ปกรณัมนักเรียนขั้นเทพ

    ตอนที่ 26 : แค่ถามทางเฉยๆ!

    “คุณเฉิง สวัสดีครับ! ได้ยินว่าคุณสนใจรถลัมโบร์กีนีหรือครับ รถคันนี้ปี 2013 ขนาด 6.51 เครื่องยนต์ v12 กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 700 แรงม้า อัตราการเร่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงเพียง 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 390 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 7.5 ล้านครับ ถ้าหากคุณผู้ชายสนใจสามารถทดลองขับก่อนได้เลยครับ ” ผู้จัดการจาง บอกข้อมูลรถให้ เฉิงหยู่ ฟังคร่าวๆ แน่นอนว่าเขาดูแค่ความเท่ของรถเท่านั้น ดังนั้นต่อให้ผู้จัดการอธิบายไปเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี


    เฉิงหยู่หยิบกุญแจจาก ผู้จัดการจาง จากนั้นก็สตาร์ทเครื่อง ขับออกไปลองที่ลานทดสอบรถด้านหลังโชว์รูม เฉิงหยู่ รู้สึกตื่นเต้นมาก ทันทีที่รถคันนี้พุ่งทะยานออกไป มันเยี่ยมยิ่งกว่าความรู้สึกเวลาเขาเหาะทะยานอยู่บนท้องฟ้าเสียอีก


    หลังจากขับวนด้วยความเร็วราวกับพายุเฮอริเคนอยู่รอบหนึ่ง เฉิงหยู่ ก็ขับกลับมาที่โชว์รูมด้านหน้า โดยมีจางเฟิงกับสู่ลี่รอยืนรออยู่ “คุณเฉิง รถคันนี้เป็นยังไงบ้างครับ?”


    “อื้ม ไม่เลวเลย เอาคันนี้ล่ะ ฝากจัดการต่อให้ผมหน่อยนะ” เฉิงหยู่ พูด


    “ได้ครับ สู่ลี่ เธอพาคุณเฉิงไปจัดการเรื่องต่อให้ที” หลังพูดจบ จางเฟิงก็เดินกลับเข้าห้องทำงานไป


    “คุณเฉิง กรุณาตามดิฉันมาค่ะ!” สู่ลี่ พาไป เฉิงหยู่ ไปที่โต๊ะเพื่อเตรียมเอกสาร


    เมื่อหญิงสาวก่อนหน้าเห็นเฉิงหยู่ต้องการซื้อรถคันนั้น ก็นิ่งอึ้งกันไปเลยทีเดียว คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะตาถั่วขนาดนี้ ทั้งๆที่เด็กหนุ่มคนนั้นมีเงินมากมายแท้ๆ ส่งผลให้เวลานี้พวกเธอมอง สู่ลี่ ด้วยความอิจฉา


    วันนี้ สู่ลี่ ดีใจมาก คิดไม่ถึงว่าคุณผู้ชายน้อยจะสามารถซื้อรถแพงขนาดนี้ได้ นี่เป็นหัวบิลแรกที่เธอเปิดขายได้ในการทำงานที่นี่ แต่แค่ยอดนี่ยอดเดียวก็ได้หลายหมื่นแล้ว


    “คุณสู่ ลองดูสายของคนพวกนั้นสิ จ้องมองเธอแบบจะกินเลือดกินเนื้อกันเลยนะ วันนี้เปิดบิลแรกได้ค่าคอมพ์เพียบเลยไม่ใช่รึไง คุณไม่คิดจะเลี้ยงข้าวผมสักหน่อยเหรอ!” เฉิงหยู่ พูดแซว สู่ลี่ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม


    “ ฮิฮิ วันนี้ต้องขอบคุณมากๆค่ะ นี่เป็นบิลแรกที่ฉันขายได้นับตั้งแต่มาทำงานที่นี่เลย จะให้เลี้ยงข้าวล่ะก็ไม่มีปัญหา แต่คงต้องรอให้ฉันเลิกงานก่อนนะคะ ” สู่ลี่ พูดอย่างมีความสุข


    “งั้นเธอเลิกงานกี่โมงล่ะ?”


    “หกโมงเย็นค่ะ”


    “งั้นเธอติดเลี้ยงข้าวฉันมื้อหนึ่งนะ ตอนนี้แค่บ่ายสองโมงกว่าๆเอง ฉันรอไม่ไหวหรอก” อันที่จริงเขาอยากจะกระชับความสัมพันธ์กับสาวงามคนนี้ต่ออีกสักหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะต้องรอนานขนาดนี้ เฉิงหยู่ จะเบื่อซะก่อน


    -----


    ในที่สุดก็มีรถเป็นของตัวเองสักที เฉิงหยู่ จึงขับรถของตนเองพุ่งทะยานไปตามท้องถนน ถึงแม้ว่าโลกก่อนนั้น เฉิงหยู่ จะบินได้ก็ตาม แถมยังเร็วและสะดวกสบายกว่า เพียงแต่ในโลกปัจจุบันนี้ รถยนต์ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะรถสปอร์ตสุดหรูหราเช่นนี้ ทำให้ตัวเขาดูมีบารมีขึ้นมา เฉิงหยู่ ชอบใจเอามากๆ


    หลังจากขับไปได้สักพักหนึ่ง เฉิงหยู่ ก็ต้องสับสนอีกครั้ง เพราะตอนนี้เขาหลงทางเสียแล้ว! ในโลกของเทพเซียนแม้จะใหญ่โตมากเพียงใด แต่เขาก็ไม่เคยหลงทาง แต่ที่นี่แค่เพียงพริบตาเดียวเขาก็หลงทางซะแล้ว


    “วี่หว่อๆๆ!” ในเวลานั้นเองก็มีรถตำรวจคันหนึ่งขับตามมาจากด้านหลัง เมื่อเฉิงหยู่ได้ยินเสียงไซเรน ก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที! หลังจอดรถเขาก็เตรียมตัวออกไปถามทางกับตำรวจ ระหว่างนั้นเองรถตำรวจก็เข้ามาจอดต่อท้ายรถของเขา พร้อมกับมีตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามา พอถอดหมวกกันน็อคออก ทันใดนั้นเขาก็ต้องตกตะลึง กลายเป็นว่าตำรวจคนนี้ เป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้หนึ่ง


    “ไอ้หย๋า คุณตำรวจสาวสวย มาช่วยผมได้ทันเวลาพอดีเลยนะเนี่ย พอดีผมจะถามอะไรหน่อย ถนนเป่ยเฟิงไปทางไหนเหรอครับ?” ก็เห็นว่าตำรวจสวยขนาดนี้ เฉิงหยู่ ก็ยิ้มกว้าง พร้อมกับถามขึ้นด้วยความกระตือรือร้น


    “ถนนเป่ยเฟิง ออกไปทางซ้ายนี้ล่ะ แต่ก่อนหน้านั้นคุณต้องจ่ายค่าปรับก่อน ขออณุญาติตรวจสอบใบขับขี่ด้วย” พอตำรวจหญิงเห็นว่าคนขับรถเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น ก็หมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “ค่าปรับ? ค่าปรับอะไรกัน?” เฉิงหยู่ ถามแบบงงๆ


    “คุณขับเร็วเกินอัตรากำหนดไป 75% ตามกฎหมายแล้ว ต้องโดนหักหกคะแนนใบขับขี่ และปรับอีกสองพัน กรุณาแสดงใบขับขี่ด้วยค่ะ” หานเสวี่ยกล่าวแจกแจง


    รถคันนี้ฉันซื้อมาด้วยตัวเอง ทำไมถึงขับเร็วไม่ได้ ? งั้นจะซื้อรถสปอร์ตมาทำไมกันล่ะ? แล้วที่โลกเซียนนก็ไม่เคยมีใครมาบอกว่าบินเร็วเกินกำหนด วันนี้เพิ่งซื้อรถออกมาก็โดนซะแล้ว! แล้วไหนจะใบขับขี่อะไรนั้นอีก มันคือของอะไรกันล่ะนั้น ฉันต้องมีมันถึงจะขับรถได้อย่างนั้นเหรอ?


    “ไม่มีหรอกครับ!” ดังนั้น เฉิงหยู่ ก็พูดตรงๆออกไป เขาเป็นชายหนุ่มที่แสนซื่อตรงและนิสัยดี โดนเฉพาะต่อหน้าสาวสวย เขาย่อมไม่อยากโกหกให้เสียภาพลักษณ์


    “ไม่มีหรือ?” หานเสวี่ย ก็งงๆเล็กน้อย จะมีใครที่ไม่แสดงใบขับขี่เมื่ออยู่ต่อหน้าตำรวจ แถมเจ้าหนุ่มคนนี้ ยังขี้เกียจจะหาข้อแก้ตัวอีกด้วย กล้าพูดออกมาตรงๆ แบบนี้ไม่รู้ว่าใหญ่มาจากไหน!


    “พ่อเธอคือ หลี่กางรึไง?” หานเสวี่ย ถามจริงถามขึ้นอย่างหงุดหงิด


    “ไม่รู้จัก!” ยิ่งคุย เฉิงหยู่ ก็ยิ่งงง เขาจะมีใบขับขี่หรือไม่มีแล้วเกี่ยวอะไรกับหลี่กาง เขาไม่อยากพูดคุยกับตำรวจสาวนี้แล้ว ดังนั้นจึงเตรียมเหยียบคันเร่งออกไปทันที


    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ถ้าหนีจะถือว่าขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ลงจากรถ แล้วไปสถานีตำรวจกับฉันเดี๋ยวนี้ด้วยค่ะ ฉันจะล็อกรถคุณไว้ก่อน” เมื่อหานเสวี่ยเห็นว่าเขาจะขับหนี จึงรีบวิ่งมาขวางหน้ารถไว้


    “นี่เธอ! บ้าหรือเปล่า! ฉันแค่จะถามทางแค่นั้นเอง แล้วคิดจะทำอะไรกัน ? ก็ยอมรับนะว่าฉันน่ะรูปหล่อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมาขวางทางฉันได้!” พอเห็นตำรวจหญิงพุ่งเข้ามาขวาง เฉิงหยู่ ก็เริ่มมีอารมณ์แล้วเช่นกัน


    “ลงจากรถเดี๋ยวนี้ แล้วรีบไปสถานีตำรวจกับฉัน ไม่งั้นฉันจะแจ้งข้อหาขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงาน ถ้าโดนข้อหานี้เรื่องคงไม่จบง่ายๆแน่!” หานเสวี่ย โกรธมาก เธอไม่เคยเห็นคนจองของขนาดนี้มาก่อน ทำผิดกฎหมายแล้วยังจะคิดหนีอีก แล้วที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือเจ้าบ้า แสดงออกราวกับว่าตนเองไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วจะไม่ให้เธอโกรธได้ยังไงกัน


    “ฮุ่ยหนานไฮเวย์ๆ มีรถหนึ่งคันไม่สวมป้ายทะเบียนยี่ห้อ ลัมโบร์กีนี ช่วยมาลากไปที!” หานเสวี่ย ใช้วิทยุตำรวจสื่อสาร


    “คุณผู้หญิง คุณต้องการอะไรกันแน่? แค่สองพันใช่ไหมล่ะ ให้แล้วก็จบใช่ไหม?” เฉิงหยู่ รู้ว่าถ้าดึงดันต่อไป ผู้หญิงคนนี้คงไม่ยอมจบง่ายๆแน่ จากนั้นก็ลงรถมาพร้อมพูดกับ หานเสวี่ย


    “ค่าปรับแน่นอนว่าต้องจ่าย แต่ตอนนี้คุณไม่มีใบขับขี่ ตามกฎจราจรแล้ว ฉันต้องกัดขังคุณสิบห้าวันแล้วก็ปรับอีกสองพัน” พอเห็น เฉิงหยู่ ลงจากรถ หานเสวี่ย ก็ถอนหายใจโล่งอก ดังคำว่า แข็งเป็นอ่อน หนักเป็นเบา แล้วก็กลัวตาย ใครไม่กลัวตายก็บ้าแล้ว แถมเจ้าหนุ่มนี่ยังดูเหมือนคนสติไม่ดีอีกด้วย


    “คนสวย เธอไม่ทำเกินไปหน่อยหรือ นี่ฉันก็จะจ่ายค่าปรับให้แล้ว แต่กลับไม่ยอมให้จ่ายเนี่ยนะ? ตอนนี้ฉันไม่มีเงินสด รูดบัตรแทนได้ไหม?”


    “รอให้ถึงสถานีตำรวจก่อนค่อยคุยกัน! เอ้าขึ้นรถซะ!” หานเสวี่ย เรียกแบบห้วนๆ แล้วสวมหมวกกันน็อค จากนั้นก็ขับมอเตอร์ไซค์มาจอดด้านหน้าเฉิงหยู่


    เฉิงหยู่ เห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ รู้สึกว่าตัวเองคงหนีไปไหนไม่ได้ซะแล้ว เขาขึ้นมานั่งบนมอเตอร์ไซค์ พร้อมโอบไปที่เอวของตำรวจสาว จากนั้นก็เลื่อนมือขึ้นไปจับเนินเขาคู่ใหญ่ที่อยู่ด้านบน พร้อมกับกระชับมือ อื้ม ใส่ชุดตำรวจแบบนี้ดูไม่ออกเลย คิดไม่ถึงเลยว่าจะแจ่มแจ๋วขนาดนี้ ช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่เลว ถ้าเทียบกับของ หยางลั่วเซวียะ ใครจะแจ๋วกว่ากันนะ ถ้ามีโอกาสคงต้องลองจับดู


    “เอามือออกเดี๋ยวนี้นะ!” พอเห็น เฉิงหยู่ เลื่อนมือมาจับหน้าอกของตัวเอง หานเสวี่ยก็เลือดขึ้นหน้าทันที จากนั้นก็หันกลับมาด่าเขา


    “โอ๊ะ? อ๋อ! อ่าๆ ขอโทษทีๆ มันเป็นการนั่งครั้งแรกน่ะ ก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อย อย่าถือสาเลยนะ!” เฉิงหยู่ เหมือนจะดูไม่รู้สึกผิดเท่าไหร่ จากนั้นก็เลื่อนมือมาโอบเอว หานเสวี่ย ต่อ


    ----------


    สิบนาทีให้หลัง ทั้งสองก็มาถึง สถานีตำรวจจงไห่


    “เสี่ยวจ้าว นายพาเข้าไปที่ห้องสอบสวน เดี๋ยวฉันจะไปทำเรื่องลงบันทึกประจำวัน” พอเข้ามาถึง สถานีตำรวจ หานเสวี่ย ก็ออกคำสั่งกับตำรวจหนุ่มอีกนายทันที


    เฉิงหยู่ นั้งลง จากนั้น หานเสวี่ยก็ตามเข้ามา ปิดประตูแล้วเริ่มสนทนากับ เฉิงหยู่ “ชื่ออะไร?”


    “เฉิงหยู่”


    “เพศ?”


    “หญิง” เฉิงหยู่ ไม่สบอารมณ์ เห็นแล้วยังจะถามอีก ชัดเจนขนาดนี้ดูไม่ออกหรือไง?


    “ช่วยตอบดีๆหน่อย” หานเสวี่ย เหลือบมอง เฉิงหยู่


    “เธอไม่เชื่อหรือ! พวกเราลองแก้ผ้ามาพิสูจน์ดูไหมล่ะ?”


    “ถ้าหากนายยังขืนเป็นแบบนี้ ฉันจะแจ้งข้อหาก่อกวนเจ้าหน้าที่เพิ่ม ”


    “เธอก็รู้ว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงแล้วยังจะถาม? ใครกันแน่ที่กวน?” เฉิงหยู่ พูดด้วยความโมโห บ้าชะมัด! เพิ่งซื้อรถมาแท้ๆ แต่ดันถูกลากตัวมาที่โรงพัก ตำรวจนี้พวกคิดจะจับเทพเซียนหรือไงกัน


    “อายุ?” หานเสวี่ย ไม่ตอบสนองและไม่สนใจปัญหาของ เฉิงหยู่


    “18”


    “ที่อยู่?”


    “ถนนหลวงเป่ยฟาง เลขที่85 ”


    พอได้ยินว่าอยู่ที่นี่ หานเสวี่ย ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา นี่มันที่อยู่ของท่านนายกไม่ใช่หรือ? หานเสวี่ย พยามสังเกตท่าทางของ เฉิงหยู่ แต่เหมือนเขาจะไม่ได้พูดโกหก ปกติแล้วคงไม่มีใครรู้ที่อยู่ท่านเช่นนี้


    “ท่านนายกจ้าวเป็นอะไรกับเธอ?”


    “เป็นอาของฉันเอง”


    “ไม่แปลกใจเลย นายคิดว่าเป็นหลานท่านนายกแล้วจะวางท่าอวดเบ่งทำอะไรก็ได้งั้นหรือ ฉันจะบอกอะไรให้ พวกลูกคุณหนูทำตัวอวดเบ่งฉันเจอมาเยอะแล้ว” ถึงแม้จะรู้ว่า เฉิงหยู่ เป็นหลานนายก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ หานเสวี่ย ก้มหัวยอมให้ง่ายๆ เธอเกลียดพวกลูกคนใหญ่คนโตประเภทนี้ที่สุด เพราะมีคนให้ท้ายตลอดเลยไม่เห็นใครอยู่ในสายตา


    “คนสวย รอบเดือนมาหรือไง? ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย เธอก็ทึกทักตัดสินเอาเองทั้งหมด ใช่ อาฉันเป็นนายกเทศมนตรี แต่ฉันได้เบ่งใส่เธอหรือเปล่า? ทั้งหมดนี้เธอเป็นฝ่ายตัดสินเอาเอง ดูเหมือนที่เขาพูดกันว่า ผู้หญิงอกใหญ่มักจะไร้สมอง ดูท่าจะเป็นเรื่องจริง ” เฉิงหยู่ วิพากษ์วิจารณ์หน้าอกของ หานเสวี่ย จากนั้นก็นึกไปถึงช่วงเวลาแห่งความสุข ที่ได้สัมผัสหน้าอกคู่นั้น


    พอเห็น เฉิงหยู่ พูดถึงหน้าอก ก็รู้แล้วว่าเจ้าหนุ่มนี้คิดอะไรอยู่ ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างมั่นใจว่า “นายสิไม่มีสมอง ฉันจะบอกอะไรให้ ถึงแม้ว่านายจะเป็นหลานนายก แต่ว่านายไม่มีขับขี่ แล้วยังขับรถเร็วเกินที่อัตรากำหนด ซ้ำยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทัศนคติมีปัญหา ตอนนี้ต้องขังนายสิบห้าวัน ทางเราจะส่งคนเพื่อไปแจ้งกับครอบครัวนายให้”


    “ นี่เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ จะมากักตัวฉันทำไม? แถมยังขังตั้ง 15 วัน! ตอนนี้เห็นๆอยู่ว่าเธอพยายามใช้อำนาจในทางที่ผิด!” พอได้ยินว่าหญิงสาวคิดที่จะขังเขาไว้ที่นี่จริงๆ เฉิงหยู่ก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ


    “ฮึ่ม แล้วแต่นาย อยากพูดอะไรก็พูดไป เพราะไม่ว่าจะยังไงนายก็ต้องถูกขัง และฉันก็แค่ทำตามกฎหมาย” เห็นว่า เฉิงหยู่ เดือดดาลเช่นนี้ หานเสวี่ยก็พูดด้วยความกระหยิ่ม ทั้งหมดเป็นเขาที่ทำตัวเองทั้งสิ้น และต่อให้อีกฝ่ายเป็นหลานนายกเทศมนตรีเธอก็ไม่คิดจะละเว้น ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นเธอก็จำเป็นต้องแจ้งทางครอบครัวของเขาให้ทราบ เพราะหากเขาถูกขังอยู่ที่นี่สิบวันไม่มีทางที่ครอบครัวจะไม่รู้


    จบตอน