เปลี่ยนลิขิตสวรรค์

    บทที่ 34 คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก

           ต้วนหมิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ในตอนนั้นที่ตงฟางเทียนและหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์เริ่มการกวาดล้างขั้วอำนาจโดยรอบเมื่อห้าร้อยปีก่อนตำหนักเทวะนับได้ว่าเสียหายน้อยที่สุดเหล่าแคว้นใหญ่ถูกสังหารสิ้นจากแปดจนเหลือแค่สี่แคว้น สิบสองพันธมิตรก็ยังถูกเข่นฆ่าจนเหลือแค่เก้าสำนักดินแดนมารยิ่งแล้วใหญ่จากเก้าแผ่นดินมารถูกทำลายย่อยยับจนเหลือแค่สามดินแดน

           น่าเสียดายที่บันทึกโบราณนั้นเสียหายไปมากกว่าครึ่งทำให้ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงที่ตงฟางเทียนไม่ได้แตะต้องตำหนักเทวะแต่เพียงแค่มีคำสั่งกักกันไม่ให้ออกไปยังโลกภายนอกเท่านั้นบ้างก็ว่าตงฟางเทียนหวาดกลัวต้นตระกูลของตำหนักเทวะที่อยู่‘นอกแผ่นดิน’บ้างก็ว่าตำหนักเทวะยื่นข้อเสนอให้กับตงฟางเทียนให้ปล่อยตำหนักเทวะไป

           ต้วนหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆตอนนี้กาลเวลาผ่านไปแล้วหลายร้อยปีอำนาจของตำหนักเทวะไม่ได้ลดลงมีแต่จะเพิ่มขึ้นต่างกลับหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ที่ตอนนี้แทบจะไม่เหลือเค้าลางของขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในอดีต

           “ไม่ทราบว่าที่คุณหนูตงฟางมาถึงที่ตำหนักเทวะเราด้วยสาเหตุอันใด?”

           “ข้าก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ?” เสวี่ยฟางเอ่ยอย่างเนิบนาบ “ก็แค่มาทักทายเท่านั้น”พริบตานั้นวาฬครองนภาเบื้องล่างของนางพลันคำรามออกมาเสียงทรงอำนาจของสายเลือดสัตว์วิเศษแห่งราชันทำให้ทั่วบริเวณภูเขาตำหนักเทวะสั่นสะเทือน

           “แต่ข้าไม่ได้มาในฐานะของคุณแห่งตระกูลตงฟางหรอกน่ะ...ข้ามาในฐานะนี้ต่างหาก”เสวี่ยฟางพูดจบก็หยิบป้ายสีเงินชิ้นหนึ่งออกมา และดีดไปทางต้วนหมิง

           ป้ายสีเงินถูกต้วนหมิงคว้าเอาไว้ตอนแรกมันมีสีหน้าสงสัยแต่เมื่อพิจารนาป้ายสีเงินในมือ ต้วนเมิงก็ตกตะลึง “สัญญาลักษณตระกูลฝาน! เป็นไปไม่ได้! ตระกูลฝานถูกสังหารหมดสิ้นไปแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน!ที่เหลือรอดก็มีเพียงแค่นาง..แต่สุดท้ายนางก็........!” ต้วนหมิงคล้ายนึกเรื่องอะไรบ้างอย่างออกมันมองไปที่เสวี่ยฟางด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

           “เจ้าคือบุตรสาวของนาง!ทารกผู้กำเนิดว่าพร้อมกับพันธสัญญาแห่งกิเลนสวรรค์! เจ้า!..เจ้ายังไม่ตาย!”

           เสวี่ยฟางยิ้มอย่างเย็นชาดวงตาของนางจ้องเขม็งไปยังบนยอดเขาตำหนักเทวะ‘ลองดูซักตั้งก่อนก็แล้วกัน! และถ้าไม่ไหวจริงๆ....ค่อยวิ่งไปฟ้องเว่ยเมิ่งว่าเจ้าพวกนี้มันรังแกข้าก็แล้วกัน!’ นางลอบวางแผนในใจ

     

           “เดิมทีตำหนักเทวะแบ่งอำนาจเป็นสองขั้วหนึ่งคืออำนาจของจ้าวตำหนัก สองคือเหล่าตระกูลโบราณที่อยู่มาตั้งแต่ตอนก่อตั้งตำแหน่งจ้าวตำหนักไม่ได้มาจากการสืบทอดทางสายเลือดหากแต่ได้มาจากการแข่งขันและแย่งชิง....ซูผิงหรือก็คือจ้าวตำหนักเทวะในรุ่นนี้หลังมันฟันฝ่าการต่อสู้ตำแหน่งจ้าวตำหนักมาได้แล้วมันก็รับบุตรีแห่งตระกูลต้วนมาเป็นภรรยาของมัน..ข้าพูดถูกหรือไม่? สองปรมาจารย์แห่งตำหนักเทวะเอ๋ย” ชายชราผู้คุมกฎหันไปมองหยางหานและหลินปา

           “ผู้อาวุโสพูดถูกต้อง”ทั้งสองให้คำตอบเหมือนกัน

           ชายชราใช้มือลูบหนวดเครา“ ขั้วอำนาจของเหล่าตระกูลโบราณในตำหนักเทวะแบ่งได้หลักๆเป็นสามฝ่าย ตระกูลต้วนตระกูลฝานและตระกูลหง ในบรรดาทั้งสามตระกูลนี้ ตระกูลต้วนแข็งแกร่งที่สุด ตระกูลหงลึกลับที่สุดส่วนตระกูลฝาน...ก็เป็นตระกูลที่มากด้วยอำนาจที่สุด”

           “อย่างไรก็ตามสมดุลทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ปรมาจารย์ระดับแก่นแท้ของตระกูลฝานตกตายไปอำนาจของตระกูลฝานเรียกได้ว่าตกต่ำจนถึงขีดสุดยิ่งภายหลังหญิงสาวตระกูลต้วนแต่งเข้าเป็นภรรยาของตำหนักเทวะรุ่นปัจจุบันอำนาจของตระกูลฝานยิ่งก็เสื่อมถอย”

           “สุดท้ายตระกูลฝานก็ไม่มีทางเลือกได้แต่ยอดลดศักดิ์ศรีของพวกมันและส่งหญิงสาวอันดับหนึ่งในตระกูลให้กลายเป็นนางสนมให้กับจ้าวตำหนัก”

           “หญิงสาวแซ่ฝานนางนั้นทำให้สถานการณ์ของตระกูลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด.......อย่างไรก็ตามความสงบนี้ไม่ได้อยู่กันตระกูลฝานนานนักในวันที่หญิงสาวแซ่ฝานตั้งครรภ์และคลอดบุตรีของนางออกมา.....บุตรีของนางสร้างปรากฏการณ์ที่เรียกได้ว่าสั่นสะท้านไปถึงแก่นของตำหนักเทวะ”ชายชราหยุดลงและหันไปมองหลินปา “ถึงตรงนี้พวกเจ้าน่าจะเล่าได้ดีกว่าข้า”

           หลินปาชะงักไปพริบตานั้นความรู้สึกเย็นเฉียบคล้ายเชือดเฉือนเข้ามาในวิญญาณของมันหลินปาหันกลับไปมองก็เห็นว่าเว่ยเมิ่งกำลังจ้องมองมาที่มันด้วยสายตาที่ราบเรียบ

           “ต้องรบกวนท่านเล่าต่อด้วย”เว่ยเมิ่งกล่าวอย่างเรียบเฉย

           “............ในตอนนั้นข้ากำลังนั่งณานอยู่ในตำหนักของตนเอง...อย่างไรก็ตามข่าวที่ว่าฝานชิงจะคลอดบุตรีก็กระจายออกไปไปอย่างรวดเร็วแม้แต่ข้าที่นั่งอยู่ในตำหนักไม่ข้องแวะกับผู้ใดก็ยังได้ข่าว”

           “เดิมทีข้าก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ซักเท่าใดนักทว่าในขณะที่ข้ากำลังจะกลับไปนั่งณานเหมือนเดิมข้าก็ได้เสียงคำรามของสัตว์ตนหนึ่งเสียงของมันดังก้องกังวานไปทั่วทั้งภูเขาเทวะข้าที่ได้ยินเสียงก็รีบออกไปดูทันที และตอนนั้นเองที่ข้าได้เห็น..ร่างสีทองสันทัดเป็นรูปลักษณ์ของกิเลนตนหนึ่งกำลังจ้องมองมายังพวกเราหรือว่าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ...กิเลนตนนั้นกำลังมองไปยังเด็กทารกที่พึ่งลืมตาดูโลกนางนั้น”

           “กิเลนสีทองตนนั้นกลายเป็นแสงและพุ่งตรงไปยังร่างของเด็กทารกคนนั้นพร้อมๆกับเสียงเก่าแก่โบราณเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นว่า.....”

           “ข้ากิเลยสวรรค์เขาหยกขอเลือกมนุษย์ผู้นี้เป็นผู้ตัวแทนแห่งข้า ในอนาคตของมนุษย์ผู้นี้ นางจะเป็นผู้ที่ควบคุมชะตากรรมของทุกสิ่ง!” หลินปาเอ่ยในขณะที่ดวงตาของมันคลายกับจะเลื่อนลอย

           “คนไม่ผิดผิดที่ครอบครองหยก” หลินปาถอนหายใจเมื่อฟังมามาถึงตอนนี้เว่ยเมิ่งก็คาดการภาพรวมทั้งหมดได้แล้ว“หลังเหตุการณ์ทั้งหมดจบลงคนระดับสูงในตำหนักเทวะต่างประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียด........ความจริงนี่ควรจะเป็นเรื่องดีที่ตำหนักเทวะจะมีผู้ถือครองพันธสัญญากับสัตว์เทพถึงสองคน.....”

           “อย่างไรก็ตามตระกูลต้วนกลับไม่คิดเช่นนั้นพวกมันยังคงยอมได้หากตระกูลฝานเพียงแค่กลับมารุ่งเรืองเหมือนเก่าหากแต่ว่าพวกมันคงยอมไม่ได้หากตระกูลฝานขึ้นมามีอำนาจเทียบเคียงกับพวกตนสุดท้ายแล้วตระกูลต้วนก็อดทนไม่ไหวจนต้องลงมือ”

           “ตระกูลต้วนอาศัยช่วงที่ทุกอย่างกำลังอยู่ในความวุ่นวายยกกำลังพลบุกสังหารทุกคนในตระกูลฝานในชั่วข้ามคืน....ทุกอย่างจบลงในพริบตาตระกูลฝานที่พึ่งฟื้นฟูย่อมไม่สามารถต่อต้านตระกูลต้วนที่ลงมืออย่างเต็มกำลังได้แน่นอนถึงอย่างงั้นฝานชิงก็ไหวตัวทันและนำตัวบุตรสาวของนางหลบหนีออกมาได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.....นี่คือเรื่องราวที่ข้าพอจะกล่าวได้”

           “แล้วบิดาของนาง....จ้าวตำหนักของพวกท่านทำอะไรอยู่ในตอนที่ตระกูลฝานกำลังถูกกวาดล้างไป?” เว่ยเมิ่งสังเกตเห็นบางผิดปกติในเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ที่จ้าวตำหนักจะอยู่เฉยๆปล่อยให้ตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งล่มสลายไปไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์พ่อลูกหรือสามีภรรยา เอาแค่สมดุลในอำนาจก็พอจ้าวตำหนักจะใจดีปล่อยให้ตระกูลต้วนถือครองอำนาจเป็นใหญ่อยู่แค่ตระกูลเดียว?

           “เรื่องนี้......”หลินปาคล้ายมีสีหน้าหนักใจที่จะพูด อย่างไรก็ตามเมื่อมันสบตาที่เย็นเฉียบของเว่ยเมิ่งมันก็กัดฟันกรอด“ไม่ใช่จ้าวตำหนักไม่ไต้องการทำอะไรแต่ว่า.....ตอนนั้นปรมาจารย์ลำดับที่หนึ่งในยุคนี้เป็นผู้ที่สั่งไม่ให้มีผู้ใดเคลื่อนไหวเพื่อช่วงเหลือตระกูลฝานทั้งนั้น”

           “การจะเป็นปรมาจารย์ในตำหนักเทวะได้จำเป็นต้องฝึกฝนไปจนถึงระดับแก่นแท้ลมปราณ”ชายชราผู้คุมกำเอ่ยเสริม“เมื่อเป็นยอดฝีมือในระดับแก่นแท้ลมปราณแล้วพวกมันก็จะถือปรมาจารย์แห่งตำหนักเทวะซึ่งการเรียงลำดับของปรมาจารย์ขึ้นอยู่กับเวลาที่พวกมันทะลวงขั้นกลายเป็นยอดฝีมือระดับแก่นแท้......ถ้าข้าเดาไม่ผิดปรมาจารย์ลำดับที่หนึ่งของพวกเจ้าในยามนี้ก็คงเป็นคนของตระกูลต้วนกระมั้ง?”

           หลินปาฝืนยิ้มพยักหน้า  ดวงตาของมันแอบเหลือมองเว่ยเมิ่งที่ตอนนี้กำลังก้มหน้าลงเหมือนครุ่นคิดอะไรบ้างอย่าง

    คล้ายกับเรื่องเปลี่ยนลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน