ในขณะที่อะงุนิกำลังคัดแยกตรวจสิ่งของที่ได้มาอยู่นั้น จู่ ๆ พวกเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังใกล้เข้ามา
ตรงสุดปลายโถงกว้างนั้นเหมือนมีเงาบางอย่างขยับเคลื่อนไหว และกำลังวิ่งฝ่าความมืดสลัวนั้นเข้ามาทางกลุ่มของเรย์
ทุกคนที่กำลังอยู่ในอิริยาบถพักผ่อน รีบจับอาวุธลุกขึ้นตั้งท่าเตรียมความพร้อม
เงาร่างปริศนาขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมาถึงที่มีแสงสว่างมากพอ พวกเขาก็ได้เห็นเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
การได้พบมนุษย์ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ แต่ที่ทำให้พวกเขาชะงักไปนั่นก็เพราะว่าร่างโชกเลือดของชายคนนี้ บนขาและแขนล้วนเป็นรอยบาดจากของมีคม ชุดสวมใส่ขาดวิ่น มือข้างหนึ่งกุมลำคอที่เลือดไหลทะลักไม่หยุด
“เฮ้ย ทำไมสภาพเป็นแบบนั้น เกิดอะไรขึ้น!?”
ชายคนดังกล่าวไม่สามารถพูดได้ เพราะลิ้นถูกตัด จึงพยายามชี้ไปยังทิศทางด้านหลัง ทว่าก่อนที่จะได้ข้อมูลอะไรมากกว่านั้น อีกฝ่ายก็ทิ้งตัวสลบเหมือดไปเพราะอาการเสียเลือดมาก
“นายปฐมพยาบาลหมอนี่ก่อน เดียวฉันไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
อะงุนิฝากฝังผู้บาดเจ็บไว้กับผู้ใช้ไฟ แล้วตัวเองผละไปอย่างรีบร้อน ไปยังทิศทางที่ชายปริศนาผ่านมา เกรงว่าอาจมีคนกำลังต้องการความช่วยเหลือ
“เดี๋ยวสิ รอฉันด้วย!”
ผู้ใช้โล่และมือธนูวิ่งตามหลังไปติด ๆ
เรย์เอง ก็รีบตามหลังพวกเขาจนมาถึงโถงหินขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเส้นทางแยกเชื่อมต่อสี่สาย และเท้าต้องหยุดชะงักลง เมื่อเห็นเลือดไหลนองไปทั่วพื้น จมูกของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นของของเหลวสีแดงที่อัดแน่น จุดกึ่งกลางของโถงถ้ำนั้นเต็มไปด้วยซากศพมนุษย์ประมาณห้าหกร่างซึ่งทับถม แต่ละร่างล้วนถูกตัดแขนและขาออก โลหิตสีแดงไหลออกจากรอยแผลเหล่านั้นจนดูราวกับก๊อกน้ำที่ลืมปิด
ในนั้นมีศพหนึ่งที่ดูแปลกประหลาดกว่าใคร
ซากศพที่เห็นนั้นดูราวกับดอกไม้ดอกหนึ่ง หัวของเหยื่อถูกตัดออกเพื่อเป็นส่วนกึ่งกลางของดอกไม้ประดิษฐ์ แขนขาของเหยื่อถูกฉีกกระชากและหักงอเพื่อนำไปวางต่อเติมตำแหน่งส่วนกลีบดอกไม้อันวิปลาส
“เหวอ! สัญลักษณ์นั่น ฝีมือของพวกสาวกผู้สั่นระฆัง!”
เรย์เคยจำต้องมีชีวิตในโลกวิปลาส ซ้ำเมื่อหนีจากที่นั่นมาได้ก็ยังหนีไม่พ้นเงื้อมมือของค่านิยมอันผิดเพี้ยน
‘รีบ ๆ ชินกับมันซะ’
เรย์นึกกับตนเอง ลำคอแห้งและร้อนผ่าว ช่างรู้สึกกระหายน้ำเสียเหลือเกิน เขาไม่ทราบว่าความรู้สึกนี้เกิดจากความตกใจหรือตื่นเต้น รู้แต่เพียงที่นี่เต็มไปด้วยความตาย เวลานั้นริมฝีปากของเขากลับปรากฏรอยยิ้มเล็ก ๆ ขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เรย์ยอมรับเลยว่าจิตใจของตนนั้นบิดเบี้ยวไปกับความตายที่ตนเผชิญมานับครั้งไม่ถ้วนในห้วงเวลาที่เหมือนกับหยุดนิ่งของดินแดนแห่งนั้น
จิตใจเขายังคงอยู่ที่นั่น เพื่อสัมผัสกับอีกตัวตนอันบ้าคลั่งที่อยู่ข้างใน สำหรับเขาในตอนนี้ความเป็นจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น... นั่นคือความรู้สึกอันร้อนระอุที่กำลังจะได้ฆ่าใครสักคนหนึ่ง
“สาวก? เป็นพวกประเภทไหนหรือครับ”
เขาเอ่ยถาม กดข่มน้ำเสียงแห่งความตื่นเต้นปีติไว้ข้างใน
“เป็นองค์กรลัทธิบูชาดันเจี้ยนที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลกน่ะ... พวกมันมีความเชื่อสุดโต่งว่าดันเจี้ยนคือสิ่งที่พระเจ้าส่งมาเพื่อชำระล้างเหล่ามวลมนุษย์ ไอ้สารเลวพวกนี้มักจะแฝงตัวและขัดขวางจนทำให้เกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนลิมิตเบรกอยู่บ่อยครั้ง และยังคอยลอบสังหารเหล่าผู้ตื่นรู้ที่สังกัดสมาพันธ์ของฮันเตอร์อีกด้วย”
“ผับผ่าสิ มันต้องยังอยู่แถวนี้แน่ ถึงจงใจแสดงสัญลักษณ์นั่นให้เห็น ระวังตัวกันด้ว—!”
การลอบโจมตีเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผู้ใช้โล่ถูกอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นดึงขาแล้วเหวี่ยงฟาดกับเพดานหินย้อยด้านบน
“อ๊าก!”
อะงุนิวิ่งเข้าไปรับร่างเพื่อนของตนก่อนที่จะร่วงโหม่งพื้น
“ข้าคือผู้ที่พระองค์ส่งมาเพื่อตรวจตราแผ่นดินโลก”
มีเสียงลอยแผ่วเบามาตามสายลม ทว่าไม่สามารถหาตัวเจ้าของเสียงพบ
นี่เป็นครั้งแรกที่เรย์เห็นมือธนูหยิบเอาลูกศรจากกระบอกไม้ด้านหลังมาใช้งาน
เขามองเห็นปลายลูกธนูส่องแสงเรืองสีฟ้าออกมาอย่างแผ่วเบาขนาดที่กำลังง้างคันศร
ฟิ้ว!
ลูกศรถูกยิงออกไปได้ครึ่งทาง มันแตกออกเป็นลูกแก้วขนาดเล็กนับสิบลูก ชิ่งกระทบกับผนังถ้ำกระเด้งกระดอนไปมา เป็นการโจมตีกินรัศมีครอบคลุมพื้นที่ด้านหน้าเกือบทั้งหมด
ทุกอย่างเงียบสงบลงอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าเพราะศัตรูถูกการโจมตีนี้ไปหรือไม่
แต่ไม่นานก็ได้รู้คำตอบ เมื่อร่างของมือธนูถูกบางสิ่งจับเหวี่ยงฟาดเข้ากับกำแพงด้านข้างตามไปอีกคน
อะงุนิไม่มีเวลาห่วงเพื่อนอีกต่อไป รีบถืออาวุธยืนขวางร่างเพื่อนที่กำลังบาดเจ็บ โดยสายตายังสอดส่องไปรอบ ๆ มองหาตำแหน่งศัตรูแต่ก็ไม่พบ
“ไอ้ขี้ขลาด โผล่หัวออกมาสิวะ!”
ยังไม่ทันที่อะงุนิจะพูดจบดี เรย์ก็พุ่งเข้ามาฟันใส่พื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าอะงุนิ
เลือดหนึ่งหย่อมสาดกระเซ็น พร้อมกับอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนลิ้นปรากฏออกมาตรงจุดที่เรย์ฟันใส่เมื่อครู่
ไม่จบเพียงเท่านั้น เรย์ยังชักดาบยาวฟาดปราณคมแสงพุ่งใส่เพดานจนแท่งหินย้อยด้านบนหักถล่มลงมา
“กะ... แก ไอ้คนบาป! แกมองเห็นฉันงั้นเรอะ!?”
ร่างของศัตรูปรากฏขึ้นแก่สายตาเป็นครั้งแรก
“พวกอัลเตอร์เอโก้? ประเภทสัตว์เลื้อยคลาน โมเดลกิ้งก่า!”
อะงุนิอุทานอย่างตกใจ ศัตรูที่พวกเขากำลังเผชิญหน้ามีรูปร่างคล้ายสัตว์เลื้อยคลานผสมกับมนุษย์ มีผิวสีเขียวอมฟ้า หนามยาวโค้งประดับอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้มันดูน่าเกรงขามและอันตราย กล้ามเนื้อแข็งแกร่งและบึกบึนโดยเฉพาะที่แขนและขา ทำให้เห็นถึงพละกำลังที่มันมี ดวงตาของมันเปล่งแสงวาววับ
มันสวมเกราะหนังกระดูก ซึ่งดูเหมือนเป็นเกราะที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ แต่ก็ดูจะมีประสิทธิภาพสำหรับการต่อสู้ อาวุธที่มันถือในมือเป็นดาบคู่ มีใบดาบโค้งปลายแหลมเหมือนฟันของสัตว์ร้าย
เรย์ชะงักไปเล็กน้อย เขาพอจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้าง เพราะเป็นสิ่งที่ริเสะนั้นกำลังประสบกับปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ‘อัลเตอร์เอโก้’ หรือ ‘ร่างสถิต’ นี้ และเขายังจำได้ว่าเคยเห็นร่างประเภทนั้นมาแล้วเมื่อแปดปีก่อน
อัลเตอร์เอโก้นั้นเป็นอัตลักษณ์ประเภทหนึ่ง ละทิ้งความเป็นมนุษย์เพื่อกลายร่างเป็นเผ่าพันธุ์อื่นได้ในระดับเซลล์ ช่วยเพิ่มทั้งพละกำลังและความสามารถในทุกด้าน
ทว่าก็แลกมาด้วยข้อเสียอย่างร้ายแรงเช่นเดียวกัน หากใช้งานอย่างไม่ระวัง
“ดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยสีสันประหลาดนั่น คงจะเป็นเนตรมารที่ทำให้มองเห็นฉันได้งั้นสินะ!”
ศัตรูในร่างสัตว์เลื้อยคลานเหมือนกิ่งก่าไม่รอคำตอบ เผยจิตมุ่งเป็นปฏิปักษ์ออกมา มันเป็นฝ่ายค้วงมีดเล่มใหญ่เปิดศึกพุ่งเข้าใส่ทันทีที่สิ้นเสียง ภายในใจเต็มไปด้วยโทสะ ที่ปลายลิ้นของตนถูกตัดจนแหว่ง
อะงุนิไม่มีเวลาสนใจเรื่องเนตรมารของเรย์ ตั้งดาบรอรับการบุก ทว่าศัตรูก็ปรับผิวหนังให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมและหายไปจากสายตาอีกครั้ง
เรย์กับอะงุนิยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดีกันทั้งคู่ เขาเลือกฉากออกซ้าย และผลักอะงุนิที่มองไม่เห็นศัตรูออกไปอีกด้าน เพื่อหลบการโจมตีล่องหนจากศัตรู เพราะแม้แต่อาวุธหรือเสื้อเกราะเบาที่อีกฝ่ายใช้งานนั้นก็หายไปจากสายตาด้วยเช่นกัน
“คุณอะงุนิพาคนอื่นถอยไปก่อนครับ ทางนี้ผมรับมือเอง”
อะงุนิเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะตนเองมองไม่เห็นศัตรู เข้าไปช่วยก็รังแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาเด็กหนุ่ม
เรย์กระโดดหลบสั้น ๆ ไปด้านหลัง ฟาดดาบกลับมาหนึ่งที
อะงุนิมองเห็นเรย์เข้าปะทะกับความว่างเปล่าตรงหน้า หากไม่เห็นประกายของโลหะยามกระทบกันเข้า ตนคงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังฝึกซ้อมกระบวนท่ายามว่าง
ระหว่างนั้นเรย์สบโอกาสอาศัยจังหวะเปิดใช้งานรูน ᛉ เอลกีซ ‘Firefly’ ส่องสว่างที่อะงุนิฝากเก็บไว้
ถึงจะกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น แต่ปฏิกิริยาตอบสนองต่อแสงนั้นก็ไม่ต่างจากมนุษย์ เพราะงั้นแสงวูบวาบปริมาณมากจะทำให้ร่างกายเกิดสภาพตื่นตัวชั่วขณะ แสงแรงสูงจะกระตุ้นสมองให้หลั่งสารโดพามีนอย่างรวดเร็วจนทำให้ร่างกายตกอยู่ในสภาวะมึนงงเคลิบเคลิ้มไปครู่หนึ่ง
เมื่อจดจ่อเกินไปในสภาพอันตื่นตัว จะทำให้การตัดสินใจและสัมผัสด้านเวลาคลาดเคลื่อน เป็นยุทธวิธีทั่วไปที่เจ้าหน้าที่มักใช้ในการสอบปากคำ
เรย์ขยับเปลี่ยนทิศทางดาบ ใช้ปลายดาบเกี่ยวไส้ของศพบนพื้นโยนขึ้นไปด้านบน แล้วสะบัดดาบฟันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนเกิดละอองเลือด ละเลงไปบนร่างของศัตรูจนวิธีพลางกายใช้ไม่ได้ผล คราบโลหิตที่ชโลมทำให้เผยตำแหน่งออกมาเด่นชัด
เขาเลือกใช้วิธีนี้ เพราะคิดว่าหากต้องต่อสู้พร้อมกับเปิดเนตรมารไปด้วยคงสู้ยืนระยะได้ไม่นาน มีหวังประสาทสัมผัสทั้งหมดเสียหายก่อนจบการต่อสู้
“หนอย! เจ้าเล่ห์นักนะ!”
มีดสองด้ามของศัตรูส่องแสงเรือง เหวี่ยงฟาดลงมาพร้อมกัน
แต่เรย์กลับไม่ถอยหลบ ชักดาบขึ้นตั้งการ์ดป้องกันรับแรงกระแทก ขณะถอยครูดไปด้านหลัง คลื่นลำแสงจากชักดาบฟันก็วาบพุ่งออกไปแล้ว
ศัตรูหลบด้วยการกระโดดขึ้นไปเกาะบนเพดาน มันบ้วนกระสุนลมยิงออกจากปาก ในจังหวะเดียวกันกับที่เรย์ออกวิ่งขึ้นหน้าหลบพ้นการโจมตีนี้
อีกฝ่ายก็ไม่ปฏิเสธคำเชื้อเชิญนั้น ดีดตัวลงจากเพดาน กระโจนเข้าแลกในระยะประชิด
เคร้ง!
แรงปะทะส่งผลให้สองฝ่ายดีดออกจากกัน แต่ทั้งคู่ต่างขยับเข้าหาโจมตีซ้ำทันที
“แกสังกัดกิลด์ไหนวะไอ้หนู”
มันถามอย่างสงสัย เพราะคิดว่าวันนี้น่าจะมีแต่เหยื่อที่หลงเข้ามาให้มันเชือดได้ง่าย ๆ
ความเร็วในการเคลื่อนไหวของศัตรูนั้นเหนือกว่าเรย์อย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งหมดนั่นก็ถูกชดเชยด้วยเพลงดาบอันรวดเร็วที่มีท่าร่างอันแปลกประหลาด ซึ่งมันไม่เคยพานพบจากสำนักไหนมาก่อน
“อะ ไม่ต้องตอบฉันก็ได้ เพราะเดียวแกก็จะลงไปนอนเป็นศพเพิ่มตรงนั้นไม่ต่างกัน กร๊ากกก ฮ่าฮ่าฮ่า”
“ผมก็ไม่อยากทำความรู้จักกับศพแบบคุณเหมือนกัน”
เรย์ตอกกลับด้วยคำพูดแดกดันชนิดเดียวกัน ตอบโต้กันไปมาด้วยอารมณ์เย่อหยิ่ง เหมือนไม่คิดจะใส่ใจฝ่ายตรงข้าม
“ฉันล่ะเกลียดไอ้พวกหน้าตายแบบแกชะมัดเลยว้อย!”
เคร้ง!