บทที่ 37 คลินิกผู้ป่วยนอก
ดังเหรอ?
หานชิงอวี่มองไปที่เจิ้งอวิ๋นที่อยู่ข้างหน้า ดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ อาจารย์ตรงหน้ากำลังพูดถึงอะไรกันแน่นะ?
ทว่าเมื่อเขาเปิดโทรศัพท์ หลังจากเห็นแชตกลุ่มที่ตนเพิ่งถูกดึงเข้ามาถึงจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
เขาเห็นรูปตัวเองตอนยืนหน้าโต๊ะคัดกรองโต้แย้งกับหมอคนนั้นเมื่อกี้ ที่แท้ก็โดนคนถ่ายรูปแล้วส่งเข้ากลุ่มงาน
[นี่คือเด็กโง่จากแผนกไหนกัน? ขนาดหมออิงก็ยังกล้ายุ่ง ทุกคนมาดูว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมงานใครหน่อย แล้วรีบพาเขากลับไปเร็ว]
[แม่เจ้าโว้ย หมออิงเป็นผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลเชิญกลับมาทำงานอีกครั้งนะ ได้ยินมาว่าเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมอีก หมอนี่ยังกล้าไปสู้เขาอีก ช่าง...น่าสงสารจริง ๆ]
[แต่พูดถึงเรื่องนี้ เหมือนจะไม่เคยเห็นเขาที่นี่มาก่อนเลย เป็นไปได้ไหมว่าอยู่แผนกอื่นในโรงพยาบาลของเรา? เช่น แผนกผู้ป่วยในหรือแผนกฉุกเฉิน ถ้าเขาอยู่คลินิกผู้ป่วยนอกของเราจริง ๆ งั้นเขาก็โคตรซวยเลยล่ะ]
ทุกคนยังคงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าในแชตกลุ่มมีคนเพิ่มมาอีกคน
แต่ลองคิดดูแล้ว ในคลินิกผู้ป่วยนอกมีแผนกต่าง ๆ มากมาย แม้แต่เพื่อนร่วมงานในแต่ละแผนกอาจยังไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ แล้วจะไปสนใจเรื่องของแผนกอื่นได้อย่างไร
เมื่อเห็นหานชิงอวี่อ่านความคิดเห็นของทุกคนแล้ว เจิ้งอวิ๋นก็พูดด้วยรอยยิ้มกริ่ม “เป็นไงบ้าง รู้สึกอย่างไรที่ทำให้คนอื่นไม่พอใจทันทีที่มา?”
หานชิงอวี่ยิ้มอย่างไม่สนใจ “ผมคิดว่าผมทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ ดังนั้นหากทำให้ไม่พอใจก็ไม่ต้องพอใจ”
ที่จริงแล้วเขารู้สึกจริง ๆ ว่าเมื่อกี้เขาค่อนข้างจะควบคุมอารมณ์ไว้แล้ว แม้ว่าอาจทำให้หมอที่ชื่ออิงชื่อจ้งเสียหน้าไปบ้างก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับฝ่ามือของคนคนหนึ่ง เขาจะไม่ชี้ให้เห็นวิธีนี้ไม่ได้
เจิ้งอวิ๋นยิ้มอย่างอารมณ์ดีและพยักหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนจะพอใจกับคำตอบของหานชิงอวี่
“ในเมื่อนายมีนิสัยแบบนี้ งั้นการที่นายมาที่นี่ ก็ถือว่าค่อนข้างเหมาะสมเลยทีเดียว”
ขณะที่เจิ้งอวิ๋นพึมพำ เขาก็พาหานชิงอวี่ไปยังออฟฟิศ
ในออฟฟิศนี้ไม่เพียงแต่มีเจิ้งอวิ๋นและหานชิงอวี่เท่านั้น แต่ยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งด้วย
ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจกับการมาถึงของหานชิงอวี่ เมื่อทั้งสองคนเดินเข้าประตู เธอก็แค่เงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่งแล้วก็ก้มหัวลงทำธุระของตัวเองต่อ
“คนนี้คือเยี่ยเจียอี๋ เป็นสมาชิกกลุ่มเล็ก ๆ ของเราด้วย ต่อไปพวกนายก็ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไปแล้วกัน”
ระหว่างก้าวไปตามทาง ก็ใกล้จะถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว หลังจากที่เจิ้งอวิ๋นอธิบายบางอย่างแล้ว เขาก็ปล่อยให้ทุกคนไปกินข้าวกลางวัน
หลังพักเที่ยง หานชิงอวี่ก็กลับมาที่ออฟฟิศและเจอหญิงสาวที่ชื่อเยี่ยเจียอี๋เมื่อกี้นั่งอยู่บนที่นั่งของเธอแล้ว
และข้างเธอ มีคนไข้ที่แขนแดงฉานคนหนึ่ง ในเวลานี้กำลังเหยียดแขนพูดออกมา และพูดอะไรบางอย่างกับเยี่ยเจียอี๋
ในใจหานชิงอวี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดเล็กน้อย
ถึงอย่างไรตอนที่เขาออกไปกินข้าวกับอาจารย์ ยังมีหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในออฟฟิศยืนหยัดทำงานของเธออยู่ แม้ว่าถ้าพูดตามหลักแล้ว ช่วงเวลานี้ควรเป็นช่วงพักเที่ยง แต่ในสายงานนี้ จะหาความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวได้อย่างไร?
ด้วยความรู้สึกที่สะเทือนใจ หานชิงอวี่จึงเอนตัวมองไปทางเยี่ยเจียอี๋ ดูว่ามีอะไรที่เขาพอช่วยได้บ้าง
ถ้าพี่สาวคนนี้ยังไม่ได้กินข้าว เขายังสามารถทำแทนเธอสักพักแล้วให้เธอไปกินข้าวก่อนได้
ท้ายที่สุดกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเดินไปถึงข้างกายเยี่ยเจียอี๋ แพทย์หนุ่มถึงกับประหลาดใจกับภาพที่อยู่ตรงหน้า
บนกระดาษตรงหน้าเยี่ยเจียอี๋ มีฟอร์มเวชระเบียนที่โรงพยาบาลใช้ในการตรวจแผ่นหนึ่ง ด้านหน้าการตรวจแต่ละประเภทมีช่องเล็ก ๆ หากแพทย์แนะนำให้คนไข้ทำการตรวจอะไรก็จะทำเครื่องหมายถูกลงในช่องนั้น
บนหน้ากระดาษตรงหน้าเยี่ยเจียอี๋ แทบจะทุกการตรวจมีเครื่องหมายถูกอยู่ด้านหน้า
จากนั้นเธอก็ตวัดเขียนชื่อตัวเองบริเวณเซ็นชื่อด้านล่าง และวางกระดาษแผ่นนั้นไว้ตรงหน้าคนไข้
“กรุณาไปทำการตรวจก่อนนะคะ ช่องไหนที่ฉันขีดถูกไว้จะต้องไปตรวจทั้งหมด”
เมื่อเห็นว่านานแล้วคนไข้ยังไม่ไป เธอก็อดไม่ได้ที่จะถามอย่างแปลกใจ
“ยังมีคำถามอะไรอีกไหมคะ?”
คนไข้เพียงบ่นพึมพำเบา ๆ “ตรวจเยอะขนาดนี้เลย…”
หลังจากได้ยิน เยี่ยเจียอี๋ก็ขมวดคิ้วมุ่นแล้วพูดว่า “คนไข้คนอื่นก็ต้องตรวจแบบนี้เหมือนกันค่ะ ก็เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งนั้น”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธที่ต้องทำโอทีตอนเที่ยงหรือเปล่า หรือเพราะว่าไม่ตั้งใจดูอาการคนไข้กันแน่
แม้ว่าหานชิงอวี่จะไม่ได้ใช้ระบบตรวจร่างกาย แต่ก็สามารถบอกได้ทันทีว่าคนไข้ที่อยู่ตรงหน้าเขาน่าจะเป็นลมพิษธรรมดาที่เกิดจากการป่วยไข้ แต่เยี่ยเจียอี๋ยังคงเลือกให้คนไข้ไปรับการตรวจที่ยุ่งยาก
เมื่อเห็นท่าทางไม่เต็มใจของคนไข้ หานชิงอวี่จึงทนไม่ไหว ก้าวไปข้างหน้าแล้วพูดว่า
“คนไข้ดูเหมือนเป็นลมพิษนี่ครับ การตรวจบางอย่างสามารถเลี่ยงได้ อย่างเช่น”
ขณะที่เขาพูด เขาก็เหยียดนิ้วออกไปแตะรายการตรวจบนเวชระเบียนหลายครั้ง
เยี่ยเจียอี๋มองไปที่แขนแดงก่ำของคนไข้แล้วใบหน้าพลันแดงระเรื่อ แต่เธอก็โต้แย้งกลับไปทันที
“สมแล้วที่หมอหานที่เพิ่งมาคลินิกก็หักหน้าคนอื่นไปทั่ว ตอนนี้คงมาถึงตาฉันแล้วสินะคะ”
“ทุกอย่างที่คุณพูดถูกเสมออยู่แล้ว ฉันจะเปลี่ยนเดี๋ยวนี้~”
ขณะที่พูด เธอก็หยิบปากกาขึ้นมา ขีดฆ่าเครื่องหมายถูกหลายอันที่อยู่ในช่องบนกระดาษ
คนไข้มองหานชิงอวี่ด้วยสายตาขอบคุณทันที ตามการตรวจเดิม เขาไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาและเงินไปมากขนาดไหน
ใบรายการตรวจที่อยู่ในมือตอนนี้ดีกว่าก่อนหน้านี้มาก
ทว่าหลังจากรอคนไข้เดินออกไปแล้ว เยี่ยเจียอี๋ใช้มือประคองหัวเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วยุ่งมองไปทางหานชิงอวี่ที่อยู่ด้านข้าง
“หมอหาน คุณยังมีอะไรจะแนะนำฉันอีกไหมคะ?”
“หรือมาในสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ ก็เลยอยากจะแสดงอำนาจกับฉันเป็นพิเศษเหรอ?”
หานชิงอวี่ได้ยินคำพูดเยี่ยเจียอี๋ก็ถึงกับงง
แม้จะรู้ว่าในใจเยี่ยเจียอี๋อาจจะอารมณ์เสีย แต่ก็คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดออกมาตรง ๆ แบบนี้ เขาแค่เห็นว่าการตรวจเยอะขนาดนั้นมันยุ่งยาก จึงพูดถึงมันแบบสบาย ๆ ส่วนความคิดอื่น ๆ เขาถูกใส่ความจริง ๆ
ดังนั้นแพทย์หนุ่มจึงรีบพูดกับเยี่ยเจียอี๋ตรงหน้าว่า: “แน่นอนว่าไม่ใช่ ผมแค่คิดว่า…”
แต่ทันทีที่หานชิงอวี่เพิ่งจะอ้าปากก็ถูกเยี่ยเจียอี๋ขัดจังหวะ “แค่? แค่อะไร!”
“แค่คุณหมอหานคิดว่า สิ่งที่หมอใจดำอย่างพวกเราทำนั้นผิดทั้งหมด มีแค่คุณคนเดียวที่ทำถูกต้องใช่ไหม?”
หานชิงอวี่กำลังจะแก้ตัวต่อ แต่ที่หน้าประตูก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมา เมื่อกี้ในห้องยังมีเสียงเจี๊ยวจ๊าว แต่ก็เงียบลงทันทีหลังจากได้ยินเสียงฝีเท้า
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้เลย ครู่ต่อมาเจิ้งอวิ๋นก็ปรากฏตัวตรงหน้าประตู