ณ ค่ายบัญชาการใหญ่ชายแดนอันกว้างขวาง และเต็มไปด้วยทหารลาดตระเวนอย่างเข้มงวด บรรยากาศภายในกระโจมหลักของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินนั้นยังคงเต็มไปด้วยความขรึมขลังและน่าเกรงขาม แผนที่การรบและเอกสารราชการวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ บ่งบอกถึงภารกิจอันหนักอึ้งของผู้เป็นแม่ทัพ
ทันใดนั้น ทหารยามหน้ากระโจมก็วิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทีร้อนรน
“กราบเรียนท่านแม่ทัพ! ม้าเร็วจากเมืองหลวง ขอเข้าพบเป็นการด่วนขอรับ!”
แม่ทัพเฉินเหยาจิน ซึ่งกำลังพิจารณาแผนการเสริมกำลังป้องกันชายแดนอยู่ เงยหน้าขึ้นจากม้วนกระดาษ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ม้าเร็วจากเมืองหลวงรึ? ในยามนี้?” เขาสั่งการ “ให้เข้ามา!”
ไม่นานนัก ทหารม้าเร็วผู้หนึ่งในสภาพอิดโรย เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นดินจากการเดินทางไกล ก็ก้าวเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า มอบกระบอกสาส์นที่ผนึกตราครั่งอย่างแน่นหนาของบุตรชายคนรอง ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง ให้แก่ท่านแม่ทัพ
แม่ทัพเฉินรับกระบอกสาส์นมา เปิดผนึกด้วยตนเองอย่างรวดเร็ว คลี่ม้วนกระดาษออกอ่าน ดวงตาคมกริบกวาดผ่านตัวอักษรแต่ละตัวด้วยความรวดเร็ว ยิ่งอ่านสีหน้าของท่านก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะ เนื้อความในสาส์นนั้น แม้จะใช้คำเปรียบเปรย และรหัสลับตามแบบฉบับการสื่อสารเรื่องสำคัญ แต่ความหมายที่สื่อถึงภัยคุกคามระดับสูงต่อ “แขกคนสำคัญ” ที่ท่านให้ที่พักพิงอยู่ และการพาดพิงถึง “อำนาจมืดในราชสำนัก” นั้น ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้แม่ทัพผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนผู้นี้ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ได้ทันที
เขาวางสาส์นลง ถอนหายใจยาวอย่างหนักอก “เฮ้อ... เจ้าทึ่มเอ๊ย!” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ อย่างที่เคยเรียกบุตรชายคนรองของตนเสมอมา
“ดีแต่ฝึกยุทธกับซื่อสัตย์เป็นที่หนึ่ง เรื่องเล่ห์เหลี่ยมในราชสำนักนี่มันไม่เคยทันคนอื่นเขาเลยจริงๆ หากไม่ได้องค์หญิงชิงเหอผู้ชาญฉลาดเป็นฮูหยินคอยชี้แนะ ป่านนี้คงถูกหลอกใช้ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว... แต่เรื่องนี้... ดูท่ามันจะเอาจริงแฮะ”
แม้จะบ่นถึงบุตรชายตามความเคยชิน แต่แววตาของแม่ทัพผู้เฒ่ากลับฉายประกายจริงจังและเด็ดเดี่ยว เขาทราบดีว่าบุตรชายของตนแม้จะซื่อตรงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะส่งข่าวมาโดยไร้มูล หากเฉินซูเหลียงถึงกับต้องส่งม้าเร็วมาเช่นนี้ แสดงว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงและภัยที่กำลังจะมาถึงจ้าวมู่เฉินนั้น ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างแน่นอน
“ไปตามตัวเหล่าหยวนมาพบข้า!” เขาหันไปสั่งนายทหารคนสนิทที่ยืนรออยู่
ไม่นานนัก เหล่าหยวนก็ถูกตามตัวมายังกระโจมบัญชาการด้วยความประหลาดใจ “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเรียกใช้ข้าน้อยหรือขอรับ?” เขาประสานมือคารวะ
“นั่งก่อนสหาย” แม่ทัพเฉินผายมือไปยังเก้าอี้ตัวหนึ่ง เมื่อเหล่าหยวนนั่งลงแล้ว ท่านจึงกล่าวเข้าเรื่องทันที
“ข้าเพิ่งได้รับข่าวจากเมืองหลวง... ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของคุณชายจ้าวจะสลับซับซ้อน และอันตรายกว่าที่เราคิดไว้มากนัก มีผู้ไม่ประสงค์ดีระดับสูงกำลังปองร้ายเขาอย่างแท้จริง และเรือนพักท้ายจวนที่ข้าจัดให้ แม้จะปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะรับมือกับมือสังหารฝีมือดีที่อาจถูกส่งมา”
เหล่าหยวนได้ฟังก็หน้าเครียดขึ้นทันที “ท่านแม่ทัพหมายความว่า...”
“ข้าหมายความว่า” แม่ทัพเฉินกล่าวเสียงหนักแน่น
“ข้าจะนำตัวคุณชายจ้าวและพวกเจ้าทั้งสี่คน เข้ามาพักอาศัยอยู่ภายในค่ายทหารหลักของข้าแห่งนี้ ที่นี่มีการป้องกันที่เข้มงวดที่สุด ยากที่ผู้ใดจะลอบเข้ามาได้โดยง่าย”
เขาหยุดมองปฏิกิริยาของเหล่าหยวน ก่อนจะกล่าวเสริม
“และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เมื่ออยู่ในค่ายแล้ว ข้าจะให้จ้าวมู่เฉินได้เริ่มเรียนรู้วรยุทธ์อย่างจริงจังเสียที แม้ความจำจะยังไม่กลับคืน แต่การฝึกฝนร่างกาย และทักษะการป้องกันตัว ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขา เพื่อที่จะได้เอาตัวรอดได้ในภายภาคหน้า”
เหล่าหยวนรับฟังข้อเสนอด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโล่งใจที่จะได้อยู่ในที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น และยินดีที่คุณชายจะได้รับการฝึกฝน แต่ก็อดกังวลถึงความไม่สะดวกสบาย และความเข้มงวดของชีวิตในค่ายทหารไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ทราบดีว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้
“ท่านแม่ทัพกล่าวถูกแล้วขอรับ” เหล่าหยวนตอบรับโดยไม่ลังเล
“ในสถานการณ์เช่นนี้ ค่ายทหารของท่านย่อมเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนายน้อย และการที่คุณชายจะได้รับการฝึกฝนวรยุทธ์ ก็นับเป็นพระคุณอย่างสูง ข้าน้อยไม่มีข้อปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น เพราะข้าเชื่อมั่นว่าที่นี่คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับนายน้อย”
“ดีมาก” แม่ทัพเฉินเหยาจินพยักหน้าอย่างพอใจ
“เช่นนั้นเจ้ากลับไปเตรียมตัว บอกกล่าวแก่ทุกคนให้พร้อม ข้าจะให้คนจัดเตรียมที่พักพิเศษภายในค่ายไว้ให้ ส่วนเรื่องการฝึกฝนนั้น ข้าจะจัดการหาครูฝึกที่ดีที่สุดให้เอง”
…..
หลายวันผ่านพ้นไป นับตั้งแต่คุณชายจ้าวมู่เฉิน และผู้ติดตามได้ย้ายเข้าไปพำนักในเขตค่ายทหารลับภายใต้การคุ้มครองของท่านแม่ทัพเฉินเหยาจิน เรือนพักท้ายจวนที่เคยมีเสียงหัวเราะ และสถานที่วิ่งเล่นของเด็กสองคน บัดนี้กลับเงียบสงัดลงถนัดตา
สำหรับดรุณีน้อยเฉินซูเหรินแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของนางอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด วันแรกที่นางตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า “จ้าวน้อย” ไม่ได้อยู่ที่เรือนหลังนั้นอีกต่อไป
หัวใจดวงเล็กๆ ก็พลันว่างโหวง กำแพงเตี้ยๆ ที่นางเคยใช้เป็นเส้นทางลับไปหาเขาทุกเช้า บัดนี้กลับดูเหมือนเป็นปราการสูงใหญ่ที่กั้นขวางพวกเขาออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ค่ายทหารนั้นไม่ใช่สถานที่ที่เด็กหญิงแปดขวบจะสามารถเข้าออกได้ตามอำเภอใจอีกแล้ว
จากเด็กหญิงผู้ ร่าเริง แก่นแก้ว มีชีวิตชีวาประดุจผีเสื้อน้อยโบยบิน ความสดใสเหล่านั้นก็พลันเลือนหายไปในพริบตา เฉินซูเหรินกลายเป็นเด็กเงียบขรึม เก็บตัว ไม่พูดไม่จา นางใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องนอนของตนเอง เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
ของเล่นต่างๆ ที่เคยโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็นลูกข่างไม้ หน้ากากพยัคฆ์ หรือว่าวหลากสีที่เคยนำไปอวดจ้าวน้อย บัดนี้กลับถูกวางทิ้งไว้มุมห้องอย่างไม่ไยดี
รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้างดงามราวหยกสลักนั้น หายไปโดยสิ้นเชิง ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายซุกซน บัดนี้กลับฉายแววเศร้าสร้อย และว้าเหว่ ยามเมื่อเหล่าสาวใช้หรือพี่เลี้ยงพยายามชักชวนให้ไปวิ่งเล่นในสวน หรือนำขนมหวานที่นางเคยชอบมาให้ นางก็เพียงแต่ส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ หรือรับมาถือไว้โดยไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่น้อย
บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพอันโอ่อ่าก็พลอยเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมีเสียงหัวเราะ และเสียงวิ่งเล่นซุกซนของแก้วตาดวงใจประจำจวน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเงียบสงัด และอึมครึม เหล่าบ่าวรับใช้ต่างสังเกตเห็นความผิดปกติของคุณหนูคนเล็ก พวกเขากระซิบกระซาบกันด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถามหรือเข้าไปกอดยุ่งมากนัก ด้วยเกรงว่าจะยิ่งทำให้คุณหนูเสียใจมากขึ้น
“คุณหนูเป็นอะไรไปนะ หลายวันมานี้ไม่ยอมยิ้มเลย” สาวใช้คนหนึ่งพึมพำกับเพื่อน
“น่าสงสารนัก ปกติไม่เคยเห็นคุณหนูซึมเศร้าเช่นนี้มาก่อนเลย”
อีกคนตอบ “คงจะเหงาละมั้ง ไม่มีเพื่อนเล่นเหมือนเมื่อก่อน”
แม้แต่ท่านแม่ทัพเฉินเหยาจินเอง ผู้ซึ่งมักจะเพลิดเพลินกับความมีชีวิตชีวาของหลานสาว ก็อดสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ ยามที่นางมาทำความเคารพในตอนเช้าหรือร่วมโต๊ะอาหารเย็น จากที่เคยเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวต่างๆ ไม่หยุดปาก บัดนี้กลับเอาแต่นั่งเงียบ เขี่ยอาหารในจานไปมา
คืนหนึ่ง ณ ห้องนอนกว้างขวางที่เคยเต็มไปด้วยจินตนาการ และความฝัน เฉินซูเหรินนอนกอดตุ๊กตากระต่ายตัวโปรด น้ำตาหยดเล็กๆ ไหลซึมออกมาจากหางตา นางคิดถึง “จ้าวน้อย” สหายเพียงคนเดียวที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนเป็น “พี่ใหญ่” ผู้เก่งกาจ คิดถึงเสียงหัวเราะเวลาที่เขาทำอะไรเปิ่นๆ คิดถึงแววตาชื่นชมเวลาที่นางสอนเขาเล่นลูกข่างหรือตั้งท่าป้องกันตัว บัดนี้... ลานกว้างใต้ต้นแปะก๊วยนั้นคงจะเงียบเหงาเพียงใดหนอ..
ความรู้สึกสูญเสีย และโดดเดี่ยวเข้าเกาะกุมหัวใจดวงน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะพยายามทำตัวเข้มแข็งเพียงใด แต่นางก็ยังคงเป็นเพียงเด็กหญิงวัยแปดขวบ ที่เพิ่งได้รู้จักกับความสุขของการมี “สหาย” อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก... และบัดนี้ สหายคนนั้นก็ได้จากไปแล้ว... ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและรอยยิ้มที่เลือนหายไปจากใบหน้าของนาง...