เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 111 ความขัดแย้ง

            หลินเฟิงหันไปมองด้วยสายตาเย็นชาเมื่อได้ยินคำพูดของหนุ่มสาวพวกนั้นและมุมปากของพวกเขาเผยให้เห็นรอยยิ้มเยาะเย้ย

            “พวกเจ้าว่าอะไรนะ?”ต้วนเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา

            แต่หลินเฟิงกลับแตะไปที่แขนของต้วนเฟิงและกล่าวว่า“ต้วนเฟิง ไปลงชื่อกันเถอะ”

            เมื่อพูดจบหลินเฟิงก็จูงรถม้าไปข้างหน้าต่อ

            “พี่หลินเฟิง”ต้วนเฟิงงงงวย แต่กลับเห็นหลินเฟิงส่ายหน้าขณะหัวเราะ และกล่าวว่า“ช่างโง่เขลาเสียจริง เจ้าไปโกรธเกรี้ยวเช่นนั้นทำไมกัน?”

            ต้วนเฟิงตะลึงงันจากนั้นก็หัวเราะขณะส่ายหน้า

            อย่างไรก็ตามคำพูดของหลินเฟิงกลับทำให้ใบหน้าของหนุ่มสาวคู่นั้นเริ่มบิดเบี้ยว

            “คนชั้นต่ำวันนี้ห้ามสร้างปัญหาให้แก่สำนักเทียนอี้ มิเช่นนั้นข้าจะทำลายการบ่มเพาะของเจ้าซะ”

            สิ้นคำพูดที่ไม่แยแสของชายหนุ่มนั่นแล้วแต่หลินเฟิงกลับไม่สนใจในคำพูดของเขา เพราะหลินเฟิงเจอแบบนี้มาเยอะมากจนเขาไม่สะทกสะท้านกับคำพูดเช่นนี้แล้ว

            “จั่วชิวเจ้าโมโหใครกัน?”

            ขณะนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของคนรุ่นเยาว์ทั้งจั่วชิวและจงหลิงต่างหันหลังไปมอง จากนั้นพวกเขาก็เห็นต้วนอวี้ที่กำลังเดินมาหาพวกเขา

            “อย่าพูดถึงมันเลยก็แค่คนชั้นต่ำน่ะ”

            จั่วชิวกล่าวอย่างเฉยชาจากนั้นก็กระโดดลงมาจากหลังหมาป่าจันทรา ส่วนจงหลิงก็ทำเช่นเดียวกัน

            ถึงแม้ต้วนเลี่ยจะเป็นคนของตระกูลต้วนแต่ท่ามกลางฝูงชนนั้นเขากลับไม่โดดเด่น แต่เขาก็ยังคงแซ่ต้วนและเป็นองค์ชายของอาณาจักรเสวี่ยเยว่ส่วนต้วนอวี้ก็เป็นองค์หญิง อย่างน้อยก็มีจั่วชิวและจงหลิงที่เคารพพวกเขา

            ในกลุ่มอย่างพวกเขาผู้คนจะถูกแบ่งออกเป็นชนชั้นต่ำ ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง นอกจากนี้พวกคนชั้นต่ำและชั้นกลางก็ไม่กล้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกคนชั้นสูงดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นต้วนอวี้ลงมาจากอานม้ามิหนำซ้ำกลับดูหมิ่นดูแคลนหลินเฟิงที่เป็นคนชั้นต่ำ

            เพราะว่าพวกเขาอยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่าต้วนอวี้และยังเหนือกว่าหลินเฟิง

            “เป็นเพียงคนชั้นต่ำจะโมโหไปทำไมไปลงชื่อกันเถอะ”

            ต้วนอวี้กล่าวอย่างเฉยชาตอนนี้รอยนิ้วทั้งห้าบนใบหน้าของนางได้จางหายไปแล้ว ตระกูลของนางมีเม็ดยาวิญญาณจึงรักษาบาดแผลบนใบหน้าได้อย่างง่ายดายแต่ศักดิ์ศรีของนางได้ถูกทำลายไปแล้ว มันไม่ง่ายเลยที่จะเยียวยาให้หายได้เพราะหลินเฟิงได้ตบหน้านางต่อหน้าผู้คนมากมาย

            เกรงว่าเมื่อเรื่องนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงแล้วผู้คนจะคิดอย่างไรกัน

            ต้วนเฟิงมาถึงที่หน้าโต๊ะหินจากนั้นชายชราที่นั่งอยู่บนม้านั่งหินได้กล่าวว่า “จดหมายแนะนำ หยิบออกมาซะ”

            “ขอรับ”ต้วนเฟิงนำจดหมายแนะนำให้แก่ชายชรา หลังจากที่ชายชราเหลือบมองจดหมายจึงเงยหน้าขึ้นมองและถามต้วนเฟิงว่า “เจ้าแซ่ต้วน?”

            “ใช่แล้วขอรับ”ต้วนเฟิงกล่าวตอบ

            “เอ่อไปตรงนั้นแล้วรับป้ายไม้ เจ้าก็จะเข้าสู่สำนักเทียนอี้ได้ แล้วจะมีคนมาต้อนรับเจ้า”ชายชราชี้ไปข้างๆ ขณะกล่าว และต้วนเฟิงนั้นค่อยพยักหน้ารับทราบ

            “พี่หลินเฟิงพวกเราไปกันเถอะ” ต้วนเฟิงหันไปพูดกับหลินเฟิงขณะนั้นชายชราได้พูดแทรกขึ้นมาว่า “แล้วจดหมายแนะนำของพวกเจ้าล่ะ?”

            จดหมายแนะนำ?

            หลินเฟิงและคนอื่นจะมีของแบบนั้นได้อย่างไรกันหลินเฟิงจึงส่ายหน้าและกล่าวว่า “พวกข้ามากับต้วนเฟิง จึงไม่มีจดหมายแนะนำ”

            “ไม่มีจดหมายแนะนำแล้วก็ไม่ใช่คนของสำนักเทียนอี้จะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้แม้เพียงครึ่งก้าวก็ตามแม้จะเป็นครอบครัวก็ไม่ได้รับอนุญาต พวกเจ้าจงกลับไปซะ”  

            ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ในน้ำเสียงนั่นดูเหมือนจะเป็นคำสั่ง

            เมื่อได้ยินคำพูดของชายชราจู่ๆ หลินเฟิงก็นึกขึ้นได้ว่าผู้คนที่อยู่รอบตัวเขาต่างเป็นลูกหลานของชนชั้นสูงแต่ก็มีคนน้อยมากที่จะพาญาติหรือครอบครัวมาด้วยน่าจะเป็นเพราะกฎระเบียบของสำนักเทียนอี้ที่ไม่สามารถให้คนนอกเข้ามาได้

            “คนชั้นต่ำก็ยังเป็นแค่คนชั้นต่ำอยู่วันยังค่ำไม่รู้กฎระเบียบและไม่มีแม้แต่จดหมายแนะนำ ช่างโง่เขลายิ่งนัก”

            จั่วชิวที่เพิ่งมาถึงได้ยินการสนทนาระหว่างชายชรากับหลินเฟิง จึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

            “จั่วชิวกล่าวถูกแล้วไม่รู้ว่าคนชั้นต่ำมาจากไหนกัน ช่างโง่เขลายิ่งนัก” จงหลิงที่อยู่ด้านข้างกล่าวออกมาและในน้ำเสียงนั่นเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย

            “ต้วนอวี้เจ้าคิดอย่างไร?” จั่วชิวหันไปกล่าวกับจงหลิงที่อยู่ข้างๆนางรู้ดีว่าการที่ต้วนอวี้ดูถูกคนชั้นต่ำมันทำให้เขารู้สึกภูมิใจอย่างมาก

            แต่เมื่อจงหลิงมองไปที่ต้วนอวี้กลับเห็นต้วนอวี้กำลังจ้องมองไปที่แผ่นหลังของคนคนหนึ่งและสัมผัสได้ถึงสีหน้าที่ดูซับซ้อนนั่นที่มีทั้งความโกรธและความกลัว

            หลินเฟิงหันหลังกลับไปและมองไปที่ต้วนอวี้อดไม่ได้ที่มุมปากจะเผยรอยยิ้มออกมา ซึ่งทำให้ต้วนอวี้ถึงกับตัวแข็งทื่อ

            “จริงๆแล้วเจ้าเป็นคนแบบนไหนกัน พวกเขาสองคนก็ดูเหมือนเจ้าที่ดูโง่เขลาเช่นกันเอาแต่ดูถูกคนชั้นต่ำ แต่กลับไม่รู้ว่าปากของตัวเองนั้นมันเลวทรามอย่างยิ่ง”

            น้ำเสียงเย็นชาที่ออกมาจากปากของหลินเฟิงได้ทำให้สีหน้าของจงหลิงและจั่วชิวดูแข็งทื่อและอึมครึมในเวลาเดียวกัน

            คนชั้นต่ำนี่กล้าดูถูกพวกเขา?นอกจากนี้แล้วยังทำให้ต้วนอวี้ได้รับความอับอายเช่นกันช่างใจกล้ายิ่งนัก!

            แต่เมื่อพวกเขามองไปที่ต้วนอวี้กลับเห็นต้วนอวี้นอกจากที่มีสีหน้าดูบิดเบี้ยวแล้ว ก็ยังไม่มีท่าทางอื่นๆ อีกเพราะปกติเมื่อมีคนมาดูถูกนาง นางจะหงุดหงิดเป็นอย่างมาก แต่คราวนี้นางกลับเงียบจึงทำให้จงหลิงและจั่วชิวรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก

            “เจ้าพูดว่าใครเลวทรามกัน?”

            เมื่อต้วนอวี้ไม่พูดอะไรออกมาจงหลิงจึงมองไปที่หลินเฟิงด้วยแววตาอันเย็นยะเยือก ทำให้ราชสีห์ที่นั่งอยู่ถึงกับคำรามออกมา

            สัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณมีเชาวน์ปัญญาที่ยอดเยี่ยมหลังจากที่ถูกเลี้ยงให้เชื่อง มันจะสามารถเข้าใจความรู้สึกของเจ้านายมันได้

            “ปากอันเลวทรามของเจ้าข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมสำนักเทียนอี้ถึงได้มีคนประเภทนี้อยู่กัน”

            หลินเฟิงกล่าวขณะส่ายหน้าการที่ดูถูกคนชั้นต่ำถึงสองครั้งมันก็ควรเพียงพอได้แล้วเมื่อเขาได้ยินจึงทำเป็นไม่สะทกสะท้าน แต่อีกฝ่ายนั้นกลับไม่รู้จักพอทำให้หลินเฟิงอดไม่ได้จนต้องกล่าวออกมา

            “คนชั้นต่ำที่ไม่มีแม้กระทั่งจดหมายแนะนำยังกล้าซักถามเกี่ยวกับสำนักเทียนอี้ ช่างน่าละอายเสียจริง ถึงแม้วันนี้สำนักเทียนอี้จะไม่ให้ก่อปัญหาแต่ข้าจะตบหน้าเจ้าให้ได้”

            จงหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเพราะไม่เคยมีใครกล้าด่านางว่าเลวทรามมาก่อน

            “เอาล่ะวันนี้เป็นวันลงทะเบียนของสำนักเทียนอี้ ถ้าจะสร้างปัญหาก็ไปให้พ้นจากที่นี่ซะ”

            ชายชราที่นั่งอยู่ตรงม้านั่งหินกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

            “ท่านอาจารย์นี่คือจดหมายแนะนำของข้า”  

            จงหลิงเดินมาถึงข้างๆหลินเฟิง และยื่นจดหมายแนะนำให้แก่ชายชรา

            เมื่อรับจดหมายแนะนำมาชายชราจึงเห็นตราประทับของผู้ที่แนะนำ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะตะลึงงันจากนั้นได้กล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าสามารถไปขอรับป้ายไม้ และเข้าสู่สำนักเทียนอี้ได้หลังจากนี้เจ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักเทียนอี้อย่างแท้จริง”

            “ไม่ต้องรีบล่ะ”จงหลิงมองที่หลินเฟิงอย่างพึงพอใจ แต่ในเวลาเดียวกันจั่วชิวก็เดินออกมาและยื่นจดหมายแนะนำของตัวเองให้แก่ชายชรา

            ชายชรามองไปที่จั่วชิวอย่างตะลึงงันอีกครั้งและพยักหน้าเล็กน้อย “ไม่เลว อายุยังไม่ถึง 17 ปีแต่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 แล้วตระกูลจั่วได้ให้กำเนิดบุตรชายที่ดีอย่างยิ่ง”

            “ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์”จั่วชิวกล่าวขณะยิ้ม

            “จั่วชิวเจ้าอย่างเพิ่งรีบดีใจไป สำนักเทียนอี้นั้นมีศิษย์ที่อัจฉริยะมากมายพวกเขามาจากทั่วทุกมุมโลกและยังแข็งแกร่งอย่างมากและเจ้าจะต้องไม่ทำให้ตระกูลจั่วต้องขายหน้า”

            “เข้าใจแล้วขอรับ”

            จั่วชิวส่ายหน้าและกล่าวจากนั้นเหลือบไปมองหลินเฟิงและกล่าวอย่างเย็นชาว่า “แต่ท่านอาจารย์ตอนนี้จะมีคนมาตบหน้าข้า”

            แววตาของชายชราเป็นประกายเล็กน้อยและเหลือบมองหลินเฟิง

            “แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันลงทะเบียนของสำนักเทียนอี้ไม่อนุญาตให้ก่อเรื่อง สำหรับผู้ที่ไม่มีจดหมายแนะนำนั้นไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข”

            คำพูดของชายชราทำให้หลินเฟิงและคนอื่นต่างงงงวยจากนั้นเขาก็กล่าวต่ออย่างเย็นชาว่า “คนของสำนักเทียนอี้ต่างมีคนที่มีความแข็งแกร่งและก็ไม่ได้มีความคิดตื้นๆเช่นนี้”

            “ปากของเจ้าช่างต่ำยิ่งนักถ้าข้าไม่ได้ตบปากเจ้า ข้าก็ไม่สมควรเป็นคนของสำนักเทียนอี้”

            จั่วชิวกล่าวขณะยิ้มเยาะคนผู้นี้ไม่มีแม้กระทั่งจดหมายแนะนำ แต่กลับแกว่งเท้าหาเสี้ยนเช่นนี้

            ในขณะนั้นผู้คนที่อยู่บริเวณรอบๆเริ่มเข้ามามุงดู แม้แต่ศิษย์ของสำนักเทียนอี้ต่างก็เข้ามาดูเช่นกันไม่คาดคิดเลยว่าวันลงทะเบียนของสำนักเทียนอี้จะอึกทึกครึกโครมเช่นนี้

            “คนชั้นต่ำก็เป็นแค่คนชั้นต่ำอยู่วันยังค่ำแถมยังหน้าไม่อายอีกต่างหาก”

            ท่ามกลางฝูงชนมีคนรุ่นเยาว์คนหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าที่หรูหราได้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งการดูหมิ่นดูแคลนสามัญชนมันเป็นความภาคภูมิใจของพวกเขามาตั้งแต่เด็กในมุมมองของพวกเขาสำนักเทียนอี้ควรหลีกเลี่ยงการรับสมัครสามัญชนแม้ว่าพรสวรรค์ของพวกเขาจะแข็งแกร่งแต่จะเทียบกับลูกหลานของชนชั้นสูงที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งและยังมีทรัพยากรที่เอาใช้ในการบ่มเพาะพลังอย่างมากมายอีก แล้วพวกเขาจะสามารถเทียบชั้นได้อย่างไรกัน   

            “อาศัยอิทธิพลแล้วยังชอบกลั่นแกล้งผู้ที่ด้อยกว่านอกจากซื้อเม็ดยาเพื่อการบ่มเพาะ พวกเจ้าก็เป็นได้แค่ขยะที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น”

            ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาและเริ่มดูหมิ่นดูแคลนลูกหลานของชนชั้นสูง

            นี่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างสามัญชนกับลูกหลานชนชั้นสูง

            ในเมืองหลวงมีผู้ฝึกยุทธ์ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากมายและลูกหลานของชนชั้นสูงก็มีเยอะเช่นกัน พวกเขามักจะท้าทายและดูหมิ่นพวกคนชั้นต่ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปในเมืองหลวงทั้งคนชั้นสูงและคนชั้นต่ำต่างมีจุดยืนและสถานะที่แตกต่างกันและนี่เป็นจุดเด่นของเมืองหลวง เพราะเมืองอื่นๆ ไม่ได้มีเช่นนี้เหมือนเมืองหลวง