เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 106

    เวลา 20.30 น. ณ ฟาร์มกลางหุบเขาอันเร้นลับท้องฟ้ายามราตรีที่แจ่มใส พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างกลางท้องฟ้ากลบแสงดาวไปจนหมดสิ้น ความงามเพียงหนึ่งเดียวในท้องนภาโดดเด่นเกินกว่าผู้ใดจะคลาดสายตาไปได้ แม้แต่แสงสะท้อนเงาจันทราบนผืนน้ำก็ยังคงงดงาม หญิงสาวผมยาวสีแดงเพลิง ผู้ซึ่งมีความงามสามารถเทียบได้กับดวงจันทราในค่ำคืนแสนสงบนี้ เธอกำลังยืนชมดวงจันทร์ และทุกๆสิ่งรอบกายในฟาร์มกว้างใหญ่แห่งนี้อยู่ในที่เดิม ที่ที่เธอมาพักผ่อนใจยามค่ำคืนบนดาดฟ้าของบ้านน้อยหลังหนึ่ง“ท่านภาม ตอนนี้ท่านทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยกับสายลมเย็นยามรัตติกาลอยู่เพียงผู้เดียว แม้ว่าชีวิตของเธอในทุกวันนี้จะสงบสุขกว่าเมื่อครั้งยังอยู่ในคฤหาสน์หลังงาม แต่ก็ยังคงมีบางสิ่งที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกว้าเหว่เหมือนขาดอะไรไป            ชีวิตการเป็นครูที่ผ่านมามีทั้งสุข ทุกข์ เหนื่อยท้อ ประสบความสำเร็จ มีผู้คนชื่นชมยินดี ได้ช่วยเหลือเด็กๆ และผู้คนมากมายให้สานต่อความฝันความหวังในชีวิต สิ่งเหล่านั้นเคยสร้างความสุขให้กับเธอ แต่เมื่อชีวิตต้องผกผันมาเป็นลูกจ้างของชาวสวนคนหนึ่ง มันก็ไม่ได้รู้สึกเลวร้ายอันใด แต่การใช้ชีวิตในฟาร์มกลางหุบเขาเงียบสงบที่มีเพียงครอบครัวของเธอ และเพื่อนร่วมงานอีกเล็กน้อยก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นหัวใจ รู้สึกว่าชีวิตนี้มีคุณค่า ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว โดยเฉพาะถ้าได้อยู่เคียงข้างเขา ได้เห็นหน้าเจ้านายของเธอทุกๆวัน ตั้งแต่ยามเช้าถึงเย็น หรือถ้าจะให้ดีคงรวมถึงยามนอน“ว๊าย!” สาวสวยผมยาวสยายพลิ้ว ตามแรงสะบัดหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ“พี่วานีลคิดผู้ชายอีกแล้วหรือเจ้าคะ?” เมื่อเธอหันไปก็พบกับหญิงสาวผมสีแดง ที่แอบมาจี้เอวให้เธอตกใจกล่าววาจาไม่เป็นกุลสตรีออกมา“เมโลเอ้! เจ้าพูดอะไรน่าเกลียด เป็นกุลสตรีมิควรกล่าวถึงบุรุษเช่นนั้น” วานีลขึ้นเสียงใส่น้องสาวสุดท้องของเธอ แต่ท่าทางของพี่สาวคนโตก็ไม่ได้ดูน่าเกรงขามเลยสักนิด ออกจะน่ารักเสียด้วยซ้ำ“โธ่ๆ ท่านพี่วานีลอย่าโกรธเคืองน้องอย่างนั้นสิเจ้าคะ ข้าแค่เห็นว่าท่านเอาแต่เหม่อลอยทั้งวัน ตั้งแต่ท่านภามเข้าเมืองไปดูเหมือนว่าพี่สาวข้าจะอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขสักเท่าไร เพราะในเมือง ไม่ใช่สิ ที่ลูน่าซองค์เป้าหมายของท่านภามคงจะเต็มไปด้วยจอมเวทย์สาวสวยสินะเจ้าคะ” หญิงสาวแรกรุ่นยังคงล้อเลียนพี่สาวของเธออย่างสนุกสนาน“จ...เจ้า เมโลเอ้!!!” หญิงสาวผู้อ่อนหวานปรี๊ดแตกขึ้นมา ปรากฏวงแหวนเวทมนตร์ที่ใต้ฝ่าเท้า พร้อมเปลวเพลิงที่ลุกโชนท่วมร่าง และดวงตาที่กลายเป็นเปลวไฟไปแล้ว“ด...เดี๋ยว! ใจเย็นก่อนนะเจ้าคะพี่วานีล ข้าแค่ล้อเล่นเท่าน้าน!!!” หญิงสาวผมสั้นรีบวิ่งเผ่นลงจากดาดฟ้าหนีไปทันที ไม่นานวานีลก็สงบเพลิงโทสะลง เธอไม่คิดว่าตัวเองจะระเบิดพลังเวทย์ออกมามากมายเพียงนี้ แค่น้องสาวมาแกล้งแซวนิดหน่อยเพราะเห็นเธอวิตกกังวลเกินไป แต่กลับควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ไม่ได้เลย เธอไม่รู้ว่านี่เป็นเพราะเธอหลงใหลในตัวชายหนุ่มมากเกินไป หรือว่าเกิดความผิดปกติกับตัวเธอกันแน่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่พ้นสายตาของบิดามารดา ผู้รักใคร่เอ็นดูหยิงสาวดั่งดวงใจ ทั้งสองมองบุตรีของตนมาตั้งแต่ที่เธอเดินขึ้นไปชมจันทร์บนดาดฟ้า จากหน้าห้องพักคนงานของตนนั่นเอง“ลูกของเราจะเป็นอะไรไหมเจ้าคะ อองรี” สตรีวัยกลางคนผมสีแดงกล่าวกับสามีของเธอ“วานีลเป็นคนเข้มแข็ง นางจะต้องผ่านมันไม่ได้แน่นอนเลนก้า” ชายชรากล่าวกับภรรยา แต่ก็ยังมีใครอีกคนที่เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่ หรือที่จริงแล้วต้องเรียกว่าบังเอิญมาพบเห็นเข้าเสียมากกว่า‘ทั้งสองคนกำลังเป็นกังวลเรื่องคุณหนูวานีลงั้นหรือ ดีจังเลยนะที่ยังมีคนคอยเป็นห่วง’ แม็กซ์ชายหนุ่มผู้กำพร้าบิดามาดาตั้งแต่เล็ก รู้สึกสะท้อนใจอยู่เล็กน้อย แล้วเขาก็เดินจากไปเงียบๆไม่รบกวนใคร ราตรีอันหนาวเหน็บในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ของดินแดนตะวันออกแห่งฟาร์เมียนั้น ไม่ได้เลวร้ายเท่าใดนัก ผู้คนยังคงออกมาชื่นชมดวงดาวยามราตรีได้ แม้ว่าจะต้องใส่เสื้อกันหนาวตัวหนา แต่ก็ยังมีบางคนที่ใส่เพียงเสื้อแขนยาวตัวบางออกมารับลมแรงก็ตาม ที่ระเบียงใหญ่ของห้องอาหารที่ตั้งอยู่ระหว่างตึกสามชั้นสองข้าง ชายหนุ่ม และหญิงสาวเดินออกมาเดินย่อยอาหารชมดวงจันทร์งามยามราตรี“ท่านภามไม่หนาวรึเจ้าคะ ใส่เพียงเสื้อบางๆเท่านั้น” หญิงสาวในเสื้อขนสัตว์สีขาวตัวใหญ่กล่าวถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างเธอ“ข้าควบคุมธาตุไฟในกายให้เพิ่มความอบอุ่นขึ้นแทนน่ะ ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อหนาๆหรอก แบบนี้สะดวกกว่า” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยรอยยิ้ม“ท่านใช้เวทมนตร์อยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ไม่เหนื่อยหรือเจ้าคะ ถ้าเป็นข้าคงทำได้ไม่เกินชั่วโมงแน่ๆ ท่านนี่ช่างเป็นเกษตรกรที่เหนือความคาดเดาจริงๆเลยนะ” สตรีผมสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มท่ามกลางแสงจันทร์นวลสาดส่อง“เมื่อก่อนข้าก็คิดจะเป็นเพียงเกษตรกรธรรมดาอยู่เหมือนกัน แต่ในเมื่อทุกสิ่งรอบกายข้าล้วนไม่ธรรมดา อีกทั้งตัวข้ายังมีพลังเวทย์ด้วยนี่สิ คงจะไม่สามารถอยู่แบบชาวบ้านทั่วไปได้แล้ว ถึงจะรู้สึกเหนื่อยใจ แต่ก็คงต้องปรับตัวให้เหมาะสมตามนั้นล่ะนะ” ภามกล่าวความคิดของเขาออกมาให้หญิงสาวฟัง เมื่อมีอาได้ฟังสิ่งที่ภามบอกออกมา เธอรู้สึกเหมือนกับว่าชายหนุ่มน่าจะมีเป้าหมายอะไรบางอย่าง และเธอก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือเขา“ท่านภามยังต้องปรับตัวอะไรหรือเจ้าคะ ที่ผ่านมาข้าไม่เห็นถึงอุปสรรคในการเพาะปลูกหรือค้าขายของท่านเลยสักครั้ง” หญิงสาวถามออกมาด้วยความอยากรู้“การมีพลังมากเกินไปยังไงล่ะ” ภามกล่าวออกมาสั้นๆ แล้วมองออกไปยังดวงจันทร์บนท้องฟ้า“การมีพลังมันไม่ดีอย่างไรหรือเจ้าคะ ถ้ามีพลังการกระทำสิ่งใด ล้วนสะดวกง่ายดาย ผู้คนยำเกรง สามารถทำในสิ่งที่เราต้องการได้ โดยไม่ต้องไปพึ่งพาใคร ยิ่งถ้าใช้พลังนั้นช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ต้องมีผู้ที่ชื่นชมมากมายเลยนะเจ้าคะ” หญิงสาวกล่าวออกมาในแง่ดี“เพราะพลังบันดาลสิ่งที่เจ้าว่ามาทั้งหมดนั้นได้ยังไงล่ะ ผู้คนถึงต้องการมันแม้เริ่มแรกต้องการพลังเพื่อทำให้ชีวิตตนไม่ลำบาก หรือแม้กระทั่งช่วยเหลือผู้อื่น แต่เมื่อชีวิตมีความสุขแล้วมนุษย์เราก็ต้องการที่จะอยากได้มากขึ้น และมากขึ้นอย่างไม่มีสิ้นสุดจนถึงกับต้องแย่งชิงจากผู้อื่น” กล่าวจบชายหนุ่มก็หันหน้ามามองตาหญิงสาวเพื่อรอคำตอบ“แต่ข้าเชื่อมั่นเจ้าค่ะ ว่าท่านภามไม่ใช่คนแบบนั้น” มีอามองเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มแล้วกล่าวยืนยันอย่างมุ่งมั่น“ที่ข้ากังวลคือผู้อื่นจะสร้างปัญหาให้กับข้ามากกว่า ที่ดินกลางหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ผลผลิตที่ดีกว่าทั่วไปนับสิบเท่า การเก็บเกี่ยวที่รวดเร็วเหลือเชื่อ และพลังเวทมนตร์ที่ข้ามีอยู่ในกายนี้ เจ้าคิดว่าไม่มีผู้ใดอยากได้มันรึ แม้แต่ฮาคิมก็ไม่เว้น” เกษตรกรหนุ่มสีหน้าจริงจัง เขาจดจ้องเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวตาไม่กะพริบ  เมื่อหญิงสาวผมสีน้ำตาลได้ยินคำกล่าวที่เฉียบคมตรงประเด็นของชายหนุ่มจากต่างโลก ก็ทำให้เธอชะงักไปชั่วครู่ มีอาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าภามจะระแวงพี่ชายของเธอมาตลอด ทั้งที่ปากของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาหลายครั้ง ว่าฮาคิมคือเพื่อนของเขา แต่เธอกลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้พอดี“แล้วที่ท่านยอมให้ความร่วมมือกับพี่ชายข้ามาตลอด รวมทั้งการปล้นนักโทษเพื่อเหตุใดกันแน่เจ้าคะ ถ้าท่านไม่ไว้วางใจเขา!?” มีอาตั้งสติแล้วถามชายตรงหน้าอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องเกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก ที่คุณอ่าน