่บ่ายของโรงพยาบาลยังคงหมุนวนไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ ยี่หวาเพิ่งเสร็จจากเคสผ่าตัดเล็กและเข้าประชุมทีมรักษาต่อจนล่วงเลยมาถึงห้าโมงครึ่ง ความล้าสะสมเริ่มกดทับลงบนบ่าจนเธอต้องลอบถอนหายใจยาวขณะเดินออกจากห้องประชุม แฟ้มเอกสารในอ้อมกอดดูจะหนักกว่าปกติเป็เท่าตัว
“ยี่หวา”
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ยี่หวาชะงักฝีเท้าก่อนจะหันไปพบกับ นพ.กรภพ รุ่นพี่ศัลยแพทย์ทั่วไปที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างกระจกอยู่ เขาดูดีเสมอในชุดเชิ้ตเนี้ยบกริบภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตา บุคลิกที่ดูใจดีและสุภาพของเขาคือต้นแบบของคำว่าความเหมาะสมที่ใคร ๆ ในโรงพยาบาลต่างก็ยกย่อง
“มีอะไรหรือเปล่าคะพี่กร”
“พี่มีเื่จะคุยด้วยนิดหน่อย... สะดวกไหม” น้ำเสียงเขายังคงสุภาพ ทว่าแววตาที่มองมากลับเจือความกังวลบางอย่างที่ปิดไม่มิด เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง
“่นี้... เราโอเคไหม หมายถึงเื่ข่าวที่คนพูดกัน” ยี่หวากระชับแฟ้มในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
“หนูโอเคค่ะ”
“เราจะคบกับเขาจริง ๆ เหรอ” คำถามนั้นไม่อ้อมค้อม แต่น้ำเสียงที่กดต่ำลงทำให้ยี่หวารู้สึกถึงความอึดอัดที่ซ่อนอยู่
“ค่ะ” เธอตอบสั้นและชัดเจนที่สุด
“รู้จักกันดีแล้วเหรอ ยี่หวา...” กรภพถอนหายใจเบา ๆ สายตาห่วงใยนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความกังวลที่ล้ำเส้น
“หนูก็ยอมรับผลของมันได้ค่ะ” เธอยกไหล่นิด ๆ
“พี่ไม่ได้จะก้าวก่ายนะ แต่คนแบบนั้นกับเรา... มันต่างกันเกินไป เขาอยู่ในแสงสปอตไลท์ มีหน้ามีตา มีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน แต่เราเป็แค่หมอคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตธรรมดา พี่แค่ไม่อยากให้เราเป็ฝ่ายเสียใจ ถ้าเขาไม่ได้มองเื่นี้จริงจังเท่าที่เรามอง”
“หนูรู้ค่ะว่าโลกของเขากับหนูต่างกัน” ยี่หวาสบตาคนตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ
“พี่แค่... ไม่อยากเห็นเราเสียใจ”
“ขอบคุณที่เป็ห่วงค่ะพี่กร แต่หนูมีสิทธิ์ที่จะเลือกเอง ว่าควรจะเดินหน้าต่อหรือหยุดกับใคร”
“แล้วถ้าวันหนึ่งมันไม่เวิร์กจริง ๆ” เธอยกไหล่นิดหนึ่ง
“หนูก็ยอมรับมันได้ค่ะ” กรภพมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามช้า ๆ
“เราเชื่อเขาขนาดนั้นเลยเหรอ” ยี่หวานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบ
“หนูเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองมากกว่าค่ะ” ประโยคนั้นทำให้กรภพเงียบไปทันที เหมือนเขารู้ดี ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะเปลี่ยนใจเพราะคำเตือนของใครง่าย ๆ เขายิ้มบาง ๆ ในที่สุด
“แต่หนูไม่ได้เลือกเขาเพราะโลกของเขา หนูเลือกคุยกับเขา เพราะเขาเป็เขาต่างหาก”
ประโยคนั้นทำให้กรภพเงียบไปทันที เขาเพิ่งตระหนักได้ชัดเจนในวินาทีนั้นเองว่า ยี่หวาไม่ใช่ผู้หญิงที่จะเปลี่ยนใจง่าย ๆ เพียงเพราะคำขู่เื่ความต่างทางสังคม เขาทำได้เพียงยิ้มบาง ๆ อย่างยอมแพ้
ยี่หวาขอตัวเลี่ยงออกมาทันที เธอถอนหายใจพรวดใหญ่เมื่อพ้นสายตาของรุ่นพี่ ความวุ่นวายใจจากการถูกจับจ้องเริ่มทำให้เธอรู้สึกล้ากว่าการผ่าตัดเสียอีก เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และพบว่ามีข้อความจากคนในข่าวส่งมาพอดี
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอมีข้อความจากเขาเด้งเข้ามาพอดี
ธนากร: เลิกงานหรือยังครับ
ยี่หวา: กำลังจะเลิกค่ะ
ยี่หวา: วันนี้โรงพยาบาลวุ่นวายมาก
ธนากร: คนไข้เยอะเหรอครับ
ยี่หวา: ก็…ประมาณนั้นค่ะ (เธอเลี่ยงที่จะบอกว่าความวุ่นวายนั้นมาจากข่าวของเขา)
ธนากร: วันนี้ผมเลิกงานเร็ว
ธนากร: ให้ผมไปรับไหมครับ
นิ้วเรียวชะงักอยู่เหนือหน้าจอ ความขัดแย้งในใจตีกันวุ่น ด้านหนึ่งอยากกลับไปพักเงียบ ๆ แต่อีกด้านกลับโหยหาความมั่นคงจากใครสักคน
ยี่หวา: คุณไม่ต้องมาหรอกค่ะ ฉันกลับเองได้
จุดไข่ปลาสามจุดกระพริบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนข้อความใหม่จะเด้งขึ้นมา
ธนากร: ผมรู้ครับว่าคุณกลับเองได้... แต่ผมอยากไปรับ
ยี่หวาหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความกวนที่มาพร้อมความนิ่งของเขาทำให้เธอพิมพ์โต้กลับไป
ยี่หวา: คุณชอบทำเื่ง่ายให้ยุ่งยากตลอดเลยนะคะ
ธนากร: เปล่าครับ ผมแค่อยากเห็นหน้า
ประโยคสั้น ๆ นั้นทำเอาหัวใจคนอ่านกระตุกวูบ ยี่ห้อรีบพิมพ์ตอบกลับก่อนที่หน้าจะแดงไปมากกว่านี้
ยี่หวา: หกโมงนะคะ
ห้าโมงห้าสิบนาที ยี่หวาเดินออกมาหน้าอาคารผู้ป่วยนอก ทันทีที่ประตูกระจกเปิดออก ลมเย็นยามเย็นก็พัดเข้าปะทะหน้า แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่าลมคือรถยุโรปสีดำขลับที่จอดนิ่งสนิทอยู่ตรงจุดรับส่ง มันเด่นเสียจนคนไข้และเ้าหน้าที่ที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง
ธนากรก้าวลงมาจากรถอย่างเนิบนาบ เขาไม่ได้สวมสูทเต็มยศ เพียงแค่เสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นนาฬิกาเรือนหรูที่ดูเข้ากับบุคลิกนิ่งขรึม เขาไม่ได้ทำตัวเด่น แต่รัศมีบางอย่างในตัวเขากลับสะกดสายตาคนทั้งลานจอดรถได้อยู่หมัด
รวมถึงกรภพที่ยืนมองลงมาจากระเบียงชั้นสองด้วยสายตาคมกริบ
“พร้อมหรือยังครับ” ธนากรเดินเข้ามาหยุดตรงหน้ายี่หวา
“ค่ะ...” ยี่หวาตอบเสียงเบา พลางกวาดสายตามองรอบข้าง
“คุณไม่คิดว่าตัวเองทำตัวเด่นไปหน่อยเหรอคะ” ธนากรเลิกคิ้วมองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ผมเป็ของผมแบบนี้... ปกติครับ”
เธอชะลอฝีเท้านิดหนึ่ง และก็อย่างที่คิด มีคนมองอยู่จริง ๆ ไม่ใช่แค่พยาบาลหรือเ้าหน้าที่ แต่รวมถึงหมอบางคนที่เพิ่งเลิกเวร รวมถึง กรภพ เขายืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินชั้นสอง มือพิงราวกระจก มองลงมายังลานด้านล่างพอดี สายตาของเขาหยุดอยู่ที่รถคันนั้น แล้วก็หยุดอยู่ที่ผู้ชายที่เพิ่งเปิดประตูรถลงมา
“นี่คือปกติ?” ยี่หวาพึมพำ คนอะไรหล่อแบบไม่เกรงใจสถานที่และไม่เกรงใจคนข้าง ๆ เลย
“ครับ” เขาถือวิสาสะหยิบกระเป๋าจากมือเธอไปถือไว้หน้าตาเฉย
“ถ้าอยากให้เด่นกว่านี้ ผมคงต้องถือช่อกุหลาบั์มาด้วยแล้ว”
เขาพูดจบก็หลุดหัวเราะหึในลำคอเบา ๆ เมื่อเห็นยี่หวาทำตาโตใส่
“คุณห้ามทำเด็ดขาดนะคะ!”
“ยังไม่ได้ทำเลยครับ... แต่ก็ไม่แน่” เขาพูดพลางเปิดประตูรถให้เธออย่างสุภาพ ทว่าก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นรถ เขากลับก้มลงมากระซิบถามเบา ๆ
“วันนี้มีใครทำให้คุณอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า” ยี่หวาชะงัก
“ทำไมถามแบบนั้นคะ”
“หน้าคุณดูเหนื่อย แต่แววตาเหมือนอยากจะเตะใครสักคนมากกว่า” เขาตอบเรียบ ๆ
ยี่หวาจ้องมองใบหน้านิ่ง ๆ ของเขา ทั้งวันที่ผ่านมามีคนมองเธอด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น หรือมองด้วยความห่วงใยที่น่าอึดอัด แต่มีเพียงผู้ชายคนนี้ที่มองสบตาเธอแล้วเห็นความรู้สึกจริง ๆ ที่ซ่อนอยู่
“มีนิดหน่อยค่ะ” เธอสารภาพในที่สุด
“งั้นขึ้นรถเถอะครับ” ธนากรเอ่ยเสียงนุ่ม
“เดี๋ยวผมจะทำให้คุณหายเหนื่อยเอง”
เขาส่งยิ้มบางที่มุมปากซึ่งดูอบอุ่นอย่างประหลาด ยี่หวาก้าวขึ้นรถไปด้วยความรู้สึกที่เบาสบายขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ รถสีดำค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปทิ้งไว้เพียงสายตาผิดหวังของคนที่เฝ้ามองอยู่้า
กรภพพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะมองตามท้ายรถคันนั้นไป
“นักธุรกิจพันล้านคนนั้นสินะ...”
เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ผู้หญิงที่เขาคิดว่ายังมีเวลาค่อย ๆ จีบไปเรื่อย ๆ แท้จริงแล้วเธอกำลังก้าวเดินไปในโลกที่เขาก้าวตามไม่ทันเสียแล้ว