จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 105 พ่ายแพ้?

            เฮือก!

            เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณเป็นที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง

            กระบี่ของจื่อซานฟันลงไปบนบ่าของเย่เฉินแต่กลับไม่สามารถตัดให้ขาดได้ เพราะติดอยู่กับกระดูกที่แข็งแกร่งของเขา

            ปัง!

            เย่เฉินเตะจื่อซานออกไปจนตนเองเซถลาไปด้านหลัง

            “ครั้งนี้เจ้ายังรอดอีกหรือ?” เสียงคำรามของจื่อซานดังขึ้นมา และกระโจนเข้ามาอีกครั้งฝ่ามือของเขาที่ปกคลุมไปด้วยสายฟ้า ฟาดลงไปบนหน้าอกของเย่เฉินทันที

            เฮือก!

            เย่เฉินกระอักเลือดออกมาและถอยห่างออกไปทันที

            “ตายซะ”

            “เจ้าต้องตาย”

            “ทำไมเจ้ายังไม่ตาย”

            ใบหน้าของจื่อซานเต็มไปด้วยความดุร้ายและพุ่งเข้ามาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่งฝ่ามือสะดุ้งอสุนีได้ฟาดลงสู่ร่างกายของเย่เฉินอย่างต่อเนื่อง

            เฮือก!

            เฮือก!

            เย่เฉินได้รับบาดเจ็บเลือดที่กระอักออกมาสาดกระเซ็น เงาร่างถอยหลังไปไม่สามารถจะหยุดยั้งการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของจื่อซานได้

            ในเหตุการณ์นี้ผู้คนด้านล่างลานประลองที่กำลังดูการต่อสู้อยู่ ไม่สามารถทนดูได้อีกต่อไป

            “ศิษย์น้องหญิงหากยังสู้กันต่อไป คงจะต้องถึงแก่ชีวิตแล้วจริงๆ” ในตอนนี้ นักพรตเต้าเสวียนก็ไม่อาจทนดูต่อไปได้อีกแล้วจึงรีบส่งสายตาไปมองฉู่ซวนเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างเขา

            ประกายที่งดงามในดวงตาของฉู่ซวนเอ๋อร์เริ่มไม่แน่นอนในใจของนางดูเหมือนจะกำลังขัดแย้งกับสายตา

            นางรู้ดีว่าการยุติการประลองในเวลานี้เป็นการทำให้เย่เฉินต้องยอมแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยและนางก็ยังรู้ดีว่าการทำให้เย่เฉินแพ้เป็นการกระทำที่โหดร้ายกว่าการฆ่าเขาให้ตายเสียอีกแต่นั้นเป็นศิษย์ที่นางรับไว้หากจะต้องเห็นเขาตายในการประลองครั้งนี้นางคงเจ็บปวดใจอย่างมาก

            “เจ้ากำลังทำให้อาจารย์ลำบากใจนะ!” ความลังเลที่มีอยู่ ทำให้นางที่นิ่งมาโดยตลอดไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร

            “เขาเป็นเด็กที่ดื้อรั้นเต็มไปด้วยทิฐิ คนอย่างเขา หากเลือกอะไรไปแล้วก็ยอมทำทุกอย่างแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต” เฟิงอู๋เฮิ่นที่ไม่ค่อยพูดจามาโดยตลอดก็เอ่ยขึ้นอย่างเคร่งขรึม

            ฉู่ซวนนิ่งเงียบนางจะลุกขึ้นอยู่หลายครั้ง แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้

            อีกด้านหนึ่งสวีฝูกำลังลูบเคราและแอบคิดอะไรบางอย่างอยู่ เหมือนกำลังคิดตัดสินใจอะไรบางอย่าง

            “บอกออกไปว่าสถานะของเย่เฉินคือผู้ปรุงยาดีไหม?” สวีฝูแอบคิดอยู่ในใจ เขารู้ดีถึงความสำคัญของสถานะผู้ปรุงยาและยังรู้ด้วยว่าหากนักพรตเต้าเสวียนรับรู้สถานะของเย่เฉินว่าเป็นนักปรุงยาแม้ว่าจะมีการแทรกแซงจากพวกของเก๋อหง แต่เขาก็จะแย้งกลับอย่างสุดกำลังเช่นกัน

            แต่ผลลัพธ์ของการทำเช่นนี้ล่ะ?

            สิ่งที่สวีฝูกำลังสับสนก็คือผลลัพธ์หลังจากทำเช่นนั้นแม้ว่าจะอยู่กับเย่เฉินมาได้ไม่นาน แต่กลับรู้จักนิสัยใจคอของเย่เฉินเป็นอย่างดีเขาเป็นเด็กดื้อรั้นและยังเป็นคนหยิ่งผยองจึงไม่อาจจะใช้สถานะในการเป็นนักปรุงยาของตนเองมาเรียกร้องความเอ็นดูจากสำนักเพื่อให้สั่งยุติการประลองได้

            “หากเป็นเช่นนั้นมันก็จะดูไม่สบายใจยิ่งกว่าฆ่าเขาให้ตายเสียอีก!”สวีฝูพึมพำอีกครั้ง และยังคงครุ่นคิดต่อไป

            เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้วเก๋อหง นักพรตชิงหยางและจ้าวจื้อจิ้งกลับเป็นพวกที่หัวเราะสะใจ

            พวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเย่เฉินจะไม่ยอมพ่ายแพ้เป็นเพราะเหตุนี้จื่อซานจึงจะสามารถสังหารเขาได้อย่างเปิดเผยบนลานประลองโดยไม่ได้รับการลงโทษจากสำนักความแค้นใจในอดีตทำให้พวกเขาต่างใจจดใจจ่อกับการเฝ้าดูการประลองที่อยู่เบื้องล่างทุกครั้งที่เย่เฉินได้รับบาดเจ็บ สำหรับพวกเขาแล้วล้วนเป็นเรื่องที่แสนจะน่ายินดีอย่างยิ่ง

            เฮือก!

            บนลานประลองจื่อซานที่กำลังบ้าคลั่งและดุร้าย ได้แทงกระบี่ทะลุร่างของเย่เฉินอีกครั้งจากนั้นจึงใช้ฝ่ามือตบเย่เฉินจนพลิกออกไปสองสามจ้าง1

            “ครั้งนี้เจ้าคงยากที่จะลุกขึ้นมาแล้วล่ะ!” ด้านล่างลานประลองมีใครบางคนพูดขึ้นเบาๆ

            “บาดเจ็บหนักขนาดนี้ลุกขึ้นมาได้อีกสิน่าแปลก”

            “แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้เขาก็มีความโอหังเช่นกัน แม้ว่าจะแพ้ เขาก็ไม่อายหรอก”

            “ครั้งนี้เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?” บนลานประลอง จื่อซานเหนื่อยหอบอย่างรุนแรง แต่กลับยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว

            การสนทนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเลือดเปรอะเปื้อนลานประลองทั้งสี่ด้าน และกลายเป็นความเงียบงันทุกสายตาต่างจ้องมองไปบนลานประลอง มุ่งสายตาไปยังเงาร่างที่เปื้อนเลือด

            “สิบ”มีใครบางคนตะโกนเสียงดังขึ้นมา ทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบนั้น

            “เจ้านี่มัน”เมื่อเห็นดังนั้น เจ้าหมีสองก็รีบหยิบกระบองฟันหมาป่ามุ่งไปในทิศทางของยอดเขาตี้หยางแต่ถูกพวกฉีเยว่ห้ามเอาไว้เสียก่อน

            “เก้า”เสียงที่ดังขึ้นต่อมามีความดังเป็นพิเศษ ศิษย์สำนักตี้หยางต่างลุกขึ้นยืนและต่างชูแขนขึ้นมา พลางตะโกนออกไป และส่งสายตาอันยั่วยุไปให้เจ้าหมีสอง

            “แปด”เสียงตะโกนดังขึ้นอีกครั้ง และเสียงครั้งนี้ก็ดังเป็นพิเศษเพราะศิษย์ยอดเขาเหรินหยางก็ลุกขึ้นมาแล้วเช่นกัน

            “เจ็ด”เสียงตะโกนดังขึ้นอีกเป็นระลอกคลื่น ศิษย์ของวิหารประกาศิตก็ทยอยเข้ามาสมทบ

            วิธีการของยอดเขาเหรินหยางยอดเขาตี้หยางและวิหารประกาศิต มีเจตนาที่ชัดเจน นี่คือการนับถอยหลังให้กับเย่เฉินหากนับจนถึงเลขหนึ่งแล้วเย่เฉินยังไม่ลุกขึ้นมานั่นหมายความว่าเขาได้ยอมแพ้ต่อการประลองในครั้งนี้แล้วและยังหมายความว่าเขาได้สูญเสียคุณสมบัติในการเข้าสู่สำนักในไปแล้วและยิ่งหมายถึงเย่เฉินได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าเดิมพันเพื่อหลอกตนเองเท่านั้น

            “พวกเราเข้าไปทุบพวกมันเถอะ!” เจ้าหมีสองตะโกนขึ้นมาจากด้านล่างลานประลอง

            แต่กลับไร้ความเคลื่อนไหวใดๆจากพวกของฮั่วเถิง สีหน้าของแต่ละคนดูเคร่งขรึมหากการประลองของสำนักนอกสามารถยกพวกไปตีกันได้ แล้วยังจะต้องรอจนถึงตอนนี้หรือ?

            “หก”ในความเงียบสงัด ศิษย์ยอดเขาเหรินหยาง ยอดเขาตี้หยางและวิหารประกาศิตก็ได้ส่งเสียงดังขึ้นอีกครั้ง สีหน้าท่าทางอันบึ้งตึงของแต่ละคนเหมือนอยากจะวิ่งขึ้นไปบนลานประลองเพื่อฉีกเย่เฉินออกเป็นชิ้นๆ

            “ห้า”

            “สี่”

            “สาม”

            ศิษย์แท้จริงของทั้งสามสำนักต่างส่งเสียงตะโกนดังสนั่น

            เฮ้!

            ในตอนนี้หลายคนถอนหายใจออกมา และบ่นถึงเรื่องน่าเศร้าของเย่เฉินเดิมทีคิดว่าพละกำลังของเขาจะสามารถเข้าสู่สำนักในได้แต่กลับไม่คิดเลยว่าสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เขาต้องเจออุปสรรคอีกครั้งทั้งยังถูกคนลอบทำร้ายในช่วงเวลาวิกฤตและหากทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปก็คงเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าสังเวช

            คนกระทำไม่เท่าฟ้าลิขิตจริงๆ

            หลายคนต่างถอนหายใจอย่างลับๆนี่มันโชคชะตากลั่นแกล้งชัดๆ

            บนลานประลองจื่อซานยกคางสูง ดูเหมือนว่าเขากำลังเพลิดเพลินอยู่กับเสียงของการนับถอยหลังเหมือนว่าเขากำลังได้รับความรักราวกับทั้งสามสำนักให้เขาออกมาเป็นตัวแทนจนมีความรู้สึกคล้ายกำลังจะลอย

            กลางอากาศฉู่ซวนเอ๋อร์ได้ลุกขึ้นยืน และเฝ้ารอให้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายเพื่อที่จะได้มุ่งขึ้นไปบนลานประลองและให้ความช่วยเหลืออาการบาดเจ็บของเย่เฉิน

            “สอง”ศิษย์ทั้งสามสำนักต่างส่งเสียงดังขึ้นถึงระดับสูงสุดเสียงนั้นดังก้องผ่านไปจนถึงสำนักนอกของสำนักเหิงเยว่

            “เจ้าเก่งมากนักไม่ใช่หรือ?” ยังไม่รีบจะนับจนถึงเลขหนึ่งพวกศิษย์ของยอดเขาตี้หยางแต่ละคนต่างส่งเสียงตะโกนอย่างเหี้ยมโหด

            “ถ้าแน่จริงเจ้าก็ลุกขึ้นมาสู้ต่อสิ!” ศิษย์ยอดเขาเหรินหยางต่างระบายความโกรธแค้นออกมาอย่างไร้ยางอาย

            “ยอมตายโดยไม่ยอมจำนนเป็นเรื่องที่ตลกมากจริงๆ” ศิษย์วิหารประกาศิตตะโกนคร่ำครวญ

            ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเย่เฉินจะเป็นเหมือนคนที่ถูกสาปแช่งจากผู้คนนับร้อยพัน ต่ำต้อย ดูหมิ่นราวกับว่าเลือดที่เต็มอยู่บนพื้นจะไม่สามารถทำความสะอาดสิ่งสกปรกบนร่างกายเขาได้

            บนเมฆนั้นนักพรตเต้าเสวียนมองไปยังยอดเขาเหรินหยางยอดเขาตี้หยางและวิหารประกาศิตที่กำลังทำหน้าตาน่าเกลียดด้วยใบหน้าที่นิ่งขรึมอย่างถึงที่สุด และเหลือบมองไปยังเก๋อหงและพวกทั้งสามคนอย่างเย็นชา“ทั้งสามท่าน ลูกศิษย์ที่ท่านพามาด้วย ได้รับการสั่งสอนมาแบบนี้หรือ?”

            “ศิษย์พี่เต้าเสวียนท่านก็พูดเกินไปพวกเขาก็แค่แสดงความรู้สึกก็เท่านั้นเอง” แม้ว่าจะถูกสั่งสอนแต่พวกเก๋อหงต่างก็แสดงความพอใจออกมา

            “ศิษย์ไร้ความรับผิดชอบ”เฟิงอู๋เฮิ่นเอ่ยออกไปอย่างเย็นชา โดยไม่ไว้หน้าทั้งสามคนนั้นเลยแม้แต่น้อย

            “ชัยชนะคือหนทางของความยิ่งใหญ่”ทั้งสามคนมองไปยังเฟิงอู๋เฮิ่นและส่งเสียงออกมา

            “ศิษย์ของข้าถึงแม้ว่าจะพ่ายแพ้ แต่ก็แพ้อย่างซื่อสัตย์โปร่งใส” เสียงอันเยือกเย็นล่องลอยมาฉู่ซวนเอ๋อร์ก้าวฝีเท้าออกมา แม้ว่าเย่เฉินจะพ่ายแพ้แต่นางก็ไม่ต้องการให้ศิษย์ของตนเองถูกทำร้ายและถูกต่อว่า เขาไม่ใช่นักโทษแล้วเหตุใดจะต้องมาแบกรับคำวิจารณ์ที่ไร้เหตุผลด้วย

            แต่ในขณะที่นางกำลังจะก้าวลงจากเมฆขาอันเรียวงามของนางที่กำลังยกขึ้น ก็ต้องหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศเนื่องจากเงาร่างที่เปื้อนเลือด บนลานประลองได้ลุกขึ้นยืนขึ้นมาอย่างกะทันหัน

            “นี่...”เมื่อได้เห็นภาพที่น่าตื่นตา ฉู่ซวนเอ๋อร์ ก็ใช้มือปิดปากของตนเองทันที

            “เจ้าเด็กคนนี้...”ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักพรตเต้าเสวียนหรือพวกสวีฝู ล้วนแต่ลุกขึ้นยืนในทันทีทุกคนต่างจับจ้องไปยังเย่เฉินที่เปื้อนไปด้วยเลือดซึ่งอยู่บนลานประลองด้วยความประหลาดใจ

            “เป็นไปได้อย่างไร”เก๋อหง นักพรตชิงหยางและจ้าวจื้อจิ้งต่างลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าของความตกใจ

            เยี่ยม!

            เยี่ยม!

            ด้านล่างมีเสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นเหมือนกระแสคลื่น

            หากเทียบกับพวกเขาศิษย์ของยอดเขาเหรินหยาง ยอดเขาตี้หยางและวิหารประกาศิตกลับมีสีหน้าที่น่าเกลียดอย่างหาอะไรเปรียบไม่ได้

            “นี่มันเป็นไปได้เป็นไปไม่ได้” เห็นได้ชัดว่าดวงตาของจื่อซานที่อยู่บนลานประลองมีความแปลกใจและไม่อยากเชื่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหน้าเขา

            “ข้าเดิมพันกับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้เจ้ามีสิทธิอะไรจะให้ข้ายอมแพ้” เสียงอันแหบแห้งของเย่เฉินดังขึ้นเรื่อยๆ เขาค่อยๆเงยหน้าที่เปื้อนเลือดขึ้นมา และดวงตาที่แดงดั่งเลือดจึงทำให้มั่นใจได้ถึงความเชื่อมั่นในชัยชนะ

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน