิ้มที่เย้ยหยันเล็กน้อย
“ นายน้อยตอนนี้นายท่านกำลังมุ่งหน้ามาที่นี้แล้วคาดว่าอีกประมาณหนึ่งถึงสองวันก็น่าจะมาถึงแล้ว เช่นนั้นนายน้อยโปรดตัวกลับด้วย ” เหมาอี้กังกล่าวขึ้น
หนานเทียนอวิ๋นพยักหน้าและกล่าวว่า “ เข้าใจแล้ว จะว่าไปแล้วท่านปู่เหมา ท่านช่วยส่งคนไปดูอี้เนี้ยและหงเนี้ยด้วยว่าพร้อมที่จะกลับสู่บ้านของข้าแล้วหรือยัง ถ้าหากว่ายังก็ให้จัดเตรียมสิ่งของต่างๆให้เรียบร้อยด้วย ”
“ เรื่องนั้นข้าได้จัดการเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อี้เนี่ยกับหงเนี้ยได้เตรียมตัวพร้อมแล้วขอรับ ” เหมาอี้กังกล่าวขึ้น
หนานเทียนอวิ๋นยิ้มและมองดูน้ำหวานในถ้วยชาของตัวเองพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ
“ หมดเวลาสนุกแล้วสินะ ”
หนึ่งชั่วยามต่อมา
เวลานี้รอบๆลานประลองร้อยเผ่าพันธุ์เต็มไปด้วยผู้ชมจำนวนมาก นอกจากนี้พวกเขาจำนวนมากก็มาที่นี้ก็เพราะได้รับข่าวว่าหมิงเล่ยจะประลองกับขุยอิ๋งที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์
ต้องรู้ก่อนว่าหมิงเล่ยเป็นรุ่นเยาว์ที่อายุน้อยมาก ปัจจุบันก็เพิ่งจะอายุแค่สิบสองปีเท่านั้นแต่ความแข็งแกร่งของเขาเป็นถึงเซียนแท้ขั้นกลาง
ส่วนขุยอิ๋งเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงเล็กน้อย เพราะเขาเป็นเพียงแค่เซียนแท้ขั้นสมบูรณ์เท่านั้น จึงไม่ได้นับว่าเก่งกาจมากเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่เขากลายเป็นคู่ต่อสู้ของหมิงเล่ยเขาจึงกลายเป็นจุดสนใจด้วยเช่นกัน
เหล่าผู้ชมต้องการดูว่าหมิงเล่ยจะสามารถเอาชนะขุยอิ๋งที่เป็นถึงเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์ได้หรือไม่ แถมอัตราในการเดิมพันส่วนมากก็จะเป็นขุยอิ๋งที่มีอัตราการชนะมากกว่าและมีผู้ชมลงพนันว่าขุยอิ๋งจะชนะมากกว่าเก้าส่วนเลยทีเดียว