เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 42 ตว่อเอ๋อ

             

            ไม่นานนัก ท่ามกลางแสงวูบวาบสีครามในความมืดมิดบนผิวหนังเจวี๋ยหวู่หมิงได้ค่อย ๆ ได้ผุดขึ้นเป็นเส้นสีครามและพลันสลายหายไปในบัดดล

             

            เมื่อพลังลมปราณภายในร่างกายของเขาไม่เพียงแต่จะขยับขยายตัวขึ้นอีกครั้งอีกทั้งยังผนึกควบแน่นขึ้นมาอีกหลายส่วน

             

            พลังลมปราณสีครามยังแฝงเอาไว้ด้วยความหนาวเหน็บของพิษได้ไหลเชี่ยวกรากอยู่ภายในเส้นลมปราณพริบตานั้นก็ได้ปรับเปลี่ยนความเจ็บปวดกลับกลายเป็นความแข็งแกร่งขึ้นภายในร่างกาย

             

            เห็นได้ชัดว่าระดับความแข็งแกร่งของร่างกายยังไม่อาจเติมเต็มความต้องการของ《บันทึกไตรแสงวารีเยือก》ได้

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงได้กระตุ้นเพื่อเลื่อนขั้น《เคล็ดกายาหลอมโลหิต》ขึ้นไปอีกขั้น

             

            ร่างกายของเขาได้เกิดการปรับเปลี่ยนขึ้นมาอีกครั้งร่างกายที่ถึงแม้จะผอมจนเล็กลงแต่กล้ามเนื้อแต่ละส่วนกลับมีความหนาแน่นดุจเหล็กกล้าก็มิปานจนเติมเต็มพลังอันมหาศาลพร้อมกับระเบิดออกมา

             

            ถ้าดูจากตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้มีความแตกต่างอะไรไปจากตอนแรกเริ่มเลยด้วยซ้ำจนแทบจะไม่ได้มีความแตกต่างกันมากมาย เพียงแต่มีส่วนสูงที่สูงขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ที่ซูบผอมอยู่คงเดิม

             

            แต่ลักษณะภาพรวมกลับแตกต่างไปจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิงเขาที่มีพลังเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าทวี ร่างกายยังแข็งแกร่งขึ้นในทันทีทันใดจนรู้สึกเหมือนกับสามารถที่จะใช้เพียงแค่กำปั้นก็สามารถทุบหินก้อนหนาที่แข็งทนทานให้ละเอียดกันได้เลย

             

            เมื่อได้มีความแข็งแกร่งที่เกิดจากร่างกายเจวี๋ยหวู่หมิงที่ได้ใช้ความพยายามอย่างไม่หยุดยั้ง จึงค่อยได้ทำให้《บันทึกไตรแสงวารีเยือก》เลื่อนขั้นไปจนถึงขั้นที่สามได้

             

            “แท้จริงแล้ว หากเริ่มขึ้นจากขั้นที่สามคุณสมบัติปราณและพลังดั่งเดิมที่มีความแตกต่างกัน พิษเย็นที่ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นก็ยิ่งทำให้มีพลังสภาวะที่ยิ่งเกิดความมั่นคงมากยิ่งขึ้นไม่ได้ดุเดือดอย่างรุนแรงเหมือนเช่นนั้นกันอีกแล้วที่มีแต่จะทำให้ร่างกายบาดเจ็บเอาได้”

             

            ถ้าหากจะบอกว่าพลังลมปราณของก่อนหน้านี้เหมือนกับม้าป่าที่พยศเช่นนั้นพลังลมปราณในตอนนี้ ก็เหมือนกับถูกสัตว์ป่าที่ถูกฝึกจนเชื่อเชื่อง

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็พยักหน้าด้วยความเต็มใจ มาจนถึงตอนนี้ด้านแต้มสะสมเองก็ได้ถูกใช้ไปแล้วทั้งหมดสามพันแต้มเท่านั้นเองจนแทบจะไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เขาขนหน้าแข้งร่วงได้เลยด้วยซ้ำ

             

            แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้หยุดลง ไม่ได้ทำการเลื่อนขั้นอีกเพราะค่าปราณบริสุทธิ์นั้นไม่ได้มีมากพออีกแล้ว

             

            เมื่อไม่ได้มีการคลายแรงปะทะจากพลังของปราณบริสุทธิ์ถ้าหากเลื่อนขั้นพลังขอบเขตอย่างเร่งร้อนจะต้องพบพานกับการย้อนตีและผลข้างเคียงอย่างสาหัสสากรรจ์แน่นอน

             

            อีกทั้งยังไม่ได้มีความจำเป็นเขาเองก็ไม่ใช่พวกที่หากหัวร้อนขึ้นมา ก็จะไปทำอะไรอย่างผลีผลามอยู่แล้ว

             

            ยังไงเสียตอนนี้ก็ยังมีการบ่มเพาะพลังขั้นสูงสุดแล้ว เขาจึงไม่ได้มีความร้อนใจที่จะเลื่อนขั้นอีกแล้วการบ่มเพาะไว้เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอที่จะใช้คุ้มครองตัวเองได้แล้ว

             

            “คงจะได้เวลาที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับพิภพแห่งนี้กันแล้ว!”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงลุกขึ้นยืนซากศพที่อยู่โดยรอบของเขาพลันได้รับแรงกระแทกอันแข็งแกร่งซัดจนกระจัดกระจายกันออกมา

             

            ท่ามกลางทะเลเลือดที่เกิดจากซากศพซึ่งกองกันเท่าภูเขาร่างกายที่ได้ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ก็พลันมุ่งหน้าเดินเข้าสู่ฟ้าดินผืนนี้

             

            ……

             

            “พี่ยี่ พี่ยี่……”

             

            เสียงเรียกพร้อมกับสะอื้นของเด็กสาวได้ดังมาจากในที่ห่างไกลเหมือนกับว่ามีและก็ไม่มี

             

            บัดนี้ที่กำลังอยู่ในยามมืดดึกสงัดท่ามกลางรอบบริเวณกำแพงเมืองที่กองไปด้วยซากศพเป็นพะเนินถึงกับมีเด็กสาวที่ไม่ประสีประสาในวัยสิบสามสิบสี่ปีที่กำลังถือตะเกียงโคมไฟอยู่ดวงหนึ่งเนื้อตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง หลั่งน้ำตาไหลรินสะอื้นไห้เดินเข้ามา

             

            “เอ๊ะ?เป็นนาง”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงที่ได้ยินเสียงจากเด็กสาวที่คุ้นเคยก็ได้เดินออกมาจากภายในกองซากศพขมวดคิ้วเล็กน้อยภายในสมองได้มีความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับนางไหลผ่านเข้ามาสู่ภายในสมองไม่หยุดพร้อมกับหัวใจที่เต้นเป็นระวิงจนไม่อาจควบคุมได้

             

            “ตว่อเอ๋อ” เจวี๋ยหวู่หมิงตอบรับเสียงเรียกขานด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า

             

            เด็กสาวนางนี้มีนามว่าจ้าวตว่อเอ๋อเป็นบุตรีโทนที่ท่านลุงจ้าวและท่านป้าจ้าวรักถนุถนอมที่กู่ยี่รู้จักภายในเมืองหวู่หลิง

             

            กู่ยี่ที่เป็นช่างเคลือบเช่นนี้ที่ยังไม่มีแม้แต่คุณสมบัติพอที่จะพักอาศัยอยู่ร่วมกับกองทัพได้จึงได้แต่พักอาศัยร่วมกับบ้านพักของราษฎร

             

            ท่านลุงจ้าวกับท่านป้าจ้าวจึงถือเป็นเจ้าของบ้านของเขาโดยที่เห็นอกเห็นใจในชาติกำเนิดของเขาเช่นเดียวกันอีกทั้งยังค่อยดูแลเขาด้วยเหมือนกัน

             

            และบุตรีโทนตว่อเอ๋อของพวกเขานี้ตามปกติก็มักจะชอบมาอยู่รอบกู่ยี่และคอยเล่าถึงสิ่งต่าง ๆ ให้แก่นางอยู่เสมอ

             

            การที่ต้องมายึดอาชีพที่ทั้งอันตรายและเปลี่ยวเหงาท่ามกลางสงครามการที่มีเสียงหัวเราะของตว่อเอ๋อกลับถือเป็นสิ่งที่ทำให้จิตวิญญาณที่แสนโดดเดี่ยวของกู่ยี่ได้มีช่องระบายจนปลอดโปร่งขึ้นหลายส่วน

             

            เดิมทีตลอดมานี้กู่ยี่ก็คิดกับตว่อเอ๋อที่อายุน้อยกว่าเขาไม่ถึงสามขวบปีแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากน้องสาวที่คลานตามกันมา

             

            เมื่อได้ยินเสียงของเจวี๋ยหวู่หมิงตะเกียงไฟที่ตว่อเอ๋อถือไว้ในมือก็ยิ่งสั่นคลอนจนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

             

            นางที่มีรูปร่างเล็กอรชนท่ามกลางสายลมและความมืดสงัดยิ่งมีหรือที่จะไม่สั่นผวาได้ ทั้งยังเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ จนน่าสงสารแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากเม็ดทราย

             

            “พี่ยี่ เป็นท่านจริงอย่างงั้นหรือ?” ตว่อเอ๋อถึงกับเปล่งเสียงที่ตื่นตระหนกระคนไม่อยากที่จะเชื่ออยู่เล็กน้อย

             

            “เป็นข้าเอง”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงลอบถอนหายใจ แล้วเดินเข้าไปหา

             

            เดิมทีเขาเองก็ไม่ได้คิดที่จะอยู่ที่เมืองหวู่หลิงต่อไปอยู่แล้ว

             

            แต่ภายในความปรารถนาอีกหนึ่งสิ่งของฮวานอวิ๋นก็คือการเติมเต็มความปรารถนาของกู่ยี่ด้วยเช่นกันอย่างนั้นก็มีแต่ต้องยอมรับในเหตุและผลของกู่ยี่ด้วย

             

            “พี่ยี่ ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านจะต้องไม่ตายอย่างแน่นอน!”

             

            ทันทีที่ได้ยินเสียงของกู่ยี่จนชัดเจนภายในน้ำเสียงที่เบิกบานของตว่อเอ๋อที่แฝงอาการสะอื้นอยู่เล็กน้อยพลันรีบวิ่งเข้าไปยังทางด้านของกู่ยี่ พร้อมกับสวมกอดกู่ยี่เอาไว้ร่ำไห้ออกมาด้วยความเศร้าโศกเสียใจ

             

            แม่นางน้อยเพื่อที่จะตามหากู่ยี่แน่นอนว่าย่อมต้องตกอยู่ในความลำบากมาไม่น้อย

             

            “พี่ยี่ ข้าคิดว่าจะไม่ได้พบกับท่านอีกแล้ว”

             

            “เด็กโง่ ดูสิเจ้าจะหนาวเอาได้นะ”เจวี๋ยหวู่หมิงที่กำลังมองตว่อเอ๋อที่เนื้อตัวสั่นเทิ้มอยู่ในใจพลันเกิดเป็นความอบอุ่นขึ้นมา

             

            “ข้าไม่หนาว เพียงแค่กลัวอยู่เล็กน้อยเท่านั้น”

             

            ตว่อเอ๋อเงยหน้าน้อย ๆ ขึ้นและตอบออกมาอย่างไม่ยินยอมพร้อมกับกำลังมองไปที่เจวี๋ยหวู่หมิง

             

            “ตว่อเอ๋อไม่กลัวแล้ว ไปเถอะ กลับบ้านกัน”เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยนึกขึ้นได้ว่า รอบบริเวณล้วนแต่กองเต็มไปด้วยซากศพ

             

            ท่ามกลางยามค่ำคืนช่างเป็นเรื่องที่ทำให้แม่นางน้อยผู้นี้ยากทนทานได้เสียจริงเชียว

             

            “แล้วท่านลุงท่านป้าล่ะ?”

             

            “พวกเขาต่างก็หลับกันแล้ว ข้าจึงได้แอบวิ่งออกมาแต่ทางการได้มีคำสั่งออกมาว่า มิให้ผู้ใดออกมาในยามวิกาลข้าเองก็เกือบที่จะถูกพวกเขาพบเห็นเข้าแล้ว……”

             

            ตว่อเอ๋อได้ถูกเจวี๋ยหวู่หมิงจูงมือเอาไว้จึงค่อยทำให้นางมีกำลังใจจนเล่ารายละเอียดปลีกย่อยออกมาได้สักรอบ

             

            ในสถานที่ไม่รู้จัก กลับทำให้จิตใจของเจวี๋ยหวู่หมิงร้อนระอุขึ้นมาได้บ้างแล้ว

             

            ด้วยความอบอุ่นใจเช่นนี้ของมนุษย์ปุถุชนนานแล้วที่เจวี๋ยหวู่หมิงไม่ได้สัมผัสถึงสิ่งนี้

             

            งูถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เลือดเย็นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีความรู้สึก เขาเองก็อยากที่จะมีความรัก มิตรสหายเพียงแต่ในมุมมองของเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น

             

            ภายใต้การบ่มเพาะมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจึงทำให้ต้องดำรงอยู่คู่กับการเข่นฆ่ามาโดยตลอด

             

            การที่ตกอยู่ในการเข่นฆ่ามาอย่างเนิ่นนานย่อมมีแต่จะทำให้จิตใจมีแต่จะยิ่งเย็นเยียบขึ้นมากเท่านั้นไม่ว่าจะมองสิ่งใดก็ล้วนแต่ไม่เกิดความหวั่นไหวได้โดยง่าย

             

            บัดนี้กลับเกิดเป็นความรู้สึกอันอบอุ่นที่ได้รับมาจากคนธรรมดามาใหม่อีกครั้งความเป็นห่วงจากผู้อื่นได้ทลายน้ำแข็งที่อยู่ภายในจิตใจของเจวี๋ยหวู่หมิงจนเกิดเป็นช่องว่างของจิตใจจนเกิดเป็นแสงอาทิตย์อันอบอุ่นสาดส่องเข้ามา

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว ที่คุณอ่าน

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.08M 2015
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912