“เอาละการแข่งขันประลองยุทธประจำปีจะเริ่มขึ้นแล้วให้ผู้แข่งขันขึ้นมาบนสนามแข่ง เราจะเริ่มรอบคัดเลือกรอบแรก”เจ้าสำนักชวนหลิงกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ
ผู้สมัครแข่งขันกว่า 3000คนต่างก็เดินทางขึ้นสู่เวทีประลอง เวทีกลายเป็นเล็กไปถนัดตาผู้ชมหลายหมื่นบนอัศจรรต่างส่งเสียงเชียญาติพี่น้องกันให้กระหน่ำ
“สำหรับรอบแรกการประเมินง่ายมากบนเวทีเราได้วางแถวอาเรย์ไว้เรียบร้อยแล้วเพียงแค่ยืนในอาเรย์ให้ได้มากกว่า 30 นาทีถือว่าผ่าน ให้ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจและร่างกายให้พร้อมเราจะนับหนึ่งถึงสิบ ตอนลงทะเบียนคุณจะได้รับแผ่นหยก1แผ่นใช้งานมันทันทีถ้าคุณรู้สึกว่าไม่ไหวเพียงแค่ขยี้การ์ดหยกในมือเท่านั้นการก่อตัวจะแยกคุณออกจากเวทีทันทีเจ้าหน้าที่อาเรย์เข้าประจำที่ได้”
หนึ่ง...สิบ
เมื่ออาเรย์เปิดใช้งานมีฝาครอบครึ่งวงกลมครอบทั้งเวทีไว้ หากดูจากภายนอกก็เหมือนอยู่ในกระดองเต่าโปร่งใสจางเฉินเริ่มรู้สึกถึงความกดดันและร่างกายพยายามต่อต้าน
“อาเรย์อะไรละนี่ความกดดันนี่เหมือนเพิ่มน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว และสร้างความกดดันในร่างกายสูงมาก”จางเฉินคิดในใจ เขาใช้พลังวิญญาณกวาดไปตามสนามแข่งเพื่อศึกษาวิธีก่อตัวอาเรย์นี้
ปัง ปัง ปัง
ผู้แข่งขันหลายคนทำลายการ์ดหยกอย่างรวดเร็วออกจากพื้นที่อาร์เรย์สีหน้ามีความเจ็บปวดผู้คนต่างมองด้วยความตกตะลึงเพราะแต่ละคนนั้นระดับฝึกฝนไม่ต่ำกว่า หลอมรวมลมปราณระดับ 4
เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนคนลดลงอย่างรวดเร็ว
สามพัน สองพัน หนึ่งพันหกร้อย ในเวลาใกล้ถึง 30 นาทีเหลือจำนวนคนไม่ถึง 300 คนสำหรับจางเฉินยังรู้สึกสบายๆ อยู่ เขากำลังใช้พลังวิญญาณศึกษาวิธีอาเรย์เข้าสู่รัฐสมาธิโดยไม่สนใจสิ่งภายนอกใดๆ เลย
“ใครคือคนนั้นระดับก่อเกิดขั่น 9 ยืนอยู่ได้ยังไง”
“นี่ผิดธรรมชาติเด็กนั้นดูแล้วอายุแค่ 16-17 ทำไมถึงยังสามารถทนได้ดูหน้าตามันเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย”
ประชาชนต่างแตกตื่นกับจางเฉิน ด้วยลักษณะท่าทางที่เฉยเมยต่ออาเรย์
“นั่นจางเฉิน”หลินจงเป่าสะกิดหลินเทียน
“อ่า เจ้าเพื่อนตัวน้อยสมกับเป็นอัจฉริยะตัวน้อยจริงๆ" หลินเทียนพูดอย่างภูมิใจในจางเฉิน พร้อมจับหนวดเบาๆ
“พวกท่านรู้จักเด็กคนนั้นเหรอ”จินหวังหันหน้ามองทั้งสองคน คณบดีได้ยินก็หันมามองเช่นกันด้วยความอยากรู้เพราะคณบดีก็ไม่รู้จักจางเฉิน
“เป็นเด็กที่ช่วยพวกเราผ่านนักปรุงยาขั่น5 ขอรับ ความจำ การคิดวิเคราะห์ เหนือกว่าอัจฉริยะใดๆ ที่เคยเจอในชีวิตเลยเพียงแต่เขาไม่เอาดีทางปรุงยาเท่านั้น” หลินจงเป่าตอบด้วยเสียงไม่ดังมากดูมีความน้อยใจ
“เช่นนั้นเหรอ นั่นน่าสนใจยิ่งนัก”
หลังจากครบ 30 นาทีแล้ว อาเรย์ก็ถูกถอดออกเหลือผู้เข้าร่วมเพียง 200คน เป็นการคัดคนแข่งขันที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก
ยต่ออาเรย์ด้ ดูหน้าตามันเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย"งภายนอกใดๆเลยรู้สึกถึงความกด
“รอบแรกเป็นการประเมินความแข่งแกร่งของร่างกายและจิตใจผู้เข้ารอบ 256 คนให้ทุกคนนำป้ายหยกไปเปลี่ยนเป็นหมายเลขเพื่อจับหมายเลข การประลองรอบที่สองคือการต่อสู้แบบสงคราม20 คน 13 กลุ่ม รอบที่ 3 เป็นการจัดอันดับรางวัลมีเฉพาะ 10 อันดับเท่านั้น” คณบดีประกาศด้วยเสียงดังสนั่นไปทั้งสนาม
“แพ้คัดออก ปีนี้โหด ”
“ข้าว่านี่เรื่องของดวงด้วยนะถ้าแข็งเจอแข็งแต่แรก คนหลังๆที่ไม่เก่งมากก็ยังมีโอกาสด้วยดวง”
ผู้คนต่างพูดคุยกันเสียงดังสนั่น
“ทุกคนเงียบเริ่มการจับฉลากได้”คณบดีประกาศเริ่มการแข่งขันอีกครั้ง
“เจ้าภาวนาไว้ว่าอย่าเจอข้านะข้าไม่ให้เจ้าแค่ตกจากเวทีง่ายๆหรอก เจ้าต้องจมกองเลือดอยู่บนเวทีเท่านั้น”มู่หยงฟู่พูดคุยกับจางเฉินระหว่างรอจับฉลาก
“เจ้าสองคนภาวนาว่าอย่าเจอข้าด้วยมู่หยงฟู่เจ้าก็หยิ่งเกินไปข้าเริ่มรู้สึกหมั่นไส้เจ้ามากข้าจะทำสิ่งที่เจ้าพูดคอยดู” หลี่ชิงฟงเองก็ไม่น้อยหน้าต่างข่มขู่ซึ่งกันและกันสำหรับจางเฉยก็ยังเฉยๆเหมือนเดิม เขาไม่ชอบพูดมาก
“นั่นเจียงจูนันอัจฉริยะสกุลเจียง ตัวเก็งอันดับ 2 หลอมรวมลมปราณขั่น 6 ”
“โน้นไงมู่หยงเลี่ยนตัวเต็งอันดับ 1 หลอมรวมลมปราณขั่น 7
“เจ้าเด็กลมปราณก่อเกิดยังอยู่อีกหรือนั่นข้าละสงสารจริงๆ ถ้าโดนระดับหลอมรวมลมปราณสะกิดกลัวจะกลายเป็นฝุ่น”
“โน้นอัจฉริยะสกิลจั่วจั่วหมิง หลอมรวมลมปราณขั่น 7 เหมือนกัน ทำไมไม่ติดตัวเก็งอันดับ 2
ผู้คนต่างพูดคุยกันเสียงดังสนั่นระหว่างที่ทุกคนรอจับฉลากหลังจากได้ยินชื่อมู่หยงเลียน มู่หยงฟู่ก็มองหาและยิ้มทักทายกันแล้วชี้ไปที่จางเฉิน ก่อนหน้านี้ในมหาลัยไม่สามารถโจมตีกันได้สะดวกมากนักแต่กับการแข่งขันสามารถที่จะเต็มที่ได้ มู่หยงฟูมองจางเฉินเป็นเพียงคนตายเท่านั้น
จางเฉินยังคนนิ่งเฉยเหมือนเดิมเขารู้สึกถึงเจตนาสังหารอย่างแรงของมู่หยงฟู่และมู่หยงเลี่ยนสิ่งที่เขาต้องการปัจจุบันคือประสบการณ์ต่อสู้ มันคือความสนุกสำหรับเขา