ทัพเหอฉีในเวลานี้เต็มไปด้วยความเศร้าสลดและผิดหวังความพ่ายแพ้จากศึกครั้งนี้ ยังไม่เท่ากับความสูญเสียที่พวกเขาคาดไม่ถึง ท่านอ๋องที่เป็นที่รักของประชาชนทุกคนต้องมาจากพวกเขาไปในสมรภูมิที่พวกเขาไม่สมควรจะเปิดศึกนี้ขึ้นมาเลย
ทหารหลายพันนายเดินเรียงแถวกลับบ้านด้วยความท้อแท้และสิ้นหวังถึงแม้ก่อนหน้านี้พวกปรารถนาการกลับบ้านมากเพียงใดก็ตาม แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาทุกคนไม่มีความสุขกับการกลับบ้านในครั้งนี้แม้แต่นิดเดียว ในเมื่อหัวขบวนของพวกเขา คือพระศพของท่านอ๋องที่พวกเขารัก แล้วเช่นนี้ ทหารทุกนายจะตอบคำถามผู้คนที่มารอต้อนรับพวกเขาได้อย่างไร
แต่ภายใต้ความเงียบสงบของทุกคน ก็มีเสียงซุบซิบของทหารบางนายถึงแผนการที่ผิดพลาดในครั้งนี้หลายคนเริ่มนึกถึงคำสั่งของหวังหย่งที่ขอให้พวกเขาอดทนรอแต่เป็นรัชทายาทที่ไม่ยอมฟังดื้อรั้นจะเปิดศึกให้ได้จนนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเสียงกระซิบกระซาบเริ่มมีมากขึ้นจนหลายคนเริ่มตั้งคำถามกับความเหมาะสมในการขึ้นเป็นผู้นำของรัชทายาท
อาจารย์จางหย่งนำขบวนออกมาจากเมืองเหอผิงมาไกลมากแล้วอีกเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามก็จะเข้าเขตเหอฉีแล้วตลอดระยะทางอาจารย์จางหย่งครุ่นคิดอย่างหนักถึงคำขอของท่านอ๋องแม้เขาจะรู้ดีว่าท่านอ๋องมีบุญคุณต่อเขามากมายจนไม่อาจจะตอบแทนได้ในชีวิตนี้แต่สิ่งที่ท่านพี่ขอมานั้นมันมากเกินกว่าที่เขาจะทำได้ แม้หวังหย่งจะไม่ใช่สาเหตุของความรู้สึกนี้ก็ตามแต่ความมักใหญ่ใฝ่สูงที่เกินตัวของคุณชายชิงอวิ้นทำให้อาจารย์จางหย่งไม่อาจทำตามที่ท่านอ๋องขอได้ กลับกัน หากเป็นหวังหย่งเขากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น มันน่าแปลกใจเหลือเกินที่เด็กคนนี้จะสร้างความรู้สึกที่แปลกประหลาดให้กับเขาอย่างบอกไม่ถูกแม้จะพยายามหาคำตอบอยู่นาน แต่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเพราะอะไร อาจารย์จางหย่งได้แต่ปลงและคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของชะตาฟ้าลิขิตก็แล้วกัน
ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น ทหารนำขบวนได้ส่งสัญญาณบอกมาว่าในตอนนี้ขบวนได้มาถึงเขตแดนของแคว้นเหอฉีแล้ว ในตอนนั้นเองคุณชายชิงอวิ้น และอัครมหาเสนาบดีลี่ถัง พร้อมด้วยหลีซื่อได้ควบม้าเข้ามาอยู่หน้าขบวนพร้อมกับขวางหน้าอาจารย์จางหย่งไว้
“นับจากนี้ไป เราจะนำขบวนไปเอง” อัครมหาเสนาบดีลี่ถังบอกกับอาจารย์จางหย่งที่เริ่มไม่ไว้ใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้
“ได้สิ” อาจารย์จางหย่งตอบกลับไปอย่างเต็มใจพร้อมกับหันหลังกลับ “งั้นข้าจะไปอยู่ท้ายขบวนพร้อมกับคนของข้า”
“ช้าก่อน” หลีซื่อเข้ามาขวางอาจารย์จางหย่งไว้
“นี่เจ้าทำอะไรของเจ้า” อาจารย์จางหย่งไม่พอใจกับสิ่งที่หลีซื่อทำพยายามหยิบตรามังกรที่ฮ่องเต้มอบให้ออกมาขู่หลีซือ
“ที่นี่เหอฉีตรามังกรนั่นไม่มีความหมายกับพวกเราหรอก” เสียงคุณชายชิงอวิ้นตะโกนบอกมาก่อนที่เขาจะเข้ามายืนประจันหน้ากับอาจารย์จางหย่ง
“ท่านอา ข้ามีบางอย่างอยากจะขอความชัดเจนจากท่าน” น้ำเสียงของคุณชายชิงอวิ้นตอนนี้บอกได้ชัดเจนว่า มีแผนการบางอย่างอยู่ “ต่อหน้าศพของเสด็จพ่อ ข้าอยากให้ท่านอารับปากกับข้าในสิ่งที่เสด็จพ่อได้ร้องขอไว้ก่อนจะสิ้นใจ”
“ข้าก็รับปากไปแล้วมีอะไรอีกที่เจ้าจะต้องการจากข้า”
“แต่ท่านยังไม่ตอบตกลงที่จะให้ข้าขึ้นเป็นฮ่องเต้” คุณชายชิงอวิ้นตะคอกใส่หน้าอาจารย์จางหย่ง
“ฮ่องเต้ใช่ว่าใครอยากจะเป็นก็เป็นได้ เช่นนั้นแล้วป่านนี้เราคงจะมีฮ่องเต้กันเต็มบ้านเต็มเมือง”
“แต่ข้าคือคนที่เหมาะสม”
“งั้นเจ้าก็ต้องแสดงฝีมือให้ผู้คนเห็นสิว่าเจ้าเหมาะสมจริงๆ”
“นี่ท่านอากำลังดูถูกข้าหรือ”คุณชายชิงอวิ้นเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว “ข้าต้องการคำมั่นสัญญาจากท่านอาว่าจะอยู่ข้างข้า ไม่เช่นนั้นแล้ว ข้าก็จะไม่ปล่อยให้ท่านอาไปอยู่กับคนอื่น” ดาบในมือคุณชายชิงอวิ้นตวัดมาจ่อคอหอยของอาจารย์จางหย่ง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
“ต่อหน้าศพพ่อของเจ้าเจ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้หรือ” อาจารย์จางหย่งยังคงสงบนิ่งไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ทำไมข้าจะไม่กล้าละ”คุณชายชิงอวิ้นตวาดเสียงดัง “ท่านคิดว่าท่านเป็นใคร ท่านเป็นอาชนิดไหนกัน ทีไม่เคยเหลียวมองหลานๆ เลย ท่านไม่เคยมาเยี่ยมพวกเราจนข้าแทบจะไม่รู้จักท่านด้วยซ้ำ กี่ปีมาแล้วที่พวกเราสร้างบ้านเมืองขึ้นมาท่านเคยช่วยเหลือหรือไม่ กี่ปีที่เราต้องลำบาก ท่านไปอยู่ที่ไหนมา ท่านไม่รู้หรอกว่าเสด็จพ่อรู้สึกอย่างไรที่ถูกส่งมาอยู่เมืองเล็กๆ เช่นนี้ ในขณะเดียวกันพวกท่านกลับได้เสพสุขอยู่ในเมืองหลวงอย่างสะดวกสบายท่านจะเข้าใจหัวอกเสด็จพ่อหรือไม่ ฮ่องเต้บอกใครต่อใครว่าให้เสด็จพ่อรับตำแหน่งต่อจากพระองค์ แต่ทำไมพระองค์กลับไม่เคยเหลียวแลพวกเราเลยหลายสิบปีที่เสด็จพ่อต้องอยู่อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ ท่านอาไปอยู่ที่ไหนมา ไม่เคยมามาหาพวกเราเลยไม่เคยคิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเรา แล้วตอนนี้ท่านมาบอกว่าจะดูแลข้า ท่านจะให้ข้าเชื่อใจท่านอย่างนั้นหรือ”
“ถึงข้าจะไม่ได้อยู่ข้างกายเสด็จพี่แต่ข้าก็ทำประโยชน์ให้กับเสด็จพี่มากกว่าคนข้างกายเช่นพวกเจ้า” อาจารย์จางหย่งกล่าวพลางหันไปมองอัครมหาเสนาบดีลี่ถัง
“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”หลีซื่อออกหน้าแทนพ่อของเขา
อาจารย์จางหย่งไม่สนใจคนท่าทีของหลีซือเขาหันไปมองหน้าคุณชายชิงอวิ้น พร้อมกับพูดว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฮ่องเต้กับข้าคอยช่วยเหลือพวกเจ้ามาตลอด เพียงแต่ว่าพระองค์ทราบดีว่าคนเช่นเสด็จพ่อของเจ้านั้น จะไม่ยอมให้ใครมองว่าเขาอ่อนแออย่างเด็ดขาดการช่วยเหลือของฮ่องเต้จึงทำได้เพียงให้ความช่วยเหลือผ่านศิษย์ของข้าทุกคนที่เข้ามาอยู่กับเสด็จพ่อของเจ้าเรื่องนี้ขุนนางในราชสำนักทุกคนทราบดี การที่ฮ่องเต้ทำตัวเหินห่างกับพวกเจ้าก็เพราะไม่อยากให้แคว้นอื่นๆ มองพวกเจ้าว่าอ่อนแอต้องพึ่งบารมีของฮ่องเต้อยู่ร่ำไป เจ้าคิดเหรอว่าเหอฉีจะเจริญก้าวหน้าเช่นนี้ได้หากไม่ได้รับเกื้อหนุนจากเมืองหลวง การที่เจ้าไปตกระกำลำบากในเมืองหลวงหลายปีก็เป็นฮ่องเต้ที่คอยช่วยเหลือเจ้ามาตลอด พวกคนจรเหล่านั้นเจ้าคิดว่าเป็นใครละถ้าไม่ใช่คนของฮ่องเต้ส่งมาดูแลเจ้า การค้าของพวกเจ้าที่เจริญรุดหน้าก็เป็นเพราะฮ่องเต้คอยเปิดทางให้ หากสินค้าใดที่พวกเจ้านำไปขายพระองค์จะห้ามไม่ให้พ่อค้าจากเมืองหลวงไปค้าขายแข่งกับพวกเจ้าเช่นนี้การค้าของพวกเจ้าจึงก้าวหน้าไปไกลกว่าแคว้นอื่นยังไงเล่า เรื่องนี้เสด็จพ่อของเจ้าก็ทราบดีอยู่แล้วเขาจึงคิดจะวางมือยังไงเล่า เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้เขายิ่งใหญ่มากเพียงใดเขาก็ยิ่งต้องการการสนับสนุนจากเมืองหลวงมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเจ้าที่โง่ โง่ที่คิดมักใหญ่ใฝ่สูงโดยไม่มองดูตัวเอง จนทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
“ท่านอาไม่ต้องมาโกหกข้า ข้าไม่เชื่อท่านหรอก ข้าขอถามอีกครั้ง ท่านจะอยู่กับข้าหรือไม่” คุณชายชิงอวิ้นเงื้อดาบจ้องจะฟันอาจารย์จางหย่ง
“ไม่” อาจารย์จางหย่งตอบอย่างชัดก่อนก่อนที่ดาบในมือคุณชายชิงอวิ้นจะฟันลงมา
“หยุดนะ”หวังหย่งที่วิ่งมาจากปลายขบวนตะโกนห้าม ก่อนที่ดาบจะถูกฟันลงมา “นี่มันอะไรกัน”
“เจ้ามาก็ดีแล้ว จะได้ตายไปพร้อมๆกันกันเลย ทหารจับตัวพวกมันสองคนไว้” คุณชายชิงอวิ้นสั่งการลงไป พร้อมๆกันทหารหลายสิบนายที่กรูกันเข้ามาจับอาจารย์จางหย่ง และหวังหย่ง
ก่อนที่ทหารจะเข้าถึงตัวพวกเขาธนูนับสิบดอกได้พุ่งเข้าใส่พวกเขาจนล้มลงไปทีละคนสองคน ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนเยมูและอิคายก็ควบม้าเข้ามาหาพวกเขาพร้อมทั้งคว้าตัวอาจารย์จางหย่งและหวังหย่งขึ้นม้าไปอย่างรวดเร็วจนทหารของเหอฉีไม่ทันป้องกันตัว
เมื่อออกมาพ้นแนวทหารของเหอฉีแล้ว พวกเขาก็วางคนทั้งสองลงพร้อมๆ กับหันไปเผชิญหน้ากับคุณชายชิงอวิ้นที่ยืนตะลึงอยู่
“นี่เจ้ายังไม่ตายเหรอ”คุณชายชิงอวิ้นไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคืออิคายเขาพยายามหันไปหาคำตอบกับหลีซื่อ แต่อีกฝ่ายได้แต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตาด้วย
“ฮ่าๆๆๆ พวกเจ้าคงคิดว่าข้าตายไปแล้วสินะ” อิคายหัวเราะเสียงดัง “ทหารกระจอกของพวกเจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอกวันนี้ ถึงเวลาที่ข้าจะได้ล้างแค้นพวกเจ้าแล้ว”
“เพราะเหตุนี้ใช่มั้ยที่พวกเจ้าไม่ยอมร่วมทัพกับเราในครั้งนี้” คุณชายชิงอวิ้นเริ่มเหมือนจะเข้าใจบางอย่างแล้ว เขาตะโกนเสียงดังบอกกับเยมูที่ยืนคุมเชิงอยู่ “พวกเจ้าปฏิเสธข้าเพราะแปรพักตร์ไปอยู่กับเจ้าพวกนี้นี่เองฝากบอกอูซุนหัวหน้าของพวกเจ้าด้วยว่า ทำเช่นนี้แล้ว พวกเจ้าทุกคนจะต้องเสียใจเจ้าน่าจะรู้ดีว่า คนที่หลักหลังข้าจะพบจุดจบเช่นไร”
อิคายไม่สนใจคำขู่ของคุณชายชิงอวิ้น เขาถือโอกาสที่ทุกคนกำลังตกตะลึงควบม้ากลับเข้าไปยังแนวทหารของเหอฉีโดยมีเป้าหมายอยู่ที่หลีซื่อที่ยืนงงกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เขาไม่ทันตั้งตัวก่อนที่อิคายจะตวัดดาบหมายจะตัดหัวของคนที่คิดจะสังหารเขา แต่ก่อนที่ดาบของอิคายจะถึงคอของหลีซื่อนั้นอัครมหาเสนาบดีลี่ถังที่ยืนอยู่ไม่ห่าง พาตัวเข้ามาขวางได้ทันแทนที่ดาบจะตัดคอลูกชายสุดที่รักของเขากลับกลายเป็นตัวเขาเองที่หัวหลุดจากบ่าไปแทน
คุณชายชิงอวิ้นที่ตั้งสติได้ก่อนรีบออกคำสั่งให้ทหารทั้งหมดเข้ามาคุ้มกันพวกเขา เพียงชั่วพริบตาทหารหลายพันนายจะเคลื่อนทัพเข้ามาอารักขาพวกเขาได้ทัน
แม้จะผิดหวังที่ไม่สามารถสังหารศัตรูที่คิดจะฆ่าเขาได้แต่อิคายรู้ดีกว่า ทหารของพวกเขาไม่ถึงร้อยคน คงจะไม่อาจทัดทานทหารหลายพันคนของเหอฉีได้เขาจึงล่าถอยกลับไป
คุณชายชิงอวิ้นเห็นดังนั้นจึงตะโกนบอกให้ทหารรีบติดตามอีคายไปในทันที แต่บัดนี้ ทหารทุกนาย จิตใจไม่กล้าหาญดั่งเช่นแต่ก่อนอีกแล้วประกอบกับพวกเขารู้ดีถึงฝีมือของทหารหมิงที่เคยร่วมศึกกันมาทหารทั้งหมดจึงทำได้เพียงแค่ตั้งมั่นอยู่ในที่ของตน ไม่มีใครกล้าบุกเข้าไปตามคำสั่ง โดยเฉพาะหลีซื่อที่ตอนนี้ตกใจกับการตายของอัครมหาเสนาบดีลี่ถังได้แต่นั่งกอดศพร้องไห้อยู่ตรงนั้น ไม่เหลือสภาพของการแม่ทัพอยู่อีกแล้ว
“ข้าบอกให้พวกเจ้าบุก ไม่ได้ยินหรือไง ไอ้พวกขี้ขลาด” ด้วยความโมโห คุณชายชิงอวิ้น กระโดดขึ้นม้าพร้อมดาบคู่ใจ ควบม้าตรงไปหาอาจารย์จางหย่งทันที ดาบที่ถืออยู่ในมือ ชี้ตรงไปที่อาจารย์จางหย่งหมายจะปลิดชีพให้ได้ในดาบเดียวแต่ก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวจางหยาง เยมูที่ยืนอยู่ใกล้กับอาจารย์จางหย่ง ตวัดดาบเข้ามาสกัดจนดาบของคุณชายชิวอวิ้นหลุดจากมือ พร้อมๆกับตัวคุณชายที่ถูกแรงกระแทก ร่วงหล่นจากหลังม้าลงไปนอนกองกับพื้นอย่างน่าเวทนา
เยมูกระโดดลงจากม้าวิ่งเข้าหาคุณชายชิงอวิ้นที่นอนหมดสภาพไร้หนทางต่อสู้ เขาจ่อดาบเข้าที่คอหอยของคุณชาย ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะรู้ชะตากรรมของตัวเองแล้ว
“เราหยุดเข่นฆ่ากันแค่นี้เถอะ” เสียงอาจารย์จางหย่งดังมาจากด้านหลังของเยมู “ตอนนี้เขาคงไม่มีพิษสงอะไรอีกต่อไปแล้วปล่อยให้เข้าได้ทำหน้าที่ลูกที่ดี ในการจัดการศพบิดาของเขาเถอะ”
จากนั้นอาจารย์จางหย่งก็เข้ามาพูดกับคุณชายชิงอวิ้น “ข้ารู้ดีถึงความโกรธแค้นของเจ้าในวันนี้หากเจ้าคิดจะสู้ เจ้าก็จงมองกลับไปดูทหารของเจ้ามีใครสักกี่คนที่พร้อมจะรบร่วมกับเจ้า ดื้อด้านไปก็เท่านั้นรักษาชีวิตไว้ย่อมดีกว่า ข้าไม่อยากทำพิธีศพพวกเจ้าสองพ่อลูกในเวลาเดียวกันหรอกเจ้าจงรีบนำศพเสด็จพ่อของเจ้ากลับไปพิธีให้สมพระเกียรติ ข้าจะไปกราบทูลฮ่องเต้ให้พระราชทานอภัยโทษแก่พวกเจ้าทุกคน หากเจ้าไม่ต้องการหวังหย่งแล้วเช่นนั้น ข้าก็ขอเขากลับคืนมา หลังเสร็จพิธีศพ ข้าจะให้คนไปรับตัวองค์หญิงหนิงอันเพื่อให้พวกเขาได้อยู่ร่วมกัน หวังว่าเจ้าคงไม่คัดค้าน”
อาจารย์จางหย่งส่งสัญญาณบอกให้ทหารเหอฉีเข้ามาประคองคุณชายชิงอวิ้นกลับไปแม้จะมีการขัดขืนเล็กน้อยจากคุณชายชิงอวิ้นแต่ด้วยสถานการณ์เป็นดั่งเช่นที่อาจารย์หวังหย่งบอก ฝืนไปก็มีแต่ตายเปล่าสู้เก็บรักษาชีวิตไว้ รอสะสางความแค้นในวันข้างหน้าจะดีกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นทัพเหอฉี จึงล่าถอยไปแต่โดยดี
“อาจารย์จางหย่งท่านกำลังปล่อยเสือเข้าป่า วันข้างหน้าเสือตัวนี้อาจจะมาแว้งกัดท่านได้” ใต้เท้าเหลียงเตือนสติอาจารย์จางหย่ง
“วันนี้เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ใช่เสือหรอกไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน เขาจะไม่สามารถทำอะไรใครได้อีกแล้ว” อาจารย์จางหย่งกล่าวอย่างมั่นใจ “จะเสียดายก็แต่ ตราบที่เขายังมีชีวิตอยู่ข้ากับหวังหย่ง คงไม่อาจกลับไปที่เหอฉีได้อีกแล้ว งานศพท่านพี่ จึงต้องพึ่งพาเขาแล้วหล่ะ”อาจารย์หวังหย่งหันไปมองศพท่านอ๋องเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ้ง เขายืนรออยู่ตรงนั้นก่อนที่ขบวนทัพของเหอฉีจะลับตาไปในที่สุด