“เ้าไม่ควรลงมือกับอ๋องไท่หย่งเช่นนั้น”
อ๋องเยี่ยเหลียงเอ่ยถามหญิงข้างกายขณะที่เดินออกมาจากอุทยานหลวง ใบหน้าของเขาเรียบสงบ จนเดาไม่ออกว่าเขาแค่ตักเตือนนาง หรือตำหนินางกันแน่
“ก็ใครใช้ให้อ๋องอันธพาลนั่นมารังแกท่าน !”
เสียงใส ๆ แหว ตากลมโตวาวขึ้นอย่างเหลืออด
“ทีคนอื่น ๆ ว่าเ้าเป็หญิงเบาปัญญาบ้าง เป็นางปีศาจบ้าง ข้าก็ไม่เห็นเ้าจะเดือดร้อน เหตุใดแค่ข้าถูกชกหมัดสองหมัดเ้ากลับซัดพลังใส่เขาเสียกระอักเื”
ใบหน้าคมคายนั้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม หากแต่ดวงตาระยับ รู้สึกหัวใจพองอยู่ในอก
“ก็คนพวกนั้นพูดไม่จริง ! ข้าไม่ได้เบาปัญญา และไม่ได้เป็ปีศาจ ทำไมต้องใส่ใจ”
เซี่ยะเหลียนเชิดหน้าใส ๆ ขึ้น ริมฝีปากบางตอบทันควัน
“แล้วทำไม เื่ของข้า เ้าจึงใส่ใจ”
ร่างสูงโน้มลงกระซิบข้างแก้มเนียน จนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ
เซี่ยะเหลียนได้ยินประโยคนั้นเต็มสองรูหู ใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรง นั่นสิ ! ทำไมนางถึงกลับซัดพลังออกไปโดยไม่ยั้งคิด ทันทีที่เห็นอ๋องเยี่ยเหลียงถูกทำร้าย
เมื่อเห็นดรุณีที่เคยเถียงคำไม่ตกฟาก กลับเงียบไปแถมใบหน้าแดงระเรื่อราวกับสาวน้อยที่มีรักแต่กลับไม่รู้ว่ารักเป็เช่นใด ใบหน้าคมคายจึงปรากฏยิ้มน้อย ๆ
“เอาหล่ะ ทีนี้เ้าบอกความจริงแก่ข้ามาเสียที เ้าเป็ศิษย์สำนักไหน ถึงได้มีพลังยุทธ์สูงขนาดนี้ แล้วเ้าแฝงตัวเข้ามาในวังหลวงทำไม ?”
ดวงตากลมโตของเซี่ยะเหลียนกรอกขึ้นบน แล้วถอนหายใจราวกับคนที่จนใจจะอธิบายบางสิ่งบางอย่าง ทำไมชอบถามคำถามที่น่าปวดกบาลเช่นนี้
“อะไรที่ท่านเรียกว่าวรยุทย์”
“พลังที่เ้าซัดใส่อ๋องไท่หย่งเมื่อครู่”
“นั่นมันพลังเทพ มันติดตัวข้ามาั้แ่กำเนิด”
เซี่ยะเหลียนตอบตามความจริง แต่อ๋องเยี่ยเหลียงกลับนิ่งขรึมไปอย่างครุ่นคิด
“เมื่อไหร่เ้าจะบอกความจริงกับข้า”
เขาเคยอ่านพบในตำราว่าด้วยเทพและเซียน แต่คิดว่ามันคงเป็เื่เล่าขาน เพราะหากเทพและเซียนมีอยู่จริง ในวันที่ท่านแม่จากเขาไป เขาร้องไห้อ้อนวอนเทพยดาให้ยื้อชีวิตแม่เขาไว้ สุดท้ายเขาก็กลายเป็เด็กกำพร้าอยู่ดี แล้วจะให้เขาเชื่อว่าเทพมีอยู่จริงได้อย่างไร
เซี่ยะเหลียนมองใบหน้าคมคายของอ๋องเยี่ยเหลียงอย่างจนปัญญา นางบอกความจริงแก่เขาทุกสิ่ง แต่เขากลับไม่เชื่อนาง
ในระหว่างจนใจที่จะเอ่ยดวงตาซุกซนก็แลไปเป็หอเทียมฟ้า หอสูงที่สุดในวังหลวงตั้งอยู่ท้ายอุทยานหลวง
“ท่านอ๋อง สูง ๆ นั่นคืออะไร !”
ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยตอบ ว่าหอที่สูงที่สุดของวังหลวงนี้ คือ หอเทียมฟ้า ร่างน้อยก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับตวัดมือออกแพรสีขาวบางก็เข้าโอบล้อมร่างบุรุษให้โบยบินเคียงข้างนาง ทิ้งไว้เพียงเสียงหวีดว้ายของเหล่านางกำนัลเบื้องล่าง
ทั้งคู่ทะยานขึ้นฟ้า บินเคียงกันราวกับนกหงส์หยก สายลมโชยอ่อน ๆ ปะทะใบหน้าคนทั้งสอง แม้อ๋องเยี่ยเหลียงจะไม่เคยฝึกวิชาตัวเบาจนเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่เขาก็ไม่ตื่นใกลัวกับการล่องลอยอยู่เหนือความสูง ที่สูงกว่าหอเทียมฟ้า กลับรู้สึกโล่ง และเป็อิสระอย่างอธิบายไม่ได้ จนเผลอฉีกยิ้มกว้าง
เขามองลงไปเบื้องล่างผ่านปุยเมฆขาว เห็นพระราชวังที่ใหญ่โตมโหฬารเหลือเพียงจุดเล็ก ๆ จุดเล็ก ๆ นั่นที่กักขังผู้คนชิงดีชิงเด่นกันไว้มากมาย ช่างไม่มีใครรู้ตัวบ้างเลยว่าตนก็เปรียบเสมือนธุลีหนึ่งในจักรวาลก็เท่านั้น
“คนที่มีวรยุทธ์ เหาะได้สูงเท่านี้ไหม?”
เสียงใส ๆ ร้องถามอย่างซุกซน
“ฮ่า ฮ่า ไม่รู้สิ”
นั่นสิ คนที่มีวรยุทธ์จะสามารถเหาะได้สูงเหนือเมฆได้เท่านี้หรือไม่ ? เพราะเขาเองก็ไม่เคยออกนอกวังจึงไม่ใคร่จะรู้เื่ในยุทธภพนัก
“งั้นท่านเชื่อข้ารึยัง ว่าข้าเป็เทพธิดาองค์น้อย”
เซี่ยะเหลียนถามบุรุษข้างกายขณะที่ร่อนตัวลงบนหลังคาหอเทียมฟ้า เมื่อทอดสายตาไปไกล ๆ ฝั่งทิศตะวันตกจะเห็นูเาเล็กใหญ่ลดหลั่นกันเป็ชั้น ๆ ยามนี้ดวงตะวันอยู่ที่เหลี่ยมเขาทอแสงระเรื่อสีแดงฉาน
“เทพธิดาองค์น้อย”
อ๋องเยี่ยเหลียงลดตัวนั่งพลางพินิจคนข้าง ๆ
“ใช่ เทพธิดาองค์น้อย ใคร ๆ ก็เรียกข้าเช่นนั้น”
เสียงใส ๆ เอ่ยถึงตนเองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจยิ่ง
หากสิ่งใดที่ใกล้เคียงเทพธิดา ก็คงจะเป็ความงามที่แสนจะบริสุทธิ์ของนาง แต่จะเป็ไปได้อย่างไรที่เขาจะสามารถเข้าหอกับเทพได้ ในเมื่อในคืนนั้นรสััซาบซ่านเร่าร้อนของการบรรเลงเพลงรักยังตราตรึงในใจเขาไม่เคยหมด สุดท้ายอ๋องเยี่ยเหลียงก็ยิ้มให้ดรุรีน้อยแล้วเอ่ยว่า
“เ้าไม่ใช่เทพธิดาองค์น้อย แต่เ้าเป็ภรรยาข้า”
“ภรรยา คือ อะไร”
เซี่ยะเหลียนตารุกวาว คำ ๆ นี้เพิ่งจะเคยได้ยิน แล้วนางกลายเป็ภรรยาไปได้อย่างไร
“ภรรยา คือ หญิงสาวที่สมัครใจเข้าหอกับบุรุษที่ตนรัก และข้าก็คือ สามีเ้า”
อ๋องเยี่ยเหลียงโน้มลงกระซิบผะแ่ข้างแก้มเนียน ก่อนจะซวยโอกาสปักจมูกลงแก้มนางสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของนางเข้าเต็มปอด
“ท่านอ๋อง !”
เทพธิดาองค์น้อยแก้มแดงแจ๋ ไม่ได้ใที่ถูกขโมยหอมแก้ม แต่รู้สึกวูบวาบใจเต้นระตึกอย่างอธิบายไม่ถูก สุดท้ายร่างน้อย ๆ ก็ทิ้งตัวลงนอนราบกับหลังคาเพื่อหลบสายตากรุ่มกริ่มของบุรุษที่ตีตรานางว่าเป็ภรรยาเขา
หากการเข้าหอของชายหญิง คือ การตกลงเป็สามีภรรยา นั่นก็แสดงว่านางได้ทำลายการเป็สามีภรรยาของท่านหญิงชิงชิงเสียแล้ว นางผิดหรือไม่ ? หรือนางควรจากไปเสีย
“เฮ่อ.......”
อ๋องเยี่ยเหลียงพ่นลมหายใจยาว แล้วทอดกายนอนราบลง
การประพฤติตนตามกฎระเบียบของวังมาตลอดทำให้เขาถูกยกย่องเป็แบบอย่างที่ดีให้แก่บรรดาองค์ชายและเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ และงานของเขาในทุก ๆ วัน คือ การตรวจฎีกาพร้อมกับให้คำปรึกษาแก่องค์ฮ่องเต้ทั้งสองสิ่งนี้เขาแบกไว้บนบ่ามาเนิ่นนาน และทันทีที่เซี่ยะเหลียนนำพาเขาแหกกฎทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า หัวใจของเขาก็ได้ัักับความเป็อิสระที่ส่วนลึกของเขาโหยหามาแสนนาน
เมื่อแผ่นหลังัักับกระเบื้องเผา และได้แหงนหน้ามาท้องฟ้าสีส้มสลับแดง บัดนี้ดวงอาทิตย์ได้ลับเหลี่ยมเขาไปแล้วเหลือเพียงแสงสุดท้ายของวัน ช่างเป็ภาพที่แสนสวยงามทำให้เขาลืมภาระบนบ่าไปชั่วขณะ
“ข้าอยากนอนมองท้องฟ้ากับเ้าแบบนี้ทุกวัน”
มือใหญ่เลื่อมกุมมือน้อยไว้ในฝ่าอุ้งมืออุ่น
“ข้าพยายามจะปกป้องหัวรั้น ๆ ของเ้าให้อยู่ได้นาน ๆ แต่ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่ชอบให้ชีวิตของเ้าอยู่ได้นาน การลบหลู่อ๋องไท่หย่งครั้งนี้ถือว่าร้ายแรงนัก”
“ทำไม ท่านต้องยอมให้อ๋องอันธพาลนั่นอยู่เรื่อย”
เซี่ยะเหลียนพลิกกายเข้าหา มองใบหน้าคมคายสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดง จนเกิดเงาในบางมุม
“หากข้าไม่ยอมเขา ข้าคงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้ ท่านแม่ของข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้านที่มีโอกาสได้ถวายงานพระบิดาเมื่อครั้งที่ท่านเสด็จประพาสหัวเมืองเมื่อสามสิบปีก่อน ใครเลยจะคิดว่าองค์ฮ่องเต้กับหญิงชาวบ้านจะมีรักให้กันลึกซึ้ง เมื่อเข้าวังพระบิดาจึงแต่งตั้งให้ท่านแม่เป็พระสนม ต่อให้รักมากสักเท่าใดก็เป็ได้เพียงเท่านี้ เพราะไม่ใช่ราชนิกุล และไม่ใช่บุตรสาวขุนนาง”
เมื่อเห็นดรุณีน้อยข้างกายตาแป๋ว ฟังเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ อ๋องเยี่ยเหลียงจึงเล่าต่อไปอีกว่า
“ท่านแม่สอนข้าให้ยอมราชนิกุลคนอื่น ๆ เพื่อรักษาชีวิต ให้คนอื่นเข้าใจว่าเราโง่ ดีกว่าให้เขารู้ว่าเราเก่ง แล้วไม่รู้ว่าหัวจะหลุดจากบ่าเมื่อใด และวันที่ข้าลืมตาดูโลก แคว้นซู่ก็ส่งองค์หญิงมาเชื่อมสัมพันธไมตรี ความงามขององค์หญิงทำให้พระบิดาพอใจนางไม่น้อย ลืมพวกเราสองแม่ลูกไปเสียสิ้น”
เสียงทุ้มยังเล่าต่อไปเรื่อย ๆ และท้องฟ้าได้เปลี่ยนเป็สีเทาแล้ว
“จนอ๋องไท่หย่งถือกำเนิดมา เมื่อเขาเติบโตขึ้น พระบิดาแต่งตั้งองค์ชายใหญ่เป็รัชทายาท อ๋องไท่หย่งเนื่องจากมีสายพระโลหิตของแคว้นอื่น จึงไม่มีสิทธิ์ในบัลลังก์ และไม่มีสิทธิ์ควบคุมราชกิจงานในวังหลวง วัน ๆ ได้แต่เที่ยวเล่นสำมะเลเทเมา และเก็บเอาความน้อยใจมาลงที่ข้า ข้าเคยถูกเขาผลักตกบ่อน้ำครั้งหนึ่งจนแทบเอาชีวิตไม่รอด เขาไม่ถูกตำหนิหรือถูกลงโทษแม้แต่น้อย ใครเลยจะกล้าแตะต้องเขา หากแตะต้องเขาก็เท่ากับไม่ให้เกียรติ์แคว้นซู่ แม้พระมารดาของอ๋องไท่หย่งจะชีวิตไปแล้วก็ตาม เขาก็ยังคงมีอิทธิพลมากนัก ดังนั้น หากเป็ไปได้เ้าไม่ควรปะทะกับเขาอีก”
“ได้ ข้าจะฟังคำท่าน”
เซี่ยนเลียนบอกเขาแค่สองส่วน ที่เหลืออีกแปดส่วน คือ หากอ๋องไท่หย่งรังแกท่านอีก ข้าจะซัดเขาให้ลงนรกไปเลย !
อ๋องเยี่ยเหลียงให้มายิ้มให้คนข้างกายอย่างอบอุ่น มือน้อย ๆ ของนางเลื่อนขึ้นแตะแผลที่มุมปากเขาอย่างแ่เบา
“เจ็บมากหรือไม่”
นางถามคล้ายกระซิบ แววตาสั่นระริก ราวกับเ็ปไปกับเขาด้วย
“เป็บุรุษต้องอดทน”
เสียงทุ้มไม่อาจกล่าวได้ว่าเจ็บหรือไม่ เขาซ่อนทุกสิ่งไว้ในใจเสมอ ั้แ่เล็กจนโตถูกรังแกแล้วเรียกร้องจากใครได้บ้าง เ็ปแล้วร่ำไห้กับใครได้บ้าง
ร่างน้อยก็เคลื่อนกายเข้าหา พร้อมกับประทับกลีบปากนุ่มอุ่นลงบนาแที่มุมปากอ๋องเยี่ยเหลียง ราวกับว่าห้วงเวลาได้หยุดนิ่งลง ความอบอุ่นส่งผ่านจากริมฝีปากนางสู่หัวใจเขา
เมื่อร่างน้อยผละออกาแที่เคยมีไหลซึมก็ดีขึ้นแปดส่วน ปรากฏเพียงรอยแดง ๆ เท่านั้น
“ข้าไม่อยากเห็นท่านเจ็บ”
แม้จะไม่ใช่คำ “รัก” แต่มันช่างสั่นะเืหัวใจที่แกร่งดุจหินผาของเขานัก บุรุษหนุ่มรับรู้ความรู้สึกทั้งหมดโดยไม่ต้องกล่าวอย่างโจ่งแจ้ง และเขาก็ตอบแทนความจริงใจที่นางมอบให้เฉกเช่นเดียวกัน มือใหญ่คว้าเอวบางเข้าแนบชิด จุมพิตนาง เมื่อริมฝีปากแตะกันความรู้สึกวาบหวามไหลโอบอ้อมเรือนกายของทั้งคู่ ความปรารถนาในส่วนลึกของหัวใจทำให้จูบของเขาหนักหน่วงเนิ่นนาน แม้นดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้าแล้วนภาจะส่องแสงระยิบระยับด้วยดาวน้อยใหญ่ เขาก็ยังไม่ปล่อยนางอันเป็ที่รักจะอ้อมแขนแกร่งได้
เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า “รักกันหวานชื่น แม้แต่เทพแลเซียนบน์ยังอิจฉา” ก็วันนี้
..........................................................................................................
ดวงจันทร์ลอยเหนือนภานานแล้ว อ๋องเยี่ยเหลียงและเซี่ยะเหลียนจึงกลับถึงวังอ๋อง และเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลางเรือนใหญ่ ก็พบกับครอบครัวของราชครูที่นั่งล้อมโต๊ะกินข้าว หากแต่กับข้าวบนโต๊ะยังไม่ถูกแตะต้องแม้แต่น้อย
“คาราวะท่านราชครู”
อ๋องเยี่ยเหลียงประสานมือทำความเคารพ
ปัง !
ราชครูตั้งใจวางตะเกียบลงโต๊ะแรง ๆ ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ !!!
.....................................................................................................................................................