เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 จะคอยดู

                เมื่อได้ยินเมิ่งฝานพูดออกมาเช่นนั้นนัยน์ตาของกู่ซินเอ๋อร์ก็วาวโรจน์ในทันใด จากนั้นนางจึงพยักหน้ารับ ใบหน้าของนางมีรอยยิ้มงดงามอ่อนโยนปรากฏ ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาเมิ่งฝานเอาแต่หลบนางมาโดยตลอด หาได้คล้ายดั่งเช่นวันนี้ไม่

                แม้ว่าเบื้องหน้าจะเป็นเหยียนเย่า แต่ในยามนี้กู่ซินเอ๋อร์ก็เลือกที่จะเดินมาอยู่ด้านหลังของเมิ่งฝานอย่างเงียบงันด้วยความรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง

                เมื่อเหยียนเย่าเห็นท่าทีของกู่ซินเอ๋อร์จึงมีสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง เขาจ้องมองไปยังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่เยือกเย็นก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงดังอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษฐานที่ทำให้ข้ามีโทสะนั้นคือสิ่งใด ในละแวกเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้...หากข้าต้องการทำให้ผู้ใดหายไปมันก็ง่ายดุจพลิกฝ่ามือเลยเชียวล่ะ!”

                เมื่อเขาพูดจบก็ไม่อาจสะกดความเยือกเย็นของตนเองได้อีกต่อไป แม้ว่าเหยียนเย่าจะมีความอดทนที่ค่อนข้างสูงแต่ในเวลานี้เขาไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป!

                เมิ่งฝานได้ยินแล้วกระตุกยิ้ม ต่อมาจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “แล้วข้าจะรอดู!”

                แม้ว่าเขาจะเอ่ยออกไปด้วยใบหน้าอันราบเรียบ แต่แท้จริงแล้วกลับกำหมัดแน่นเพราะกำลังเดือดดาลอย่างที่สุด

                บังอาจแย่งของของเขาไปอย่างหน้าไม่อาย เมื่อพูดสิ่งใดไม่ถูกคอก็ลงไม้ลงมือทันที นิสัยอันธพาลเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะมีพลังสูงส่งสินะ!

                เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งฝานก็ทำได้เพียงทอดถอนใจ หากไม่ใช่เพราะตนเองมีพลังไม่มากพอจะยอมปล่อยให้เหยียนเย่ากระทำการได้ตามอำเภอใจได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะพลังของเขาไม่มากพอ จะยอมให้อีกฝ่ายเหยียดหยามถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

                ยามนี้โทสะมากมายถาโถมอยู่ในหัวใจของเมิ่งฝาน ภายในมีคำว่า ‘พลัง’ เพียงคำเดียวเท่านั้น!

                มีเพียงพลังเท่านั้น ภายในอาณาจักรต้าก้านไปจนถึงยุทธภพอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ หาใช่ว่าผู้ใดมีเหตุผลก็จะกลายเป็นผู้ชนะ แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ใดมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าก็จะได้เป็นผู้ชนะ!

                “เอาล่ะ เมิ่งฝาน เจ้าจงจำในสิ่งที่ตนเองพูดเอาไว้ในวันนี้ให้ดี ข้าเหยียนเย่าจะต้องบีบเจ้าให้แหลกเป็นจุณแน่นอน เป็นเพียงเด็กน้อยจากอูเจิ้นผู้หนึ่งกลับกล้าดีมาท้าทายข้าเหยียนเย่า น่าขันยิ่งนัก!”

                เหยียนเย่าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นแล้วเขาก็จากไป แต่ถึงกระนั้นทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าหัวใจของนายน้อยแห่งเมืองเหยียนเฉิงในยามนี้กลับร้อนรุ่มไปด้วยไฟแค้นที่ลุกโชน

                เนื่องด้วยความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของเหยียนเย่าจึงไม่มีจอมยุทธ์น้อยคนใดในเมืองเหยียนเฉิงอยากจะต่อปากต่อคำกับเขา ฉะนั้นการกระทำที่คล้ายตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับเหยียนเย่าของเมิ่งฝานนี้จึงทำให้ผู้คนโดยรอบล้วนแต่สั่นสะท้านไปทั่วหัวใจ เพียงแค่ความกล้าของเขาในครั้งนี้ก็นับได้ว่าเหนือกว่าจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นทุกคนแล้ว!

               โฮก!!~~~

                เสียงร้องคำรามของสัตว์อสูรดังขึ้นในลานประลองอีกครั้ง หมายความว่าการล่าสัตว์อสูรของเมืองเหยียนเฉิงในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อมาจึงมีเสียงเฮลั่นดังก้องไปทั่วบริเวณ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าการประลองในครั้งนี้จะมีม้ามืดอย่างเมิ่งฝานปรากฏตัวขึ้นมา

                ตามกติกาแล้วบรรดากลุ่มจอมยุทธ์น้อยของแต่ละหมู่บ้านหรือตัวแทนของแต่ละสถานที่ก็จะนำจิตอสูรของตนเองไปมอบให้แก่กรรมการผู้ตัดสิน

                เมิ่งฝานถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง แม้ว่าจิตอสูรของตระกูลตงฟางจะถูกเหยียนเย่าช่วงชิงไป ทว่าเพียงแค่จิตอสูรที่ได้มาจากตระกูลซีเหมินก็มีจำนวนไม่น้อยแล้ว จะสามารถอยู่ในสามอันดับแรกได้หรือไม่ก็คงต้องขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์แล้ว

                หลังจากที่สะกดลมปราณในร่างกายให้สงบลงได้ในที่สุด เมิ่งฝานจึงนำจิตอสูรในมือไปมอบให้แก่กรรมการผู้ตัดสินที่มองเขาด้วยแววตาตกตะลึง

                เมื่อเขาเดินกลับเข้ามาในกลุ่มก็ได้รับเสียงร้องชอบใจจากจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นทั้งหลายเป็นการต้อนรับ ซึ่งรวมถึงเหลยหู่และคนอื่นที่ยิ้มให้กับเมิ่งฝานอย่างจริงใจด้วย

                อาศัยพลังของตนเองทำให้ได้แจ้งเกิดอย่างงดงามในการประลอง แม้จะถูกเหยียนเย่าสยบแต่เมิ่งฝานก็แสดงพลังออกมาได้อย่างน่าตกตะลึง ขณะนี้เหล่าจอมยุทธ์น้อยแต่ละกลุ่มได้กลับไปยังจุดของตนเองเพื่อรอฟังการประกาศจากกรรมการผู้ตัดสิน

                เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูปผลประกาศก็ดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ โดยอันดับหนึ่งได้แก่กลุ่มของเหยียนเย่าแห่งเมืองเหยียนเฉิง มีเสียงเฮร้องด้วยความดีใจดังขึ้นทั่วบริเวณตามความคาดหมาย ทว่าเหยียนเย่าที่อยู่ในกลุ่มจอมยุทธ์น้อยเหล่านั้นกลับเอาแต่จ้องมองมายังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่เยือกเย็นอย่างยากจะอธิบาย

                เมื่อรายชื่อของอันดับที่สองถูกประกาศจึงได้รู้โดยทั่วกันว่าเป็นบ้านตระกูลเถิงที่ได้ตำแหน่งนั้นไปครอบครอง พวกเขาได้รับของรางวัลจำนวนไม่น้อยเช่นกัน วินาทีต่อมาเสียงของกรรมการก็ดังขึ้นอีกครั้งเพื่อประกาศรายชื่อผู้ที่ได้อันดับที่สาม มีเสียงเฮดังลั่นไปทั่วลานประลองในทันใด เพราะมันคือชื่อของหมู่บ้านอูเจิ้น

                เมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลงเหลยหู่และพวกก็ยกร่างของเมิ่งฝานชูขึ้นสูงด้วยความดีใจ

                อูเจิ้นแข็งแกร่งย่อมหมายความว่าจอมยุทธ์น้อยแห่งหมู่บ้านก็จะแข็งแกร่งไปด้วย เพราะจะได้รับทรัพยากรที่มากขึ้นกว่าเดิม วีรบุรุษของหมู่บ้านอูเจิ้นในครั้งนี้ก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง!

                “ยินดีด้วย!”

                สือซินและสือหนานเดินเข้ามาใกล้ เถิงชิงมองไปยังกลุ่มจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นที่กำลังดีใจจนออกนอกหน้าก่อนจะประสานมือเอ่ยแสดงความยินดี ยามนี้สาวน้อยสือซินที่เป็นผู้นำของบ้านตระกูลสือก็มีใบหน้าแสดงความประหลาดใจ นางนึกไม่ถึงเลยว่าไพ่ราชาอันแข็งแกร่งที่สุดของอูเจิ้นหาใช่กู่ฉิง แต่กลับเป็นเมิ่งฝานที่เก็บตัวมาอย่างดี

                “ขายหน้าต่อหน้าของพวกท่านแล้ว”

                เมิ่งฝานที่ลงมาจากการถูกเหลยหู่และพวกอุ้มเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม

                เถิงชิงมองไปยังเมิ่งฝานด้วยแววตาพิจารณา พลันมีความต้องการสู้ปรากฏขึ้นมา “ความเร็วของท่านสูงมากก็จริง แต่หากมีโอกาสข้าก็อยากที่จะลองดูสักครั้ง!”

                พวกเขาคือจอมยุทธ์ผู้บำเพ็ญตนที่อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเก้าเช่นเดียวกัน แม้ว่าเมิ่งฝานจะเอาชนะตงฟางเฉินไปแล้ว แต่เถิงชิงยังมีแรงที่จะสู้ต่อ เพราะถึงอย่างไรเขาก็เคยรู้ข่าวมาว่าตระกูลเถิงของตนเองมีวิชายุทธ์แห่งพลังปราณที่สามารถทำให้ร่างกายกลายเป็นหินและแข็งแกร่งอย่างยิ่งอยู่อย่างหนึ่ง

                เมิ่งฝานพยักหน้ารับแล้วยิ้มส่งไป เขารู้สึกได้ถึงมิตรภาพที่ไม่เลวจากเถิงชิง ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าที่จะเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดบังเขาจึงเอ่ยออกไปเสียงเข้ม “หากมีโอกาสข้าก็พร้อมที่จะสนองให้ท่าน!”

                “ดี!”

                เถิงชิงพยักหน้ารับ แต่แล้วนัยน์ตาของเขาก็ฉายแววประหลาดใจออกมา เพราะในบรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นทั้งหลายล้วนแต่มีความปีติยินดีปรากฏขึ้นมาทั้งสิ้น เว้นก็แต่กู่ฉิงที่ทำหน้าบึ้งคล้ายไม่สบอารมณ์

                ต่อให้ครั้งนี้ผู้ที่พาหมู่บ้านอูเจิ้นได้รับชัยชนะไม่ใช่นาง ก็คงไม่จำเป็นต้องทำสีหน้าเช่นนี้กระมัง...

                ต่อมาเสียงอันเยือกเย็นของเจ้าของนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้น ทว่าใบหน้ากลับไร้ซึ่งอาการใดอย่างเหยียนหยางก็ดังขึ้นมาในลานประลอง “ทุกท่าน การประลองล่าสัตว์อสูรในวันนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว หลังจากนี้หนึ่งเดือนจะเป็นการประลองฝีมือของจอมยุทธ์น้อยทุกคนที่มีฝีมือโดดเด่นในการล่าสัตว์อสูรครั้งนี้ หวังว่าพวกเจ้าจะคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดี เพราะในการประลองครั้งต่อไปจะมีของรางวัลที่พวกเจ้าคาดไม่ถึงรออยู่!”

                เมื่อสิ้นเสียงนั้น ผู้คนในการประลองก็ตื่นเต้นไปตามๆ กัน เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรการประลองในครั้งนี้ก็เป็นการประลองภายในของเมืองเหยียนเฉิงเท่านั้น แต่การประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านั้นจะมีบรรดาพรรควรยุทธ์ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลเดินทางมาเพื่อคัดเลือกจอมยุทธ์น้อยเข้าไปเป็นคนของพรรค

                พรรคพลังปราณ แต่ไหนแต่ไรพรรคเหล่านี้ก็มีทรัพยากรให้ใช้ในการบำเพ็ญตนอย่างไม่หมดสิ้น ทุกพรรคล้วนแต่แข็งแกร่งและดำรงอยู่มานานหลายปีจนเป็นที่น่าเกรงขาม ต่อให้เหยียนหยางไปยืนอยู่เบื้องหน้าของพรรควรยุทธ์เหล่านั้นก็ยังตัวเล็กและอ่อนแอเฉกเช่นมดตัวหนึ่งเท่านั้น

                ฉะนั้นแล้ว การประลองฝีมือในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะเป็นสิ่งที่โหดเหี้ยมอย่างยิ่ง

                รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงพร้อมกับกำหมัดแน่น ดูท่าเหยียนเย่าก็คงรู้ดีว่าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะมีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งจำนวนมากมายปรากฏตัวขึ้นในลานประลองสวรรค์ประทานแห่งนี้ จึงคิดที่จะอาศัยพลังของตนเองเอาชนะผู้เข้าร่วมประลองทุกคนแล้วเอ่ยถึงเรื่องการแต่งงานให้กู่หยวนได้ทราบท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย หลังจากนั้นก็อาศัยอานุภาพของเมืองเหยียนเฉิงข่มขู่กู่หยวน วิธีการนี้นั้น...เรียกได้ว่าหากไม่อันธพาลจริงก็คงคิดไม่ได้!

                เมื่อการประลองจบลงก็ถึงเวลาของการแยกย้าย ผู้คนที่เดินทางกลับไปก็ล้วนแต่รู้ดีว่าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะมีการประลองฝีมือที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าเกิดขึ้นในลานประลองสวรรค์ประทานแห่งนี้ จอมยุทธ์น้อยทั้งหลายล้วนแต่ต้องแสดงศักยภาพของตนออกมาแล้วเหยียบอยู่บนโครงกระดูกของผู้อื่นเพื่อให้ตนเองอยู่ในจุดที่สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ถึงจะได้รับการชื่นชมและสะดุดตาบรรดาพรรควรยุทธ์ทั้งหลาย

                บรรดากลุ่มจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายล้วนแต่กลับไปหาผู้อาวุโสของตนเอง ส่วนบนแท่นปราการรับรองแขกผู้ทรงเกียรตินั้น เจ้าของใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างกู่หยวนมองไปยังตงฟางลี่และคนอื่นก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ “ร้านค้าทั้งสามที่วางเดิมพันเอาไว้ข้าจะให้คนไปรับเอง พวกท่านเตรียมไว้ให้ดีก็แล้วกัน!”

                เมื่อได้ยินเช่นนั้นซีเหมินสยงและตงฟางลี่ก็กัดฟันแน่น พร้อมทั้งมองไปยังกู่หยวนด้วยแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความเดือดดาล แม้ว่าร้านค้าทั้งสามที่เอ่ยออกมาพวกเขาทั้งสามจะแบ่งกันเพียงแค่คนละแห่ง แต่ก็นับว่าทำให้เกิดการสูญเสียที่ไม่ใช่น้อยๆ

                โดยเฉพาะการจัดอันดับในการประลองล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้ ทั้งสองตระกูลตกไปอยู่ในอันดับสุดท้ายอย่างคาดไม่ถึง แม้แต่เหล่ากองกำลังเล็กๆ ก็ยังได้อยู่ในอันดับที่ดีกว่าพวกเขา ผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่น้อยเลยจริงๆ หากเรื่องแพร่งพรายออกไปชื่อเสียงของพวกเขาต้องเสียหายอย่างมากเป็นแน่

                ส่วนกู่หยวนก็มีสีหน้าที่แสดงความดีใจอย่างเห็นได้ชัด ต่อมากู่ซินเอ๋อร์ก็เดินมาอยู่ข้างกายเขาพร้อมทั้งกระซิบกระซาบเสียงเบา รอยยิ้มบนใบหน้าของกู่หยวนกว้างกว่าเดิม

                เขามองไปยังตงฟางลี่แล้วเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ตงฟางลี่ ข้าคิดว่าพวกท่านคงจะเอ่ยคำไหนคำนั้น ฉะนั้นแล้วท่านก็เป็นผู้ชดใช้เงินจำนวนหนึ่งหมื่นเหรียญที่บุตรชายของท่านเดิมพันเอาไว้แทนก็แล้วกัน!”

                เมื่อสิ้นเสียงนั้นตงฟางลี่ที่กำลังจะจากไป สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที แล้วผู้ที่แทบจะกระอักเลือดก็หันกลับไปยังต้นเสียงก่อนจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงอันดุดัน “เพราะเหตุใดกัน?”

                “ท่านลองไปถามดูก็รู้เอง!”

                กู่หยวนว่าพลางผายมือออกไปทั้งยังยิ้มอย่างมีเลศนัย นัยน์ตาที่มองไปยังเมิ่งฝานก็แฝงไปด้วยความชื่นชมที่ไม่อาจปิดบัง เมื่อเห็นดังนั้นตงฟางลี่จึงเกิดความสงสัยขึ้นมาชั่วครู่ แล้วหันไปถามจอมยุทธ์น้อยแห่งตระกูลตงฟางที่อยู่ข้างกายในที่สุด

                หนึ่งหมื่นเหรียญทองคำ จำนวนที่มากมายเช่นนี้ต่อให้เป็นตระกูลตงฟางก็ยังถือได้ว่าเจ็บปวดไปถึงกระดูกดำ ใบหน้าของตงฟางลี่แดงก่ำจนคล้ายดั่งตับสุกรในชั่วพริบตา สุดท้ายจึงทำได้เพียงเอ่ยออกไปอย่างจนปัญญา “เอาให้พวกนั้น!”

                เมื่อเขาพูดจบผู้อาวุโสแห่งตระกูลตงฟางที่มากับเขาจึงนำเงินจำนวนหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำมอบให้แก่กู่หยวนอย่างจนใจ แล้วจากไปอย่างคับแค้นใจพร้อมกับคนของตระกูลซีเหมิน

                กู่หยวนมองคนของทั้งสองตระกูลนั้นจากไปพลางหัวเราะออกมาเสียงดัง ในการต่อสู้อย่างยาวนานหลายปีนี้เป็นเพราะพวกนั้นมีเหยียนหยางคอยช่วยเหลือจึงทำให้เหนือกว่าหมู่บ้านอูเจิ้นมาโดยตลอด ไม่มีครั้งใดเลยที่จะทำให้กู่หยวนรู้สึกได้ปลดปล่อยถึงเพียงนี้

                เขาวาดมือออกไปเพื่อนำเหรียญทองคำจำนวนหนึ่งหมื่นเหรียญนั้นมอบให้แก่เมิ่งฝาน แล้วมองคนตรงหน้าพลางเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม “พลังที่เจ้าแสดงออกมาในวันนี้มันคือวิชายุทธ์พลังปราณใช่หรือไม่? เกรงว่าสิ่งที่เจ้าได้รับจากหลังเขาเยียนหลางคงไม่ได้มีเพียงเท่านี้สินะ?”

                สายตาเฉียบคม!

                รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในชั่วพริบตา เขารู้ดีว่าการปิดบังความจริงของตนเองในครั้งนี้เป็นการกระทำที่เสียแรงเปล่า จึงเอ่ยเสียงเบา “ใช่แล้วขอรับ มันเป็นสิ่งที่ข้าแลกมาจากท่านข่าเหลยต้าซือ!”

                ข่าเหลย ปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสามแห่งเมืองเหยียนเฉิง!

                เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู่หยวนก็พยักหน้ารับ คำพูดของเมิ่งฝานนั้นมีความนัยเพราะมิได้บอกว่าใช้สิ่งใดในการแลกมา แต่ถึงกระนั้นกู่หยวนก็เข้าใจเพียงว่าสิ่งที่เมิ่งฝานได้รับมาหาใช่เพียงพืชวิเศษระดับสาม จึงได้นำของอีกอย่างไปแลกเปลี่ยนกับข่าเหลยเท่านั้น

                เพราะถึงอย่างไรเรื่องของลูกปัดสีดำก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง!

                หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่กู่หยวนจึงเอ่ยขึ้นว่า “นับจากวันนี้ไป หากเจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกข้าได้ และข้าก็อนุญาตให้เจ้าเข้าไปในหอสมบัติแห่งอูเจิ้นเพื่อเลือกสิ่งที่ต้องการได้ตามอำเภอใจอีกด้วย!”

                หอสมบัติ สถานที่รวบรวมทรัพยากรและของล้ำค่าทั้งหมดในอูเจิ้น มีการอารักขาโดยผู้คุ้มกันหมู่บ้านมานานหลายปี มีการรวบรวมวิชายุทธ์แห่งพลังปราณที่ไม่เลวเอาไว้ภายใน และต่อให้เป็นกู่ฉิงก็ยังมีโอกาสเข้าหอสมบัติได้เพียงปีละสามครั้งเท่านั้น

                แต่เมิ่งฝานกลับสามารถเข้าไปได้ตามอำเภอใจ ความสะดวกที่เมิ่งฝานได้รับทำให้สีหน้าของกู่ฉิงมีความริษยาปรากฎขึ้นในทันใด แต่ต่อมากู่หยวนกลับวาดมือออกไปพร้อมทั้งพูดต่อว่า “พวกเจ้าเองก็เช่นกัน ข้าให้เวลาหนึ่งเดือนในการเข้าออกหอสมบัติได้ตามอำเภอใจ ตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินจะต้องไม่ยอมจำนนต่อการพ่ายแพ้ในครานี้แน่นอน โดยเฉพาะเหยียนหยาง ฉะนั้นแล้วนับจากนี้ไปพวกเจ้าจะต้องขยันหมั่นเพียรในการบำเพ็ญตนให้มากยิ่งขึ้น และในการประลองฝีมือที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่สูงส่ง!”

                เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฝาน กู่ฉิง และคนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง

                เมิ่งฝานกำหมัดแน่น ยามนี้ทรัพยากรในหมู่บ้านอูเจิ้นหาใช่สิ่งที่มีแรงดึงดูดต่อเมิ่งฝานไม่ เพราะถึงอย่างไรแล้วเขาก็มีลูกปัดสีดำซึ่งข้างในมีผนึกที่ทรงคุณค่ายิ่งกว่าทรัพยากรในอูเจิ้นมากมายนัก

                แต่เมื่อคิดถึงการประลองฝีมือที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าแล้วนั้น เลือดลมในร่างกายของเมิ่งฝานก็เดือดพล่านขึ้นมาในทันใด เมื่อนึกถึงฝีมือของเหยียนเย่าเมิ่งฝานก็รู้ดีว่าหากต้องการยับยั้งอีกฝ่าย ตนเองก็จะต้องจัดการอีกฝ่ายจนไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้อีก มีเพียงหนทางนี้เพียงทางเดียว!