พ่อแม่ของเฉินอี้เป็หมอที่อยู่ในสำนักหมอหลวงซึ่งปรุงยาขึ้นเพื่อส่งยาเข้าไปใช้เฉพาะในวังเท่านั้นเฉินอี้จึงคลุกคลีอยู่กับสมุนไพรและยาต่างๆ ั้แ่ยังเล็กและด้วยความที่เป็เด็กฉลาด จึงสามารถจดจำสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ ได้เป็อย่างดี
เขามักตามพ่อกับแม่มาที่สำนักหมอหลวงอยู่เสมอถึงแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องปรุงยาด้านในแต่เฉินอี้ก็เพลิดเพลินกับด้านนอกที่มีสมุนไพรและเขาสัตว์วางใส่กระบะเรียงรายอยู่มากมาย
เพื่อนร่วมงานของพ่อกับแม่ของเฉินอี้ในสำนักหมอหลวงก็เอ็นดูเฉินอี้กันทุกคนเพราะเขาไม่ดื้อ ไม่ซน ซ้ำยังบอกกล่าวสิ่งใดก็เข้าใจเป็ที่สนุกสนานของคนในสำนักหมอหลวงเป็อย่างมาก
จนมาระยะหลังๆพ่อกับแม่ของเฉินอี้ก็ไม่ค่อยพาเฉินอี้ไปที่สำนักหมอหลวงแล้วพ่อของเขาบอกว่าตอนนี้ที่สำนักหมอหลวงงานยุ่งมากทำให้ทุกคนไม่มีเวลามาดูแลและเล่นกับเฉินอี้ได้เขาก็เข้าใจจึงอยู่บ้านกับพี่เลี้ยงที่ท่านแม่ว่าจ้างมาดูแลเขา
กระทั่งวันหนึ่งพ่อกับแม่ของเฉินอี้ก็เก็บข้าวของกันอย่างร้อนรนและพาเฉินอี้ขึ้นรถม้าเดินทางมาอยู่ที่หมู่บ้านหลี่เคิงแห่งนี้ถึงแม้ท่านแม่จะบอกเขาว่าพาเฉินอี้มาเที่ยวพักผ่อนแต่เฉินอี้ก็รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับพ่อแม่ของเขา
พ่อกับแม่ไม่ไปที่สำนักหมอหลวงอีกซ้ำยังไม่กลับไปบ้านเดิมที่เฉินอี้เคยอยู่ด้วยท่านแม่บอกเขาเพียงแต่ว่าต่อจากนี้ไป เราสามคนพ่อแม่ลูกจะอยู่ที่นี่จะไม่กลับไปที่นั่นอีกเมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ไม่สบายใจที่จะบอกเื่ราวที่แท้จริงกับเขาเฉินอี้จึงไม่เอ่ยปากถาม และตามพ่อกับแม่ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรด้วยบ่อยๆ จนชำนาญทาง
จนกระทั่งวันเกิดเหตุขณะที่สามคนพ่อแม่ลูกกำลังเดินทางกลับลงมาจากเขา ก็ปรากฏรถม้าและชายสองคนควบม้ามาดักหน้าพวกเขาเอาไว้พ่อกับแม่ของเขาอ้อนวอนขอให้คนเ่าั้ปล่อยตัวลูกชายของพวกเขาไปคนบนรถม้าบอกให้ชายสองคนนำตัวทั้งสามคนมาหาเขา
เมื่อมาถึงรถม้า เฉินอี้ก็จำชายคนนี้ได้ทันทีเขาคืออันลี่จู หัวหน้าสำนักหมอหลวงที่พ่อกับแม่ของเขาทำงานอยู่ที่นั่น
“ไม่เจอกันนานเลยนะ เฉินซีฮัน ฮูหยินเฉิน”อันลี่จูกล่าวกับพ่อแม่ของเฉินอี้และหันมายิ้มให้เฉินอี้
“อาอี้ สบายดีไหม ลุงคิดถึงเ้านะ”อันลี่จูยื่นมือมาลูบหัวเฉินอี้และดึงให้เขาเข้าไปหา พ่อกับแม่ของเฉินอี้มีสีหน้า กังวลใจมากแต่ก็มิกล้ากระทำสิ่งใด
“หัวหน้าอันขอรับ ข้ามิได้โกหกท่านข้ามิทราบจริงๆ ว่าผลลัพธ์ของยานั่นจะเป็เช่นนี้ข้าสองคนทำตามสูตรยาที่ได้มาทุกอย่าง มิมีสิ่งใดผิดพลาดแน่นอนขอรับ”เฉินซีฮันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไหน อาอี้ขอลุงดูหน่อยสิว่าเ้าเก็บสมุนไพรอะไรมาได้บ้าง”อันลี่จูหันมาพูดคุยกับเฉินอี้ไม่สนใจเฉินซีฮัน
เฉินอี้จึงปลดตะกร้าสมุนไพรใบเล็กที่สะพายอยู่บนหลังของตนเองลงมาและหยิบสมุนไพรในตะกร้าออกมาให้อันลี่จูดู
“มีฉงโหลว ตี้กู่ผี แล้วก็อ้ายเยี่ยขอรับท่านลุง”เฉินอี้หยิบแต่ละอันขึ้นมาเอ่ยชื่อให้อันลี่จูฟัง อันลี่จูหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ
“เก่งมาก เก่งมากเฉินอี้แล้วเ้ารู้ไหมว่าแต่ละอย่างมีสรรพคุณอะไรบ้าง”อันลี่จูหยิบฉงโหลวขึ้นมาส่งให้เฉินอี้
“ทราบขอรับฉงโหลวออกฤทธิ์เข้าสู่เส้นลมปราณและตับ ช่วยขจัดความร้อนในร่างกายลดอาการบวมและแก้ชักขอรับ” เฉินอี้กล่าวตอบอันลี่จู
“แล้วเ้ารู้หรือไม่ถ้านำฉงโหลวกับตี้กู่ผีมาเผาและผสมลงไปในเหล้าจะเกิดอะไรขึ้น”อันลี่จูหยิบสมุนไพรสองชนิดมาถือคู่กันและหันไปถามเฉินอี้
เฉินอี้มองฉงโหลวและตี้กู่ผีที่อยู่ในมือของอันลี่จูและเอ่ยด้วยความไม่แน่ใจ“ฉงโหลวและตี้กู่ผีมีฤทธิ์เย็น หากนำไปเผาจะทำให้ธาตุฤทธิ์เปลี่ยนและเมื่อนำไปผสมในเหล้าที่เป็ฤทธิ์ร้อน อาจจะกลายเป็ ‘ยาพิษ’ ใช่ไหมขอรับ”
พ่อและแม่ของเฉินอี้มีสีหน้ามิสู้ดีส่วนอันลี่จูหัวเราะร่าออกมาด้วยความชอบใจพร้อมกับลูบหัวเฉินอี้อีกครั้ง
“เก่งมาก! เก่งมากจริงๆ อาอี้สมแล้วที่พ่อแม่ของเ้าเป็หมอที่เก่งทั้งคู่ มีลูกชายเช่นเ้าช่างน่าภูมิใจจริงๆ”อันลี่จูกล่าวชมเฉินอี้และหันไปมองพ่อกับแม่ของเขา
“เฉินซีฮัน เ้าดูสิลูกชายของเ้าอายุเพียงแปดขวบก็สามารถบอกวิธีทำยาพิษได้แล้ว แล้วพวกเ้าล่ะใครจะไปรู้ว่าพวกเ้าจะทำสิ่งใดได้มากกว่านี้หรือไม่” อันลี่จูกล่าวด้วยรอยยิ้มเฉินอี้มิได้รู้สึกแปลกใจอันใดในคำพูดของอันลี่จูอาจจะเป็เพราะว่าเขายังเด็กแต่พ่อแม่ของเขากลับมีสีหน้าซีดเผือด
อันลี่จูหันมากล่าวกับเฉินอี้ “อาอี้เ้าไปเล่นด้านโน้นก่อนเถิดนะ ลุงมีเื่จะคุยกับพ่อแม่ของเ้าสักหน่อย”
เฉินอี้หันมามองพ่อแม่ของเขาเห็นแววตาโล่งใจของผู้เป็แม่ นางรีบพยักหน้าบอกให้เขาไปเฉินอี้จึงหยิบตะกร้าใบเล็กของตนเองขึ้นมาและกล่าวรับคำจากนั้นจึงเดินออกไปจากวงสนทนาของผู้ใหญ่
เฉินอี้นั่งเล่นเรียงก้อนหินอยู่สักพักก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมาจากทางรถม้าเฉินอี้รีบวิ่งกลับไปเพื่อไปหาพ่อกับแม่ของเขา แต่ยังมิทันถึงรถม้าก็เกิดะเิขึ้น มีฝุ่นผงสีดำกระจายไปทั่วชายที่ขี่ม้าสองคนควบม้าหนีไปทันที เฉินอี้รู้สึกแสบตามากแต่ก็ยังพยายามเข้าไปให้ถึงรถม้าที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นผงสีดำปากก็ร้องเรียกหาพ่อแม่ของตนไปด้วย
“ท่านแม่ ท่านพ่อ ท่านอยู่ที่ไหน”เฉินอี้พยายามใช้มือขยี้ตาหวังจะคลายความเจ็บแสบแต่เมื่อลืมตาขึ้นเขากลับมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด
“เฉินอี้ ตามข้ามาทางนี้”เสียงหญิงสาวคนหนึ่งที่เฉินอี้ไม่คุ้นเคยดังขึ้นเขาหันไปมองก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก สวมชุดขาว ผมยาวเรียกให้เขาตามนางไป
เฉินอี้มองสิ่งอื่นไม่เห็นเขาเห็นแต่ผู้หญิงคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น จึงเดินตามนางมาเรื่อยๆจนกระทั่งเขารู้สึกว่าตนเองมาถึงที่บ้านริมคลองที่ตนอาศัยอยู่
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาเขาก็เห็นแต่ผู้หญิงคนนี้ นางบอกว่านางชื่ออาหลิ่ง ต่อไปนี้จะเป็คนดูแลเฉินอี้เอง
เฉินอี้ถามอาหลิ่งทุกวันว่าท่านแม่ของข้าอยู่ที่ไหนอาหลิ่งก็จะตอบแต่เพียงว่านางมาดูแลเขาแทนพ่อกับแม่ของเขาเท่านั้นหลังจากผ่านไปหนึ่งปี เฉินอี้ก็ไม่เคยถามหาท่านแม่กับนางอีก
จนกระทั่งวันที่เขารู้ว่าอาหลิ่งเป็ิญญาเขาก็ไม่นึกหวาดกลัวอาหลิ่งสักนิดแต่กลับดีใจที่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวและอาหลิ่งยังสามารถเป็ดวงตาให้เขาได้ด้วย
นับจากวันนั้นเฉินอี้ก็เข้าใจแล้วว่าตนเองไม่สามารถมองเห็นโลกที่เขาคุ้นเคยได้อีกต่อไปแต่เขากลับสามารถมองเห็นโลกแห่งิญญาแทน ดังนั้น เวลาที่เขาต้องออกไปนอกบ้านเขาจึงมักเดินหลับตาเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นเหล่าิญญาและไม่ต้องตกเป็เป้าสายตาของคนอื่นๆด้วย
เขาเคยออกมาเดินข้างนอกเพื่อหาซื้อของบ้างและก็ต้องได้ยินเสียงคนรอบข้างพูดคุยกันเกี่ยวกับดวงตาของเขาเสียงพูดคุยส่วนมากจะแสดงออกถึงความประหลาดใจ บางคนก็บอกว่าตาของเขาเหมือนปิศาจเขายังเคยโดนเด็กรุ่นเดียวกันรังแกและเรียกเขาว่า นกฮูกผี
เมื่อเขาถามอาหลิ่งว่าเหตุใดเขาจึงถูกคนอื่นเรียกเช่นนั้นอาหลิ่งบอกว่าเป็เพราะดวงตาของเฉินอี้มิได้เป็สีดำเหมือนก่อนที่เขาจะตาบอดตอนนี้ตาที่เคยเป็ตาดำของเขามันกลายเป็ สีม่วงไปแล้ว
ดังนั้นเวลาที่เฉินอี้ออกมานอกบ้านเขาจึงมักจะเดินหลับตาและใช้ไม้เท้านำทาง ผู้คนที่นี่ก็เคยชินกับเฉินอี้แล้ว จึงไม่มีใครมองและพูดคุยเกี่ยวกับเขาด้วยความประหลาดใจอีก