หลังจากที่องค์จักรพรรดิเสด็จกลับวังหลวงกองทหารกบฏก็ล้วนถูกจับตัวไว้ทั้งสิ้น ทหารพยัคฆ์และทหารรักษาพระนครมีมากที่สุดจับได้ราว ๆ สองหมื่นนายที่เหลือถูกสังหารกลางสมรภูมิสิ้น
กองทัพฝ่ายองค์รัชทายาทเองก็สูญเสียมิใช่น้อยทหารกว่าสามหมื่นนายสละชีพกลางสมรภูมิศึก แต่ที่น่าแปลกใจคือ จูหยวนตั้งใจใช้แผนชะลอศึกสู้รบดุเดือดครั้งสุดท้ายหวังจะยื้อให้นานที่สุดซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น แต่ทำไมกองทัพตระกูลถูแปดหมื่นนายยังมาไม่ถึงหนิงเฟยหลงจึงส่งหน่วยสอดแนมไปสืบ
เวลาต่อมาหน่วยสอดแนมได้กลับมารายงานพร้อมกับสีหน้าที่แตกตื่นอย่างยิ่ง“นะ..นายท่าน กองทัพตระกูลถู..”
“อย่างไรอย่าอ้ำอึ้ง” หนิงเฟยหลงเห็นความผิดปกติจึงเร่งเร้า
ทหารนายนั้นกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก เขาค่อนข้างตกใจกับสิ่งที่ตนเองเห็นมา“ตายสิ้นทั้งกองทัพขอรับ !”
“!!!!!!”หนิงเฟยหลงยืนนิ่งไปเขาอึ้งจริง ๆ และอดที่จะหวาดกลัวไม่ได้ “ฝีมือใครกัน ?”
นายทหารผู้นั้นดูอ้ำอึ้ง แล้วจึงกล่าวตอบด้วยความหวาดกลัว“กองทัพ...มังกร..” เขาตอบเสร็จก็ก้มหน้าลงดวงตาสั่นไหว เมื่อนึกถึงภาพสังหารโหดหรือศพที่นอนตายเกลื่อนก็อดที่จะตกใจมิได้
“ที่แท้ทั้งหมดนี่ก็คือแผนการขององค์จักรพรรดิ...” หนิงเฟยหลงหลับตาลงเขาต้องการความสงบ ความคิดนี้ทำให้เขาหวาดกลัวเกินไป คนที่ลงมือจริง ๆ คือองค์จักรพรรดิเช่นนั้นตระกูลเหรินเล่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากัน ?
พอตรึกตรองดูแล้ว เห็นจะมีแต่กองทัพมังกรและกององครักษ์หลวงที่ไม่มีความสูญเสียแม้แต่น้อย ที่จริงแล้วเรื่องพวกนี้บ่งบอกได้ถึงอนาคตที่เลือนรางได้แล้ว
ตระกูลใหญ่ทั้งสามอีกไม่นานคงได้เป็นเพียงอดีต...
...
พระตำหนักเฉียนชิง
องค์จักรพรรดิทรงประทับรอบนพระราชบัลลังก์มังกรอันวิจิตรอยู่นานแล้ว
เมื่อขุนนางเข้ามาก็พากันก้มต่ำไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตาเลยแม้แต่น้อยองค์รัชทายาทเองก็เสด็จเข้ามาพร้อมกับอี้อ๋อง
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น หมื่นปี”ขุนนางทั้งปวงต่างพากันคุกเข่าถวายบังคมองค์จักรพรรดิผู้ปรีชาญาณพวกเขารู้สึกเกรงกลัวมากกว่าเคารพเสียอีก
แต่ก่อนจักรพรรดิผู้นี้เป็นเพียงคนไม่ได้ความ ถูกชักจูงง่าย แต่บัดนี้บารมีแห่งองค์จักรพรรดิสะท้อนออกมาจากพระองค์แล้วรัศมีแห่งจักรพรรดิที่แท้จริง ย่อมทำให้ผู้คนหวั่นเกรง
“ขุนนางทุกท่านตามสบาย” เสียงเบา ๆ แต่กลับก้องกังวานในหัวใจผู้คน
เยว่หวังลอบยิ้ม นี่คือความรู้สึกแรกที่เขาได้มาหลังจากการหลบซ่อนนานหลายสิบปีเขาทำตัวราวกับจักรพรรดิผู้อ่อนแอมานานจนเกินไป แต่ในวันนี้นั้นต่างกันเขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของอาณาจักรแล้ว เขาพึ่งรู้ว่าอำนาจที่แท้จริงเป็นเช่นไรความรู้สึกที่ได้ทอดสายตามองทั่วหล้ามันเป็นเช่นนี้นี่เอง
“เบิกตัวเยว่หยางเข้ามา” สิ้นเสียงชายชราผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาเขาคือเยว่หยาง หรือก็คืออวิ้นหยางประมุขหอสมบัติ
เมื่อเข้ามาแล้วเยว่หยางก็ก้มลงถวายบังคม เยว่หวังยิ้มขึ้นนี่คงถึงเวลาที่ต้องบอกความจริงกับทุกคน
“พี่ชาย เราทำท่านลำบากแล้ว”
“ไม่เลยฝ่าบาทกระหม่อมอยู่อย่างสุขสบายด้วยพระบารมีแห่งพระองค์”
พี่ชาย !!อวิ้นหยางคือพระเชษฐารึ ? หนิงเทียนหน้าดำคล้ำทันที เขารู้แล้วว่าอวิ้นหยางเป็นใครแต่เขาก็นึกอีกเรื่องออก
พระจักรพรรดิพระองค์ก่อนมีพระราชโอรสเพียงสองพระองค์พระธิดาหนึ่งพระองค์เท่านั้น พระโอรสพระองค์แรกได้รับตำแหน่งอ๋องไปตอนนั้นยังไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาทเกิดขึ้น พระโอรสองค์รองก็เป็นเพียงองค์ชาย ต่อมาเกิดเหตุไม่คาดฝันจู่ช่างลิวบุกค่ายท่านอ๋อง ขณะที่เดินทัพไปรับศึกที่ชายแดนฉู่แล้วถูกปลงพระชนม์ที่นั่น
“จักรพรรดิองค์ปัจจุบันคือองค์ชายรองในขณะนั้นแล้วนี่หมายความว่าอย่างไรจะบอกว่าท่านอ๋องคนนั้นยังไม่ตายและยังเข้าร่วมกับสมาพันธ์การค้ากลายเป็นทูตสมาพันธ์ในอาณาจักรเยว่การปลงพระชนม์ในคราวนั้นก็เป็นแผนของสองพี่น้องนี่ด้วยรึ ?”หนิงเทียนยิ่งขบคิดในใจก็ยิ่งสั่นสะท้าน !
หนิงเฟยหลงก็ไม่ต่างกันเขาเคยศึกษาเหตุการณ์นี้มาก่อนก่อนที่จะออกไปจัดการกับจู่ช่างลิวจักรพรรดิต้องการทำสิ่งใดกันแน่ถึงทำให้อาณาจักรโกลาหลขนาดนี้ ?มันต้องไม่ใช่เพียงเพื่อยึดอำนาจจากตระกูลใหญ่ทั้งสามเท่านั้นแน่
“เดี๋ยวนะ ! นี่ไม่ใช่เท่ากับว่าทางฝ่ายราชวงศ์มีขอบเขตแดนพิภพด้วยกันถึงสามคนหรอกรึ !!” หนิงเฟยหลงมองออกไปด้วยความตะลึง อยู่ ๆเขารู้สึกว่าหนังศีรษะของเขาด้านชา“ที่สำคัญคือสองคนอยู่ในระดับเข้าสู่พิภพขั้นปลายทั้งสิ้นอีกผู้หนึ่งไม่อาจทราบได้เขาคือเจ้าสำนักยุทธ์หลวงผู้ลึกลับเขาเป็นคนสนิทขององค์จักรพรรดิอย่างไม่ต้องสงสัย
อันที่จริงตระกูลหนิงในตอนนี้เท่าที่หนิงเฟยหลงรู้ก็มียอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพด้วยกันถึงสามคนแต่ว่าระดับพลังนั้นต่างจากทางราชวงศ์นักไม่อาจนำเอาคนที่พึ่งทะลวงขอบเขตไปเปรียบเทียบได้
หลังจากที่ในตำหนักเงียบอยู่พักหนึ่ง เยว่หวังก็กระแอมไอขึ้น“หนิงเทียนสงครามกลางเมืองในครั้งนี้ท่านเองก็มีความชอบมาก”
“หามิได้ฝ่าบาท หากเป็นเพราะหน้าที่ของขุนนางผู้ภักดีที่ควรกระทำ”
“เช่นนั้นหรือ ?”จักรพรรดิทอดสายตามองมายังหนิงเทียนราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่ง
หนิงเทียนยิ้มเบาบางเขาไม่ได้หลบสายพระเนตรแต่อย่างใดเขาตอบกลับอย่างใจกล้า “เป็นเช่นนั้นพะยะค่ะฝ่าบาท ตระกูลของกระหม่อมจงรักมาพันปีจะให้มัวหมองในสมัยที่กระหม่อมเป็นผู้นำตระกูลหาได้ไม่”
จักรพรรดิยิ้มอย่างเย็นชา แล้วตรัสต่อว่า “อย่างนั้น พี่ชายข้าบาดเจ็บจะว่าอย่างไร?”
“เรื่องนั้น...”
“เอาเถอะ พวกท่านไม่รู้ เราจะเอาผิดได้อย่างไรแต่การทำร้ายราชวงศ์ก็มีโทษอยู่..” จักรพรรดิหยุดตรัสพระองค์ทอดพระเนตรไปยังหนิงเฟยหลง แล้วตรัสต่อ “เราจะขอชื่นชมกระบี่และเกราะของเจ้าได้หรือไม่?”
หนิงเฟยหลงอึ้งค้างไป ไม่คิดว่าจักรพรรดิจะพุ่งเป้ามายังตนเขาเหลือบมองไปทางหนิงเทียนหวังว่าจะมีทางใดช่วยได้เขารู้ดีว่าหากจักรพรรดิทรงขอของสองสิ่งเพื่อชดเชย นั่นหมายความว่าเขาจะสูญเสียพวกมันไป
ราวกับว่าองค์จักรพรรดิจะรู้ความคิดของหนิงเฟยหลง“เฟยหลงเจ้าอย่าได้เป็นกังวล เรารับปากว่าจะไม่เอาของเจ้ามาเป็นของเราหรือของคนอื่นอย่างแน่นอน”
เมื่อได้คำมั่นเช่นนั้นแล้ว หนิงเฟยหลงก็เบาใจเขาส่งกระบี่และชุดเกราะให้จักรพรรดิทอดพระเนตร
เยว่หวังยิ้มขึ้น เขาจำของสองสิ่งนี้ได้ มันอยู่ในสำนักยุทธ์หลวงแต่เดิมเขามองข้ามพวกมันไป ไม่คิดเลยว่าอานุภาพจะมากมายถึงเพียงนี้หากตอนนั้นเขารู้คงจะเลือกเก็บเอาไว้เป็นแน่ หลังจากดูเสร็จก็ส่งกลับคืนและคำพูดต่อไปของเขาจะทำให้ราชสำนักสั่นสะเทือน !
“เราจะลงโทษเจ้าหนิงเทียน โดยการให้หนิงเฟยหลงมาเป็นดาบของเรา เขาจะเป็นผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬในเมืองหลวงสร้างทัพหนึ่งแสนให้กับอาณาจักรภายในสามเดือน แทนกองทัพพยัคฆ์ที่เสียไป เวลาสามเดือนกองทัพจะต้องพร้อมรบหากไม่เป็นเช่นนั้น ตระกูลหนิงทั้งตระกูลจะต้องโทษประหาร !”
“อึก !”หนิงเทียน หนิงเฉิง หนิงเฟยหลงลมแทบจับ คำสั่งของจักรพรรดิเด็ดขาดมากหากหนิงเฟยหลงทำไม่ได้ ตระกูลหนิงก็เตรียมถูกล้างบางหนิงเฟยหลงพลันรู้สึกแข้งขาอ่อนแรง แต่เขาก็ฝืนทนไว้ “กระหม่อมรับพระราชโองการ !”
จักรพรรดิไม่สนใจท่าทีของชายหนุ่มพระองค์กวาดสายพระเนตรไปยังเหล่าขุนนางทั้งหลาย แล้วตรัสสิ่งที่น่าตกใจขึ้นอีก “เราขอประกาศนับแต่บัดนี้เราขอคืนบรรดาศักดิ์อ๋องให้แก่เยว่หยาง ให้มีนามว่า ‘ซ่งอ๋อง’”
ซ่งอ๋อง !!!! นั่นหมายความว่าอย่างไร ? ซ่งนั่นมิใช่อาณาจักรซ่งรึ ? หรือว่า...
ขุนนางหลายคนต่างพากันวิจารณ์ขึ้นมา ซุบซิบกัน
“พวกเจ้าเข้าใจถูกแล้ว อาณาจักรซ่ง เราจะให้ซ่งอ๋องปกครอง”จักรพรรดิตรัสออกมาอย่างเรียบเฉย แต่ขุนนางทั้งปวงต่างอยู่กันไม่สุขนั่นหมายความว่าอาณาจักรเยว่จะเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับอาณาจักรซ่งและฉีกสนธิสัญญาทิ้ง นั้นหมายความว่าต้องเจอกับความพิโรธของอีกสองอาณาจักรเป็นแน่ !
มีเพียงหนิงเทียน หนิงเฉิง จูจวง และหนิงเฟยหลงที่ไม่คิดเช่นนั้นพวกเขามั่นใจว่าจักรพรรดิต้องทรงเตรียมการไว้อยู่แล้ว
“ฝ่าบาทมีพระดำริที่จะตีอาณาจักรซ่งหรือพะยะค่ะ”ขุนนางผู้หนึ่งอดไม่ได้จึงถามขึ้น
“ถูกต้อง เราถึงให้เวลาหนิงเฟยหลงสามเดือนอย่างไรเล่าและภายในสามเดือนนี้เราจะไม่อยู่ ซ่งอ๋องก็ไม่อยู่รัชทายาทจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนเรา” คราวนี้ขุนนางทั้งปวงไม่อยู่เฉยอีก พยายามจะทัดทานถึงอย่างไรจักรพรรดิก็ทรงเป็นประมุขของอาณาจักรจะให้เสี่ยงอันตรายที่ใดได้อีก
แต่จักรพรรดิโบกพระหัตถ์ให้ทุกคนหยุดพูด พวกเขาจึงเลือกที่จะถามแทน “ฝ่าบาทจะเสด็จไปไหนหรือพะยะค่ะ?”
เยว่หวังเริ่มรำคาญ เขาคิดมาโดยตลอดว่าพวกขุนนางนี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง เขาใช้สายตาที่เบื่อหน่ายมองไปยังผู้นั้นแล้วตอบกลับอย่างเย็นชา“เรื่องที่ควรรู้เราก็จะบอก”
“รับด้วยเกล้า” ขุนนางผู้นั้นไม่กล้าถามอีก เขารีบก้มต่ำลง
“เลิกประชุม” เสียงสั้น ๆ แต่ได้ใจความ ขุนนางคุกเข่าถวายบังคมลาแล้วรีบออกจากพระตำหนักไปด้วยความที่อยากจะคลายความอึดอัดยิ่งอยู่กับจักรพรรดินานเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกว่าร่างกายของพวกเขาอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากเท่านั้นไม่อาจละความกังวลใจได้
...