ตอนที่ 10: เรียนหนังสือ
หลินซีกำลังถือจดหมายและแอบคิดว่าคนในครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมน่าจะไม่ได้ชอบเจ้าของร่างสักเท่าไร แล้วของที่นำมาด้วยตอนนั้นมันมาได้อย่างไร เธอเคยแอบลองเปรียบเทียบกับยุวปัญญาชนสองคนที่มาพร้อมกันก็พบว่าของที่เธอเอามานั้นค่อนข้างเยอะ ในขณะที่หลินซีแอบคิดถึงเรื่องนั้นระบบก็ไขความข้องใจให้กับเธอ “ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับคนในครอบครัวไม่ถือว่าดีนัก เธอมีพี่สาวหนึ่งคน น้องชายหนึ่งคน เธอไม่ใช่ลูกที่ได้รับความรักมากที่สุดในบ้าน ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งให้ร่างเดิมมาบ้านนอกแบบนี้หรอก ส่วนเรื่องของพวกนี้ส่วนมากเป็นของที่ป้าของร่างเดิมเตรียมให้ ความสัมพันธ์ระหว่างป้าคนนี้กับร่างเดิมถือว่าไม่เลวนัก” เป็นอย่างนี้นี่เอง หลินซีเป็นคนที่แยกแยะเรื่องบุญคุณและความเกลียดชังออกชัดเจน เธอจึงถามระบบให้เอาที่อยู่ของคุณป้ามาให้เพื่อจะเขียนจดหมายแยกระหว่างคนในครอบครัวและคุณป้าเตรียมไว้ เมื่อมีเวลาเธอก็จะไปส่งไปรษณีย์ ขณะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนจดหมายตอบอยู่ก็มีคนตะโกนอยู่ด้านหน้าประตูลานที่พัก “พี่สาว อยู่บ้านไหม?” เสียงของฉู่เฉิงนี่เอง หลินซีตอบกลับออกไปหนึ่งทีเพื่อให้ฉู่เฉิงเข้ามา เด็กน้อยถือผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งไว้ในมือ ในผ้าเช็ดหน้าห่อขนมเอาไว้ชิ้นหนึ่ง เขาพูดพร้อมยิ้มอย่างยินดี “พี่สาว นี่เป็นขนมที่ลูกชายหมอซ่งให้พี่มา เป็นขนมที่ซื้อจากในเมือง อร่อยมากเลยนะ” “อื้ม วางไว้ก่อน เดี๋ยวพี่เขียนจดหมายเสร็จค่อยกิน” ฉู่เฉิงแอบมองบนโต๊ะอย่างสงสัย เมื่อเห็นตัวหนังสือที่สวยงามของหลินซีเขาก็แสดงสีหน้าชื่นชมและอิจฉาออกมา พอหลินซีคิดๆ ดู เด็กคนนี้ก็ถึงวัยเข้าเรียนแล้ว เธอจึงถามเขา “เธอเคยเรียนหนังสือหรือเปล่า?” “เคยเรียน 2 ปี แต่หลังจากนั้นพ่อผมก็ไม่ให้ผมเรียนแล้ว บอกว่าที่บ้านไม่มีเงิน ให้ผมทำงานที่บ้าน” นัยน์ตาของฉู่เฉิงฉายแววเศร้า หลินซีลูบหัวเขาแล้วถามขึ้น “ถ้าเธอเต็มใจจะเรียนฉันสอนเธอได้นะ” “จริงหรอ?” ฉู่เฉิงมองหลินซีด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวัง หลินซีลองคิดๆ ดูแล้วก็นัดกับเขาว่าต่อไปทุกวันตอนเช้าให้มาหาหลินซีที่นี่เพื่อเรียนกับเธอหนึ่งชั่วโมง หลินซีหวังว่าเขาจะสามารถเรียนต่อไปได้ จะมีก็แต่การเรียนหนังสือนี่แหละที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาของเด็กคนนี้ได้ เพียงแต่ตอนนี้เรื่องของฉู่เฉิงหลายๆ อย่างยังไม่เรียบร้อย การพูดถึงเรื่องเรียนหนังสือยังเร็วเกินไป วันต่อมาเมื่อถังเจี้ยนกั๋วนำเสบียงสนับสนุนของหลินซีมาส่งให้ก็เห็นเธอกำลังสอนคำศัพท์ให้ฉู่เฉิงอยู่ ภายใต้แสงแดดอันอบอุ่น ฉู่เฉิงนั่งอยู่บนม้านั่งเล็กๆ โต๊ะหนังสือของเขาคือเก้าอี้ตัวใหญ่ตัวหนึ่ง เขากำลังเขียนตัวอักษรตามที่หลินซีบอกทีละเส้นๆ หลินซีแก้ไขเส้นขีดของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ฉู่เฉิงไม่เคยใช้ปากกาหมึกซึมมาก่อนแถมไม่ได้เขียนหนังสือมานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงเขียนตัวหนังสือออกมาได้บิดๆ เบี้ยวๆ หลินซีอธิบายให้เขาฟังอย่างอดทน ให้เขาค่อยๆ เขียน ถังเจี้ยนกั๋วที่กำลังมองดูก็แอบพยักหน้ากับตัวเอง เด็กสาวคนนี้เป็นคนจิตใจดี นิสัยก็ดี นับว่าฉู่เฉิงได้เจอกับคนดีแล้ว เมื่อหลินซีมองเห็นถังเจี้ยนกั๋วเธอก็เดินเข้าไปทักทาย ถังเจี้ยนกั๋วชี้ไปที่ถุงเมล็ดพืช 2 ถุงแล้วพูดขึ้น “นี่คือเสบียงของ 3 เดือนหลัง อยู่ที่นี่หมดแล้ว แล้วยังมี...” เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาแล้วส่งให้หลินซี “นี่คือค่าอาหาร ไม่มากหรอก เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่สำนักงานยุวปัญญาชนให้มา” หลินซีรีบขอบคุณเขา เมื่อถังเจี้ยนกั๋วพูดจบเขาก็มองฉู่เฉิงอีกครั้ง หลายวันมานี้เขาถามข่าวคราวไปทั่ว ถามกระทั่งนอกหมู่บ้านแต่ก็ยังไม่มีการตอบรับมาเลย ขณะที่มองดูแววตาใสแจ๋วของฉู่เฉิง ถังเจี้ยนกั๋วเองก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายกับเด็กน้อยอย่างไรดี เขาจึงทำเพียงแค่ฉีกยิ้มออกมาแล้วพูดกับฉู่เฉิง “ตั้งใจเรียนกับยุวฯหลินนะ เรียนเยอะๆ หน่อยก็ไม่แย่หรอก เรื่องอื่นไม่ต้องคิดมาก” ฉู่เฉิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง หลังจากถังเจี้ยนกั๋วไปแล้วหลินซีก็ลังเลอยู่นานจึงถามฉู่เฉิงประโยคหนึ่ง “ฉู่เฉิง เธอยังจำแม่ตัวเองได้อยู่ไหม?” ในตาของฉู่เฉิงฉายแววเกลียดชังขึ้นมาแวบหนึ่งแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว หลินซีไม่ทันได้สังเกต เธอกำลังรอคำตอบของฉู่เฉิง เขาก้มหัวลงทำให้เธอไม่เห็นความรู้สึกที่แสดงออกผ่านสีหน้าของเขา ได้ยินก็แต่เสียงเศร้าๆ “จำไม่ค่อยได้แล้ว รู้แต่แม่ไม่ชอบผม ตอนหลังที่แม่หนีไปก็ไม่ได้เอาผมไปด้วย” หลินซีคิดว่าเด็กคนนี้น่าสงสารเหลือเกิน เธอถามขึ้นอีก “ถ้าอย่างนั้นเธอมีคนสนิทไหม?” หลินซีคิดว่าการให้ฉู่เฉิงไปอยู่กับครอบครัวที่ไม่คุ้นเคยเลยคงไม่เหมาะ จะดีที่สุดถ้าสามารถอยู่ภายในหมู่บ้านได้และให้คนที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขารับเลี้ยง ดังนั้นเธอจึงอยากถามฉู่เฉิง ถ้าไม่ได้จริงๆ เธอก็สามารถช่วยค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้นิดหน่อยเพื่อลดภาระในบ้านเขา ฉู่เฉิงเงยหน้าขึ้นมา บนใบหน้าน้อยๆ สีเหลืองอ่อนก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมา “ผมสนิทกับพี่ที่สุดแล้ว” หลินซีตกใจ เมื่อมองสายตาไร้เดียงสาของฉู่เฉิงเธอก็ไม่สามารถโต้แย้งคำพูดของเขาได้ เธอจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ “แต่ฉันรับเลี้ยงเธอไม่ได้นี่นา!” “อ่อ!” ฉู่เฉิงแสดงสีหน้าเจ็บปวดขึ้นมาแล้วก้มหน้าลงไปจนทำให้หลินซีรู้สึกว่าคำพูดที่เธอเพิ่งพูดออกไปจะต้องทำร้ายจิตใจของเด็กน้อยแน่ๆ “ฉันเป็นยุวปัญญาชน ในอนาคตฉันก็ต้องกลับเข้าเมือง ถ้าฉันกลับไปแล้วเธอจะทำยังไง?” เมื่อฉู่เฉิงได้ยินดังนั้นเขาก็ดึงแขนเสื้อของหลินซีด้วยความกังวลแล้วถามออกไป “พี่ต้องไปเหรอ? ไปตอนไหน?” หลินซีไม่คิดว่าการตอบสนองของเด็กน้อยจะรุนแรงถึงขนาดนี้ เธอรีบปลอบใจเขา “ไม่ไปเร็วๆ นี้หรอก เธอวางใจเถอะ” เมื่อพูดมาถึงตอนนี้หลินซีก็คำนวณอยู่ในใจ ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกอย่างน้อย 4 ปีก่อนที่ยุวปัญญาชนจะได้กลับ ถ้าเธอสามารถอยู่นานกว่านั้นสักหน่อยก็ไม่แน่ว่าเธออาจจะสามารถดูแลฉู่เฉิงจนโตได้ ก่อนหน้านั้นระบบเหมือนจะเคยพูดว่าต้องเลี้ยงฉู่เฉิงจนโตถึงจะสามารถทำภารกิจได้สำเร็จ หรือเธอจะต้องเป็นแม่ของฉู่เฉิงจริงๆ? พอฉู่เฉิงเห็นหลินซีไม่พูดคล้ายกำลังคิดหนัก ด้วยความเป็นห่วงว่าหลินซีจะคิดถึงคนในครอบครัวและอาจจะคิดหาวิธีกลับไปเร็วๆ ในใจเขาจึงยิ่งกังวลมากขึ้นไปอีก เขาดึงแขนเสื้อของหลินซีแล้วเอ่ยขอร้อง “พี่ อย่าไปเลยนะ ได้ไหม?” หลินซีได้สติขึ้นมา จากนั้นเธอจึงลูบหัวโล้นๆ ของเขาแล้วเอ่ยขึ้น “ฉันเพิ่งมาจะไปได้ยังไงล่ะ ยังเหลืออีกตั้งหลายปีฉันถึงจะกลับบ้านได้ เธอวางใจเถอะ” ฉู่เฉิงจะวางใจได้อย่างไร ตลอดทางเขาเฝ้าแต่คิดว่าจะทำยังไงให้หลินซีอยู่ต่อ สำหรับเขาแล้วบนโลกนี้หลินซีคือคนที่ดีต่อเขามากที่สุดแล้ว เขาหวังว่าเขาจะได้อยู่กับพี่สาวตลอดไป พอลูกชายหมอซ่งเห็นสีหน้าท่าทางซึมๆ ของเขาก็แอบหัวเราะ “เจ้าเด็กน้อย คิดอะไรอยู่ ทำไมทำท่าทางเหมือนคนแก่เลยล่ะ?” ฉู่เฉิงไม่อยากคุยกับพ่อคนช่างพูดคนนี้ เขากำลังกังวล แต่ลูกชายหมอซ่งก็ยังชอบแซวเขาอยู่ดี “เอาขนมไปให้ยุวฯหลินแล้วหรือยัง?” ฉู่เฉิงพยักหน้า เขาบอกลูกชายหมอซ่งไม่ได้ว่าพี่หลินซีกินไปครึ่งหนึ่งแล้วเหลือไว้ให้เขาครึ่งหนึ่ง ลูกชายหมอซ่งถามต่อ “ยุวฯหลินว่าขนมอร่อยไหม?” ฉู่เฉิงพยักหน้า “ได้ถามเธอไหมว่าชอบขนมอะไรอีก ครั้งหน้าฉันเข้าเมืองจะได้เอามาฝากได้” ทันใดนั้นสายตาของฉู่เฉิงก็เปลี่ยนไป เขาจ้องมองใบหน้าของลูกชายหมอซ่ง ลูกชายหมอซ่งโดนมองจนทำให้เขางุนงง จากนั้นเขาก็ลูบใบหน้าของตัวเองแล้วเอ่ยถามขึ้น “เป็นอะไร? บนหน้าฉันมีอะไรเหรอ?” ฉู่เฉิงไม่ว่าอะไร ตอนนี้ข้างนอกมีคนไข้มาแล้ว ลูกชายหมอซ่งจึงต้องไปทำงาน ก่อนไปเขาได้ลูบหัวฉู่เฉิงแล้วพูดขึ้น “เจ้าเด็กน้อย ทำตัวร่าเริงหน่อยสิ ทำตัวน่ารักๆ คนจะได้ชอบ ไม่มีใครชอบเด็กที่ทำตัวแก่แดดหรอกนะ รู้ไหม?” ร่าเริง น่ารักมันเป็นแบบไหนนะ? ฉู่เฉิงขมวดคิ้วแล้วเริ่มครุ่นคิดถึงปัญหาใหม่นี้ พอเก็บพืชผลเสร็จ งานในหมู่บ้านก็เหลือน้อยแล้ว พวกยุวปัญญาชนกลับมาพักผ่อนกันเป็นครั้งคราว หลายๆ คนเห็นหลินซีสอนหนังสือให้ฉู่เฉิง คนอื่นๆ ก็ไม่ได้พูดว่าอะไร เพราะอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาอยู่แล้ว แต่วังเสี่ยวเจินกลับแสดงความไม่พอใจของตัวเองออกไป “หลินซี เธอชอบทำความดีพวกเราก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ แต่ที่นี่มันคือที่พักยุวปัญญาชน เธออย่าเอาใครต่อใครเข้ามาในที่พักสิ” หลินซีตอกกลับไปอย่างไม่เกรงใจสักนิด “ฉันไปทำเธอเดือดร้อนเหรอ? ก็ไม่นี่ เวลาที่ฉันเลือกคือเวลาที่พวกเธอไปทำงานกันทั้งนั้น อีกอย่างเขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง ไม่เห็นจะเสียงดังตรงไหน ไปรบกวนตรงไหนของเธอ?” “ถ้าเอาตามที่เธอพูดแบบนี้ใครก็สามารถพาคนมาได้งั้นสิ? ถ้าอย่างนั้นที่ของพวกเราก็คงจะกลายเป็นที่อยู่รวมแล้วล่ะ ถ้าของหายไปเธอจะรับผิดชอบไหม?” คำพูดนี้มันช่างไม่เข้าหูจนทำให้ความโกรธของหลินซีพุ่งขึ้นมาทันที ความหมายที่อยู่ในคำพูดนี้ก็คือฉู่เฉิงจะขโมยของ เธอไม่สามารถปล่อยให้วังเสี่ยวเจินกล่าวหาฉู่เฉิงได้ “ฉู่เฉิงไม่เคยเข้าห้องเลย เขานั่งอยู่ในลานบ้านตลอด ฉันมองอยู่ ของอะไรของเธอที่หาย พูดมาตรงๆ เลย อย่ามากล่าวหาคนอื่นตามใจชอบ” ทุกคนเกิดอาการมึนงงกันนิดๆ เพราะไม่ค่อยเห็นหลินซีโกรธ หานเหม่ยฟางคือคนแรกที่มีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมา เธอรีบเอ่ยขึ้น “เงียบเถอะวังเสี่ยวเจิน ของเธอหายแล้วเหรอ?” วังเสี่ยวเจินโดนถามจนทำให้อึดอัด เสียงของเธอจึงเบาลงไปมาก “ไม่ค่ะ ฉันแค่พูดเฉยๆ” หานเหม่ยฟางเข้าใจว่าเธอแค่กำลังหาเรื่องขึ้นมาอีกจึงพูดด้วยความไม่พอใจ “ในเมื่อไม่มีก็อย่าพูดมั่วๆ” วังเสี่ยวเจินเบะปากแล้วไม่พูดอะไรอีก หานเหม่ยฟางพูดกับหลินซีอีกครั้ง “น้องหลิน ในเมื่อทุกคนมีปัญหากับเรื่องนี้ เพื่อความสงบสุขสามัคคีของพวกเราเหล่ายุวปัญญาชน ฉันว่าเธออย่าให้ฉู่เฉิงเข้ามาอีกเลยนะ เพราะยังไงเขาก็เป็นคนนอก เธอทำได้ไหม?” ในใจหลินซีไม่พอใจนิดๆ สิ่งที่หานเหม่ยฟางให้ความสำคัญที่สุดคือที่พักยุวปัญญาชนสงบสุขและปลอดภัยหรือไม่ พอมีเรื่องขึ้นก็พยายามไกล่เกลี่ยโดยผ่อนปรนกฎต่างๆ แต่หลินซีเพิ่งมาถึงจะไปมีเรื่องกับหานเหม่ยฟางก็ไม่ดีจึงทำได้แค่ยอมรับ เมื่อเห็นว่าหานเหม่ยฟางยืนอยู่ข้างเธอ วังเสี่ยวเจินก็ยิ้มเยาะหลินซีด้วยความได้ใจ แต่หลินซีทำเป็นมองไม่เห็น หลังจากพายุเล็กๆ ผ่านพ้นไปก็มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน ข่าวนั้นคือหมู่บ้านได้โควต้านักศึกษาคัดเลือกจากทหาร ชาวนา และกรรมกรสองตำแหน่ง ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากทุกคนในหมู่บ้านภายในเวลาอันรวดเร็ว ทุกคนรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าพวกเขาสามารถออกจากที่แห่งนี้และสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตัวเองได้ จะได้ไม่ต้องเป็นเกษตรกรหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอีกต่อไป ภายในหมู่บ้านก็มีคนที่เคยเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย คนที่มีความอยากพัฒนาตนจึงเริ่มทำการสอบถามข้อมูลกัน เนื่องจากนักศึกษาคัดเลือกมาจากการแนะนำจากคนหมู่มาก หัวหน้าอนุมัติและโรงเรียนพิจารณากันโดยไม่ต้องผ่านการสอบที่เข้มงวดทั้งนั้น ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือดูว่าใครที่มีความสัมพันธ์อันดีกับคนอื่น เป็นคนดี ทุกคนก็จะเต็มใจลงคะแนนให้คนนั้น ดังนั้นใครๆ ก็สามารถชนะได้ คนในที่พักยุวปัญญาชนพากันดีใจ มีบางคนแอบไปสอบถามสถานการณ์ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเกษตรกรหมู่บ้านจะเต็มใจลงคะแนนให้ยุวปัญญาชนไหม เพราะอย่างไรพวกเขาก็เป็นแค่ “คนนอก” หลินซีไม่ใส่ใจเรื่องนี้เพราะตัวเธอเพิ่งเข้ามาและยังไม่ทันได้ทำการเกษตรจนคล่องแคล่วเลย ใครจะไปยอมให้เธอไปเรียนมหาวิทยาลัย ตอนที่ฉู่เฉิงมาถาม เธอเองก็ได้อธิบายให้เขาฟังไปว่านักศึกษาคัดเลือกจากทหาร ชาวนา และกรรมกรคืออะไร ทั้งสองคนนั่งอยู่ในกระท่อมไม้พลางจินตนาการถึงอนาคต จู่ๆ ฉู่เฉิงก็ถามขึ้น “พี่อยากไปไหม?” “อยากฟังความจริงไหมล่ะ?” หลินซีตั้งใจหยอกเขา เด็กน้อยมองหลินซีด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด หลินซีจงใจหยุดไปสักพักแล้วจึงพูดขึ้น “ไม่อยาก” ฉู่เฉิงแอบถอนหายใจ “ทำไมไม่ไปล่ะ พวกเขาอยากไปกันทั้งนั้น” หลินซีเดาว่า “พวกเขา” เหล่านี้น่าจะหมายถึงคนในหมู่บ้าน หลินซีคิดว่าเธอต้องตั้งเป้าหมายให้ฉู่เฉิงดังนั้นเธอจึงเอ่ยขึ้น “คนที่ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยโดยการแนะนำน่ะมีทุกแบบแหละ บางคนก็ได้เรียนรู้ทักษะ บางคนก็ได้ปริญญามาแบบลอยๆ ไม่มีความหมายอะไร ตอนนี้เธอยังเด็ก รอให้เธอโตขึ้นเธอไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเองก็ได้ ไปเรียนวิชาเอกที่เธอชอบ จะได้ทำอาชีพที่ตัวเองอยากทำในอนาคต”