การประลองห้าต่อหนึ่งที่เกิดขึ้น กับกลายเป็นการประลองหนึ่งต่อห้า ที่คนน้อยกว่าเป็นคนชนะอย่างขาดลอย ผู้นำตระกูลรวมไปถึงหัวหน้าหน่วยต่างๆที่ลอยอยู่บนฟ้าและดูสถานการณ์ด้านล่างต่างมองการต่อสู้ด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางคนตกใจจนไม่อยากจะเชื่อ บางคนมีสีหน้าที่ครุ่นคิด บางคนเพียงเรียบเฉยคล้ายกับว่ารู้อยู่ก่อนแล้ว หากเมื่อวานผู้นำไม่ได้เกริ่นไว้ก่อนคงจะมีความแปลกใจในกลุ่มของคนระดับสูงในกองทัพมากกว่านี้
ฮาเวสมองการต่อสู้ที่เกิดขึ้น เขาเองยังรู้สึกแปลกใจ มันไม่มีทางอยู่แล้วที่หลินจะแพ้ เพราะฉะนั้นเขาเองก็อยากจะรู้ว่าทั้งห้าคนที่เป็นสุดยอดกลุ่มคนรุ่นใหม่จะรับมือหรือมีวิธีต่อสู้อย่างไร และหลินจะใช้วิธีไหนในการรับมือ แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ระดับต่างกันแต่ด้วยจำนวนคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าหลินปล่อยแรงกดดันออกมาเพื่อเอาชนะ ฮาเวสก็ลืมคิดว่ายังมีวิธีนี้ แต่ปกติแล้วมันมักจะไม่ถูกใช้มาในการต่อสู้จริง เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าคู่ต่อสู้เราสามารถต้านแรงกดดันเอาไว้ได้หรือเปล่า การปล่อยแรงกดดันก็ต้องใช้พลังงานและสมาธิในระดับหนึ่งอีกด้วย นอกจากนั้นหลินฉลาดกว่าที่เขาคิด ชายหนุ่มสามารถประเมินคู่ต่อสู้และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เลือกโจมตีคนที่สามารถโจมตีจากระยะไกลได้และหยุดคนอื่นๆด้วยแรงกดดัน
"หลิน เอาชนะทั้งห้าคนได้และเป็นครั้งแรกที่ผ่านเข้ารอบ" เสียงของผู้ช่วยฮาเวสกล่าวขึ้น
หลินไม่ได้ปล่อยแรงกดดันหลังจากที่ปล่อยออกมาทีแรก แต่ร่างของทั้งสี่คนยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากแรงกดดันจนทำให้ร่างกายหวาดกลัวและไม่ตอบสนอง เป็นเหตุให้หน่วยแพทย์ต้องขึ้นไปบนสนามและพาลงมาฟื้นฟู พอผู้มาคัดเลือกคนอื่นๆเห็นดังนั้น พวกเขาก็มองหลินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป กลายเป็นความหวาดกลัว ผู้คนมักจะเกรงใจและหวาดกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่าเสมอ ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องปกติ
"คนต่อไป เรเชล โรฟ" เสียงประกาศดังขึ้นเป็นสัญญาณให้เริ่มรอบต่อไป
พอเห็นได้ยินว่าคนต่อไปเป็นเรเชล หลินเรียกหอกของผู้กล้าที่เสียสละออกมาและยื่นให้เธอ
หากมีใครบางคนมอบสิ่งของให้อีกคนหนึ่ง ผู้ให้จะต้องมีแรงจูงใจหรือเจตนาอะไรบางอย่างจากผู้รับ อย่างเช่นการที่ผู้ชายมอบช่อดอกไม้ให้กับผู้หญิง สิ่งที่ผู้ชายคนนั้นต้องการก็คือความรักและความรู้สึกที่ดีจากผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงเองก็รู้ดีแก่ใจว่าผู้ชายต้องการสร้างความประทับใจให้กับเธอ หากเธอยอมรับมันก็หมายความว่าเธอตอบรับความรู้สึกของอีกฝ่าย ในทางกับกันหากหญิงสาวปฏิเสธก็ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ชอบดอกไม้ เธอแค่ไม่อยากรับความรู้สึกของเขามามันก็เท่านั้น
ในสถานการณ์ของเรเชล เธอรู้อยู่แก่ใจว่าหลินไม่ได้มอบมันให้เธอเพราะเขาต้องการความรู้สึกดีๆจากเธอ เขาคงจะมอบมันให้เธอเพราะเขาอยากให้เธอได้ไปในดันเจี้ยนพิเศษกับเขาด้วยหรือไม่ก็มอบให้เธอเพราะไม่อยากให้เธอน้อยใจที่ฟีร่าได้รับจากเขาแล้วแต่เธอยังไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าเขามอบให้เธอด้วยความรู้สึกแบบไหน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ไม่ใช่แบบที่เธอต้องการทั้งสิ้น
เมื่อคืนเธอกลับไปที่โรงแรม ถึงแม้ตระกูลจะอยากให้เธออยู่และไปพร้อมกับพวกเขา แต่เธอยืนยันและตัดสินใจที่จะกลับโรงแรม ในเมื่อตระกูลต้องการรั้งเธอไว้ ก็หมายความว่าฟีร่าเองก็คงเจอแบบเดียวกัน ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนเขาในคืนนี้ เมื่อคิดได้แบบนั้นเธอก็ยิ่งรีบกลับไปแม้จะมืดมากแล้วก็ตาม
พอมาถึงหน้าห้องเธอได้ยินเสียงพูดคุยจากด้านในเป็นเสียงของผู้หญิงสองคนที่อยู่ด้านในกับเขาด้วย เธอไม่รู้ว่าทั้งสองคนเป็นใคร แต่ฟังจากเสียงที่พูดคุยอย่างสนิทสนมก็พอจะดูออกว่ารู้จักกันมาก่อน ช่วงหลายสัปดาห์ที่มาผ่านเธอรู้สึกได้ว่าหลินมีความสุขมากกว่าปกติ และดูเหมือนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบ่อยๆ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะดูออกว่าเขากำลังคุยกับผู้หญิงและรอคอยข้อความของเธอ
เมื่อเห็นคนที่ชอบมีความสุข เธอเองก็มีความสุขไปด้วย และไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ เพราะอย่างไรก็ตามเธอก็ไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเสียหน่อย แต่พอเมื่อคืนเธอกับไม่ได้เป็นแบบนั้น เธอรู้สึกปวดขึ้นมาเหมือนกับว่าหัวใจจะหยุดเต้นไปเป็นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น พอรู้สึกตัวเธอหันหลังและเลือกที่จะเดินออกไป แต่ในขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกับอยู่ดีๆประตูห้องก็เปิดขึ้น
ทำไมไม่เข้ามาล่ะ มันเป็นเสียงของเขาที่พูดออกมาหลังจากประตูได้เปิดขึ้น มันเป็นเสียงที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที ก่อนหน้านี้เธอได้ส่งข้อความบอกเขาแล้วว่าเธอจะต้องอยู่ที่ตระกูล เธอจึงบอกเขาไปว่าเธอลืมจะมาเอาและต้องไปที่ตระกูลต่อ เป็นคำพูดโกหกเล็กๆที่ออกมาจากปากเธอ เมื่อมองไปที่ใบหน้าของชายหนุ่ม เธอก็รู้สึกได้ว่าเขารู้ว่าเธอโกหก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ยังยอมรับคำโกหกของเธอในคืนนั้น
"ขอบคุณนะ" เรเชลรับหอกจากมือของหลินพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานกว่าปกติ
"ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น สู้ให้เต็มที่" หลินพูดให้กำลังใจ โดยไม่ได้เอะใจเลยว่าการพูดของหญิงสาวนั้นไม่ได้พูดเหมือนปกติ
เรเชล สนใจอาการของหลินหลังจากได้ยินที่เธอพูด แต่เมื่อเห็นว่าเขายังดูปกติ เธอก็ยิ้มและออกเดินไปในสนาม พอได้ยินเขาพูดให้กำลังใจเธอ เรเชลก็รู้สึกเหมือนกับว่าเธอมีเรี่ยวแรงมหาศาลเพิ่มมาจากไหนก็ไม่ทราบ
หญิงสาวยิ้มและเดินไปอย่างสง่างาม โดยไม่รู้สึกตัวเลยว่าหอกที่เธอรับมานั้นสั่นไหวอยู่บนมือเธอครู่หนึ่ง และหอกนั้นได้ยอมรับในตัวเธอแล้ว แถมยังเป็นการยอมรับที่เกิดขึ้นจากตัวของเธอเองอีกด้วย