[จบ] เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90

    บทที่ 40 เรื่องราวความรัก

    บทที่ 40 เรื่องราวความรัก


    “แล้วคุณอา เคยเสียใจไหมคะ?”


    ต้องบอกว่าเจียงหนานเกิดความสนใจในเรื่องราวความรักของลู่ฮุ่ยฟางกับฟางกั๋วผิงอย่างมาก


    เธออยากรู้มากจริง ๆ ว่าเหตุใดลู่ฮุ่ยฟางยอมแตกหักกับบิดาของตัวเองแล้วยืนกรานที่จะเลือกความรัก


    อาหญิงของลู่ฮ่าวเสียใจไหมที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นแบบนี้?


    “เธอหมายถึงว่าเสียใจไหมที่แต่งงานกับอาเขยน่ะหรือ?” ลู่ฮุ่ยฟางชะงักแล้วมองมายังเจียงหนาน


    เจียงหนานพยักหน้าอย่างระแวดระวัง


    ลู่ฮุ่ยฟางส่ายหัวอย่างไม่ลังเล สีหน้าหนักแน่น “ไม่เลย ฉันไม่เคยเสียใจ”


    “ถ้าจะพูดว่าเสียใจ ก็มีอยู่นะ” แต่ต่อมาลู่ฮุ่ยฟางก็ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าขมขื่น “ฉันเสียใจที่ตอนวัยรุ่นทำตัวสะเพร่า จัดการกับปัญหาไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่ฉันมีทางออกที่ดีกว่า แต่ฉันกลับเลือกวิธีการสุดโต่ง ทำร้ายความรู้สึกของพ่อ”


    หากสามารถย้อนเวลาได้ เธอจะคำนึงถึงความรู้สึกของชายชรา จะพูดคุยสื่อสารกับบิดาดี ๆ แม้จะเป็นเรื่องยากก็จะพยายาม พยายามเกลี้ยกล่อมเขา ไม่ใช่...


    เจียงหนานได้ฟังคำตอบของอาหญิงของลู่ฮ่าว หากบอกว่าไม่สะเทือนถึงก้นบึ้งของหัวใจก็คงจะโกหก


    ช่วงเวลาหนึ่งในยุคหลัง มีคำกล่าวอันเป็นที่นิยมอย่างมากว่า บางคนยอมหัวเราะบนรถจักรยานดีกว่าร้องไห้บนรถบีเอ็มดับเบิลยู*[1]


    บางที ลู่ฮุ่ยฟางอาจเป็นคนแบบนี้


    เลือกความรักโดยไม่คิดเปลี่ยนใจ แต่งงานให้กับความรัก


    ต่อให้ลำบากแค่ไหน ขอแค่ได้อยู่เคียงข้างคนรัก หัวใจของเธอก็สุขล้น


    เจียงหนานนับถือในตัวลู่ฮุ่ยฟางมาก เพราะเจ้าตัวเลือกเส้นทางที่น้อยคนจะยืนหยัดต่อไปได้


    แม้จะเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่ไม่คิดถอยหลังกลับ อีกทั้งยังก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก


    และไม่เคยยอมแพ้


    จู่ ๆ เจียงหนานก็อยากโอบกอดผู้หญิงร่างผอมบางคนนี้ขึ้นมา “คุณอาเป็นคนกล้าหาญ ฉันชื่นชมคุณอามากเลยค่ะ”


    ลู่ฮุ่ยฟางประหลาดใจ “ชื่นชม?”


    หลายปีมานี้ คนที่วิพากษ์วิจารณ์เธอลับหลัง อีกทั้งยังว่ากล่าวต่าง ๆ นานา


    บางคนบอกว่าเธอตาต่ำ บางคนทอดถอนใจว่าชีวิตของเธอช่างน่าสังเวช บางคนก็หัวร่อว่าเธอใจเสาะอ่อนแอ รับมือกับพวกสะใภ้ด้วยกันไม่ได้ หนำซ้ำสามียังบาดเจ็บจนพิการ...


    บางคนถึงกับหัวเราะเยาะ บอกว่าใช้ชีวิตแบบนี้เป็นการชดใช้กรรมที่ขัดต่อประเพณีและศีลธรรมในอดีต


    ไม่เคยมีใครเคยชื่นชมมาก่อน!


    เจียงหนานกล่าวจากใจจริงว่า “ในยุคสมัยนั้น คนที่สามารถไล่ตามความสุขของตัวเองได้อย่างกล้าหาญคงจะมีไม่มาก โดยเฉพาะเด็กสาวอายุยังน้อย คุณอาต่อสู้กับคนอาวุโสและคนทั้งยุคสมัยเพื่อความรัก ฉันนับถือมากจริง ๆ ค่ะ”


    ได้รับการสนับสนุนจากภรรยาของหลานชาย ลู่ฮุ่ยฟางจึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง เธอคลี่ยิ้มออกมาทันที “น่านับถืออะไรกัน ฉันในตอนนั้นถือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่างหาก”


    “ฉันกับลู่ฮ่าวจะเกลี้ยกล่อมคุณปู่เองค่ะ คุณอาก็อย่าคิดเล็กคิดน้อยกับเขาเลยนะคะ อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็เป็นคนป่วย”


    “ฉันจะคิดเล็กคิดน้อยได้อย่างไรกัน ฉันแค่อยากให้เขามีสุขภาพแข็งแรง ต่อให้เขาจะทุบตีฉัน ดุด่าฉัน ไม่อยากเห็นหน้าฉัน ตราบใดที่เขาสบายดี จะเป็นอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น”


    ลู่ฮุ่ยฟางพูดถึงจุดนี้ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่


    ชายชราที่แข็งแรงขนาดนั้น จู่ ๆ จะป่วยได้อย่างไร?


    ก่อนหน้านี้ เธอคิดเสมอว่าเวลาสามารถเยียวยาความเจ็บปวดทั้งหมดได้


    รอกระทั่งชีวิตของเธอดีขึ้น เธอและครอบครัวจะไปคุกเข่ารับผิดต่อหน้าบิดา เขาต้องให้อภัยอย่างแน่นอน


    ดังนั้นลู่ฮุ่ยฟางจึงพยายามหาวิธีรักษาฟางกั๋วผิงมาโดยตลอด


    แต่เธอกลับละเลยต่อความจริงที่ว่า บิดาอายุเจ็ดสิบปีแล้ว


    เวลาไม่เคยเมตตาใคร


    ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเกิดแก่เจ็บตาย


    นาทีนี้ ลู่ฮุ่ยฟางอยากปรากฏตัวตรงหน้าพ่อผู้แก่ชราเสียเหลือเกิน


    คุกเข่ายอมรับผิดแก่เขา จะถูกเขาทุบตีด่าทอก็ช่าง


    เธอจะไม่สนใจอะไรอีกต่อไป


    ทว่าลู่ฮุ่ยฟางก็ขจัดความคิดนี้ทิ้งอย่างรวดเร็ว


    ลู่ฮ่าวบอกแล้วว่าจะให้ชายชราเกิดอารมณ์โทสะไม่ได้


    เธอไม่อาจปรากฏตัวต่อหน้าชายชราได้ในตอนนี้


    หลังจากทำอาหารเสร็จ เจียงหนานกับลู่ฮุ่ยฟางก็ยกจานเข้าไปในห้องโถง ลู่ฮ่าวกำลังอธิบายวิธีการออกกำลังกายตามปกติรวมถึงข้อควรระวังต่าง ๆ ให้ฟางกั๋วผิงฟัง


    “เอาล่ะ กินข้าวกันเถอะ”


    ลู่ฮุ่ยฟางนำชามและตะเกียบส่งถึงมือฟางกั๋วผิง


    ลู่ฮ่าวกับเจียงหนานก็นั่งลงกินข้าวเช่นกัน


    ลู่ฮุ่ยฟางไร้ซึ่งความอยากอาหาร เธอบรรจุอาหารใส่ในกล่องข้าวอะลูมิเนียม ตักวุ้นเส้นที่พ่อชอบกินเยอะ ๆ อย่างใส่ใจ และนำแผ่นแป้งที่ทำเองใส่ในถุงเล็ก ๆ


    ตอนลู่ฮ่าวกับเจียงหนานกินข้าวเสร็จแล้วกำลังจะกลับ ลู่ฮุ่ยฟางก็ยื่นกล่องข้าวให้เจียงหนานอย่างระมัดระวัง


    เจียงหนานรับกล่องข้าวมา เอ่ยขึ้นว่า “อย่ากังวลเลยค่ะ คุณปู่ดื่มยาจีนอยู่ เอาไว้ตอนพวกเรารับซื้อสมุนไพร คุณอาแวะไปขายได้นะคะ”


    “ได้เลย”


    ลู่ฮุ่ยฟางทอดมองเงาหลังอันห่างไกลของลู่ฮ่าวกับเจียงหนาน เธอฝากความหวังทั้งหมดไว้กับหลานสะใภ้คนนี้


    หวังว่าเจียงหนานจะสามารถโน้มน้าวใจพ่อของเธอได้


    พ่อจะได้ยอมให้เธอเข้าบ้าน


    ยามเจียงหนานกับลู่ฮ่าวกลับถึงบ้าน ผู้เฒ่าลู่กำลังเอาสองมือไพล่หลัง เดินทอดน่องอยู่ที่หน้าประตู


    เมื่อเห็นพวกเขากลับมา ผู้เฒ่าลู่ก็ถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “เถ้าแก่คนนั้นล่ะ?”


    “กลับไปแล้วค่ะ”


    “คุณปู่ รีบเข้าบ้านเถอะครับ”


    เจียงหนานวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะเตี้ย “พวกเรากินข้าวที่บ้านอาหญิงมาแล้ว เอามาฝากคุณปู่กล่องหนึ่งด้วย วันนี้เราจะไม่ทำอาหารแล้วค่ะ คุณปู่รีบกินเข้านะคะ กินเสร็จจะได้ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านให้ออกประกาศเรื่องรับซื้อสมุนไพร”


    ผู้เฒ่าลู่เหลือบมองกล่องข้างในมือเจียงหนาน แค่นเสียงเย็นออกมา “ฉันไม่กิน ฉันทำอาหารเองได้”


    ลู่ฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณปู่เลิกดื้อสักทีได้ไหมครับ? เวลาผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว ยังมีอะไรที่ให้อภัยไม่ได้? ตอนนั้นอาหญิงก็ไม่ได้ผิดสักหน่อย”


    “หล่อนไม่ผิด? งั้นเป็นความผิดของฉันอย่างนั้นสิ?” ชายชราผู้อ่อนโยนเสมอพลันอารมณ์แปรปรวน ตบโต๊ะหนึ่งฉาด “ใครทำร้ายความรู้สึกใครกันแน่?”


    ลู่ฮ่าวหน้าทะมึน ไม่อาจแข็งข้อกับชายชราต่ออีก


    เจียงหนานหดคอ เอ่ยเสียงอ่อนว่า “คุณปู่ อย่าโกรธเลยค่ะ”


    ด้วยกลัวเจียงหนานจะเข้าใจผิด ผู้เฒ่าลู่รีบเก็บสีหน้าเดือดดาล พูดอย่างนุ่มนวลว่า “หนานหน่าน ไม่ต้องกลัว ปู่ไม่ได้ว่าเธอ”


    เจียงหนานตกใจจนเสียขวัญ กล่าวอย่างกระดากอายว่า “คุณปู่ ข้าวกล่องนี้หนูเป็นคนเอามาเองค่ะ คุณปู่ไม่กินก็ไม่เป็นไร อย่าโกรธเลยนะคะ หนูจะเทใส่เล้าไก่ให้ไก่กินเป็นอาหารก็แล้วกันค่ะ”


    ผู้เฒ่าลู่ “...”



    *[1] บางคนยอมหัวเราะบนรถจักรยานดีกว่าร้องไห้บนรถบีเอ็มดับเบิลยู หมายถึง ยอมมีความสุขบนชีวิตที่ยากจนดีกว่าทุกข์ระทมบนชีวิตที่ร่ำรวย

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 ที่คุณอ่าน