ฉันมองสนามฝึกที่เพิ่งผ่านการประลองมาเมื่อครู่อย่างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประทับใจ
พวกห้องเรียนพิเศษนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ ตอนแรกฉันคิดว่าคงมีแค่เอเลน่า อัลเดน หรือเนเรียเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่พอมองไปรอบ ๆ แล้ว นักเรียนคนอื่นเองก็มีความสามารถในระดับที่สูงพอสมควร
ฉันยังเห็นนักเรียนจากห้องอื่นด้วย ถึงจะไม่ได้โดดเด่นเท่าพวกห้องพิเศษ แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานเมื่อห้าร้อยปีก่อน... ก็นับว่าเก่งมากทีเดียว
ฉันอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ ชักอยากเห็นพวกจอมเวทแล้วสิว่าจะเก่งกันแค่ไหน เมื่อก่อนฉันแทบไม่เคยสนใจศาสตร์เวทมนตร์เท่าไรนัก สำหรับฉันแล้วดาบก็เพียงพอ ถ้าศัตรูอยู่ตรงหน้า... ฟันให้ตายก็จบ
แต่โลกผ่านไปตั้งห้าร้อยปีแล้ว ศาสตร์เวทมนตร์จะพัฒนาไปถึงไหนกันนะ? แค่คิดก็อยากเห็นขึ้นมาแล้ว
ทว่า—
ไม่เอาดีกว่า
ฉันรีบตัดความคิดนั้นทิ้งทันที ฉันไม่อยากเรียนเวทมนตร์อย่างเด็ดขาด ต่อให้ศาสตร์เวทมนตร์ในยุคนี้พัฒนาไปไกลแค่ไหนก็เถอะ ฉันไม่อยากนั่งเรียนอะไรที่ต้องท่องตำราเป็นร้อยเป็นพันหน้า
น่าเสียดายจริง ๆ อยากรู้ก็อยากรู้ แต่ไม่อยากเรียน
เอาเถอะ ไว้หาโอกาสแอบดูเอาก็แล้วกัน
หลังจากจบคลาสศิลปะการต่อสู้ เวลาก็ล่วงเข้าสู่ช่วงเย็นพอดี วิชาอื่น ๆ ค่อยคิดพรุ่งนี้ก็แล้วกัน วันนี้ฉันขอพักสมองหน่อย และสิ่งที่ฉันอยากทำมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ...
ช้อปปิ้ง!
ใช่ ช้อปปิ้ง ในเมื่อปัจจุบันพัฒนาไปมากกว่ายุคของฉันตั้งห้าร้อยปีแล้ว อาหารเองก็น่าจะพัฒนาขึ้นด้วยใช่ไหม?
และมันก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ
ฉันใช้เวลาช่วงเย็นเดินตระเวนไปตามร้านอาหารต่าง ๆ รอบสถาบัน อาหารแต่ละอย่าง... อร่อยเหลือเกิน! นี่มันอะไรกัน?! เนื้อถูกปรุงจนแทบละลายในปาก ขนมปังนุ่มกว่าที่ฉันเคยกิน น้ำซุปมีรสชาติซับซ้อนกว่าสมัยก่อนหลายเท่า แม้แต่ของว่างธรรมดา ๆ ก็ยังอร่อยจนฉันต้องหยุดเดินแล้วซื้อเพิ่ม
ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดมนุษย์ถึงพัฒนาไปได้ไกลขนาดนี้ เทคโนโลยีเวทมนตร์อาจพัฒนาขึ้น... แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นอาหารนี่แหละ
ฉันตระเวนชิมอาหารไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ปิดท้ายด้วยสิ่งที่เมื่อก่อนฉันแทบไม่สนใจ
ของหวาน
ตอนเป็นโอไรออน ฉันไม่ค่อยชอบของหวานเท่าไร มันหวานเกินไป เลี่ยน และไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับนักดาบ แต่หลังจากมาอยู่ในร่างนี้... ไม่รู้ทำไม ของหวานถึงกลายเป็นของโปรดไปเสียแล้ว โดยเฉพาะ—พุดดิ้ง
ฉันเดินเข้าไปในร้านของหวานแห่งหนึ่ง บรรยากาศภายในร้านอบอุ่น มีโต๊ะเล็ก ๆ จัดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ และมีกลิ่นหอมหวานของขนมลอยอบอวลอยู่ทั่วร้าน
ฉันหยิบรายการของหวานขึ้นมาดู สายตาหยุดลงที่เมนูหนึ่ง
พุดดิ้งสูตรพิเศษ — 20 คะแนน
ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อย ยี่สิบคะแนน... ถือว่าเยอะพอสมควรสำหรับของหวานถ้วยเดียว แต่ความอยากมันห้ามยากนี่นา
"ขอพุดดิ้งสูตรพิเศษถ้วยนึง"
พนักงานรับรายการ "ได้ครับ กรุณารอสักครู่นะครับคุณลูกค้า"
ฉันพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ ระหว่างรอ ฉันยกข้อมือขึ้นดูกำไลนำทาง ตัวเลขอันดับปรากฏขึ้นบนหน้าจอเวทมนตร์
อันดับ 6
ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง... อันดับหก ก็ไม่ได้แย่ แต่ถ้าฉันศึกษากฎหมายกับประวัติศาสตร์ให้มากกว่านี้ตั้งแต่แรก บางทีอาจจะได้อันดับที่ดีกว่านี้
ฉันถอนหายใจ ก่อนสายตาจะเลื่อนลงไปยังคะแนนสะสมของตัวเอง
1,150 คะแนน
...
ฉันเงียบกริบ เมื่อวานยังมากกว่านี้ตั้งเยอะ สองวันเท่านั้น! สองวัน! ฉันใช้คะแนนไปกับอาหาร ของหวาน แล้วก็ของจุกจิกอีกมากมาย
แย่แล้ว... มัวแต่สนุกจนลืมตัวไปหน่อย ฉันเอามือแตะหน้าผากตัวเองเบา ๆ ถ้ายังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป คะแนนคงหมดก่อนจบเทอมแน่ สงสัยต้องยับยั้งตัวเองให้มากกว่านี้แล้ว อย่างน้อยก็ควรเหลือคะแนนไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ขณะที่กำลังคิดเรื่องนั้น—
"พุดดิ้งสูตรพิเศษได้แล้วครับ"
ฉันเงยหน้าขึ้นทันที พุดดิ้งถ้วยใหญ่ถูกวางลงตรงหน้า ผิวด้านบนเรียบเนียน มีซอสคาราเมลสีทองราดอยู่เล็กน้อย แค่กลิ่นก็ทำให้ฉันรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นทันที
อืม... ยี่สิบคะแนนก็ยี่สิบคะแนน คุ้มค่า!
ฉันกำลังจะหยิบช้อนขึ้นมา—
"อะไรนะ?!" เสียงโวยวายดังลั่นขึ้นมาจากบริเวณเคาน์เตอร์หน้าร้าน
ฉันชะงักช้อนในมือ
"คุณลูกค้าครับ กรุณาอย่ารบกวนลูกค้าท่านอื่นเลยครับ" เสียงพนักงานพยายามไกล่เกลี่ย
"แล้วที่นายพูดเมื่อกี้มันหมายความว่าไงว่าหมด?!" เสียงผู้หญิงดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่พอใจ "ฉันเห็น ๆ อยู่ว่าร้านนี้เพิ่งเสิร์ฟไปตรงนั้นน่ะ!"
ฉันเหลือบมองไปทางต้นเสียง หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เธอมีเรือนผมสีแดงสด ใบหน้าสวยคม ท่าทางมั่นใจจนแทบจะเรียกว่าหยิ่งยโสได้เลย เธอกำลังชี้นิ้วตรงมายังโต๊ะของฉัน
เอ๊ะ? ฉันเหรอ?
พนักงานถอนหายใจเบา ๆ "ชิ้นนั้นเป็นชิ้นสุดท้ายของวันนี้แล้วครับ"
หญิงสาวผมแดงหันมามองฉันเต็มตา จากนั้นก็สับเท้าเดินตรงเข้ามาหาทันที
"เฮ้ เธอน่ะ!"
ฉันใช้นิ้วชี้เข้าหาตัวเอง "ฉันเหรอ?"
"ก็ใช่สิ!" เธอหยุดตรงหน้าโต๊ะ ก่อนจะชี้นิ้วลงมาที่พุดดิ้งของฉัน "ฉันจะซื้อต่อ"
"ไม่" ตอบไปโดยไม่ต้องหยุดคิด
หญิงสาวชะงักกึก "อะไรนะ?"
"ฉันไม่ขาย"
"ฉันให้ราคาสองเท่า!"
"ก็ไม่"
"สามเท่า!"
"ไม่"
ฉันหยิบช้อนขึ้นมา ตักพุดดิ้งเข้าปากคำโต... อืม นุ่มมาก หวานกำลังดี อร่อยสุด ๆ!
หญิงสาวตรงหน้าเริ่มหน้าแดงด้วยความโมโห "นี่เธอ..."
ฉันเงยหน้าขึ้นมอง "ว่าไง?"
"เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?!"
มาแล้ว... ประโยคที่ฉันได้ยินจากพวกขุนนางบ่อยที่สุดในชีวิต
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี "ฉันคือ อัลเทีย เอลดริดจ์!"
ฉันชะงักไปนิดหนึ่ง... อัลเทีย เอลดริดจ์ อ้อ เพื่อนร่วมชั้นห้องเรียนพิเศษนี่เอง
เธอพูดต่อด้วยสีหน้าภาคภูมิใจเต็มเปี่ยม "ผู้มีพรสวรรค์หาได้ยากยิ่ง ผู้สามารถใช้เวทมนตร์ได้ครบทุกธาตุ!"
เธอเว้นช่วงอย่างตั้งใจ "และยังเป็นผู้สืบทอดของหอคอยเวทมนตร์ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดอีกด้วย!"
ฉันพยักหน้ารับ "สุดยอดไปเลยนะ"
ฉันพูดพร้อมส่งรอยยิ้มที่คิดว่าดูเหมือนเด็กสาวอายุสิบหกที่จริงใจที่สุดให้เธอ
อัลเทียยิ้มอย่างพึงพอใจ "เห็นไหมล่ะ เธอก็รู้จักฉัน—"
"แต่พุดดิ้งนี่ฉันไม่ให้นะ" ฉันตักเข้าปากอีกคำอย่างสบายใจ
อัลเทียค้างเติ่งไปทันที "......"
ฉันเคี้ยวพุดดิ้งนุ่มลิ้นอย่างเพลิดเพลิน อร่อยจริง ๆ ด้วย
"เธอ...!"
"หืม?"
"ฉันเพิ่งบอกไปว่าฉันเป็นใคร!"
"อื้อ ฉันได้ยินแล้ว"
"แล้วทำไมถึงยังปฏิเสธอีก?!"
"เพราะมันเป็นพุดดิ้งของฉัน"
"ฉันให้ราคาสองเท่า!"
"ฉันไม่ได้อยากขาย"
"สามเท่า!"
"ก็ไม่ขาย"
"ห้าเท่า!"
ฉันหยุดช้อนชั่วคราว ห้าเท่า... ร้อยคะแนน น่าสนใจแฮะ
แต่—ฉันมองพุดดิ้งเนื้อเนียนตรงหน้า แล้วตักเข้าปากอีกคำ
ไม่ขายหรอก
"ไม่ขาย"
อัลเทียกำหมัดแน่น "นี่เธอกำลังกวนฉันอยู่หรือไง?!"
"เปล่านี่"
"ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่ขาย?!"
"เพราะฉันอยากกิน" ฉันตอบตามความจริง
อัลเทียเถียงไม่ออกไปชั่วขณะ ฉันจึงตักพุดดิ้งกินต่ออีกคำ
"อีกอย่าง..." ฉันมองเธอด้วยรอยยิ้ม "ถ้าอยากกินจริง ๆ คราวหน้ามาให้เร็วกว่านี้ก็ได้นี่"
"ฉันเป็นผู้สืบทอดหอคอยเวทมนตร์นะ!"
"อื้อ"
"ฉันสามารถใช้เวทมนตร์ได้ทุกธาตุ!"
"สุดยอดเลยนะ"
"ฉันมีพรสวรรค์ที่คนทั่วไปไม่มี!"
"น่าประทับใจมาก"
"แล้วทำไมสีหน้าเธอถึงไม่รู้สึกอะไรเลย!"
ฉันเอียงคอเล็กน้อย "ก็ฉันกำลังกินพุดดิ้งอยู่นี่นา"
"..."
อัลเทียจ้องฉันเขม็งด้วยสายตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ฉันเองก็จ้องตอบกลับไปนิ่ง ๆ ก่อนจะส่งยิ้มให้
คุณหนูที่ถูกตามใจจนเคยตัวสินะ... ฉันเคยเจอคนแบบนี้มาเยอะในชีวิตก่อน คนที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ คนที่ถูกครอบครัวชื่นชม คนที่ไม่เคยต้องยอมให้ใคร
ถ้าเป็นเมื่อห้าร้อยปีก่อน ฉันคงไม่เสียเวลาคุยด้วยนานขนาดนี้ แต่ตอนนี้ฉันต้องเนียนเป็นเด็กสาวอายุสิบหก การสร้างเรื่องทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมชั้นเรื่องพุดดิ้งคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร โดยเฉพาะต่อหน้าคนอื่นในร้าน
คิดได้ดังนั้น ฉันจึงรีบตักพุดดิ้งคำสุดท้ายเข้าปากจนหมดถ้วย
อัลเทียที่ยังคงโวยวายชะงักกึก "นี่! เธอฟังฉันอยู่หรือเปล่า?!"
ฉันวางช้อนลงซับริมฝีปากเบา ๆ "อร่อยมากเลยล่ะ"
"หา?"
"ขอบคุณที่เข้ามาคุยด้วยนะ" ฉันลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้
"แต่ฉันต้องกลับแล้ว"
"เดี๋ยวสิ!"
ฉันหันกลับไปยิ้มกวน ๆ ส่งท้าย "ไว้เจอกันที่สถาบันนะ คุณอัลเทีย"
พูดจบ ฉันก็เดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์แล้วก้าวออกจากร้านทันที ทิ้งให้อัลเทียยืนแผดออร่าความหงุดหงิดอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าค้างเติ่ง
เมื่อเดินออกมาสู่ถนนยามเ
ย็นด้านนอก ฉันถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เฮ้อ... เด็กสมัยนี้นี่รับมือยากจริง ๆ
แต่พอคิดถึงรสสัมผัสของพุดดิ้งเมื่อครู่... ฉันก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ คุ้มค่าสองยี่สิบคะแนนจริง ๆ อย่างน้อยวันนี้ก็ถือว่าเป็นวันที่ดีละนะ