เมื่อสองวันก่อนหย่งเกอมารายงานว่าพระสนมเสียนเฟยพบปะกับองค์หญิงผู้นี้ระหว่างทาง สตรีทั้งสองนางต่างทะเลาะกันเสียงดังลั่นอย่างมิมีใครยอมใครพระองค์ทราบเรื่องจึงมีรับสั่งให้มุ่ยกงกงไปบอกกล่าวแก่ทั้งคู่ว่าถ้าหากพระองค์เดินผ่านและพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้จะสั่งปลดสนมเสียนเฟยและเชิญองค์หญิงกลับแคว้นจินไปเสีย นับจากวันนั้นสตรีทั้งสองนางก็มิเคยทะเลาะกันอีกเลย
๑-------------------๑
โรงเตี๊ยมเสี่ยวซื่อ
ด้านหน้าโรงเตี๊ยมปรากฏร่างของสตรีที่พระองค์นำยามาให้เมื่อคืนยืนพูดคุยกับบุรุษใบหน้าคมคายอย่างสนุกสนานเป็นกันเองข้างๆ กันนั้นมีจางซิงอีและบุรุษชุดสีน้ำเงินอีกผู้หนึ่งร่วมอยู่ด้วย ยิ่งเห็นนางในชุดสีฟ้ามีผ้าคลุมครึ่งหน้าสีฟ้าอ่อนกอดแขนบุรุษผู้นั้นพระองค์กลับยิ่งมิชอบใจ ‘นางมิได้ถูกสอนมาให้เป็นสตรีในห้องหอรึ ถึงได้กอดรัดกับบุรุษอย่างไม่อาย’ เช่นตัวเขากับนางในรถม้าวันนั้น ‘วันที่ตามหากุหลาบพันปี’
“คุณชายหาน!!” จางซิงอีร้องเรียกเสียงดังพาให้ทุกคนหันไปมองคุณชายผู้หล่อเหลาที่เห็นกันจนชินตาในหลายวันนี้ไม่เว้นแม้แต่เจ้าเฟิ่งเซียนที่สะดุ้งโหยงหันมองไปทางนั้นสบตากับเขา…ก่อนจะปล่อยมือออกจากแขนเจ้าหยางหลง ‘เอ๊ะ!!นางจะปล่อยทำไมกันนะ’
ผู้ถูกร้องทักมิกล่าวคำใดแต่กลับตรงไปหาเจ้าเฟิ่งเซียนมองนางเขม็งก่อนจะหันมองบุรุษที่สูงเกือบเท่ากันถามออกมาตรงๆ “มิทราบว่าคุณชายท่านนี้คือ?”
เจ้าหยางหรงหรี่ตามองบุรุษที่เหมือนคุณชาย ตามที่องครักษ์บอกไว้ว่าเขาคือคุณชายหานหรง “สวามีของสตรีอัปลักษณ์อย่างไรเล่า” หมับ!! คว้าแขนน้องสาวฝาแฝดมาใกล้ๆ “ท่านคือคุณชายหานสินะ..มีสิ่งใดหรือไม่?”
บรรยากาศคุกรุ่นยามที่องค์ชายเจ้าหยางหลงพูดจบ ใบหน้าของคุณชายหานที่ทุกคนในที่นี้รู้จักกันดีเริ่มดำมืดเมื่อกำลังภายในเริ่มปะทุจนหลายคนถอยห่างมือแกร่งกำแน่นอย่างยากจะคาดเดาอารมณ์ได้
“หึ” ขวับ!! เพ่ยหานหรงหันหลังกลับทันทีโดยมิกล่าวคำ จะให้เขาพูดได้อย่างไรว่าภายในใจกำลังไหน้ำส้มแตกเพียงเพราะเรื่องโกหกจากบุรุษรุ่นเยาว์ตรงหน้า บุรุษผู้นี้คือพี่ชายฝาแฝดของเฟิ่งเซียนแน่ๆ เพราะทั้งคู่มีความคล้ายกันอยู่สามส่วน
“หะ” เจ้าเฟิ่งเซียนเอ่ยค้างแค่นั้น “พี่หานหรง” ตุ่บๆๆ วิ่งตามบุรุษหล่อเหลาออกไป “พี่อย่าโกรธนะเจ้าคะพี่หยางหลงคือฝาแฝดของข้าหาใช่สามี” ดึงชายเสื้อ “ถึงแม้เราจะหน้าตามิค่อยเหมือนกันแต่เราคือฝาแฝดกัน” ไม่เข้าใจในกิริยาตนเองแต่นางก็ยังเอ่ยแก้คำให้พี่หานหรงได้รู้
“อืม” รับทราบแต่ยังคงเดินต่อไปโดยมีสตรีหน้าปุเดินตามอย่างรวดเร็ว “ข้ารู้แต่อดโมโหมิได้”
"โมโหเรื่องใดเล่าแล้วพี่จะหันหลังหนีทำไม พี่ยังมิได้คุยกับซิงอีเลยนะ”
เช่นนี้อีกแล้ว!! สองขาแกร่งหยุดเดินทันทีพร้อมกับไขความเข้าใจผิด “ข้ามิได้มาหาคุณหนูซิงอีแต่ข้ามาดูเจ้า!!! แต่เห็นว่าลุกมาเดินเหินได้แล้วแสดงว่ายาของข้าคงจะดีมากสินะ”
ใจคนฟังเต้นแรงอย่างมิเคยเป็นพร้อมเอ่ยตอบรับ “ใช่เลยเจ้าค่ะดีมาก” หน้าแดงก่ำผ่านผ้าคลุมหน้า แล้วเสียงทะเลาะกันราวกับมิต้องการให้ผู้ใดมากล่าวแทรกนั้นก็ดังขึ้นเป็นระยะๆ ทั้งคู่ย่างก้าวตามกันไปเถียงกันไปอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจจนลับสายตาของทุกคนโดยมีเพียงบุรุษที่คอยติดตามมาด้วยทุกครั้งตามหลังไปอย่างใกล้ชิด
เจ้าหยางหลงมองภาพนั้นอย่างแปลกใจก่อนจะได้ยินคำจากองครักษ์สตรีของน้องสาว
“คุณชายหานผู้นั้น” หว่าหวามองทุกคนที่รอฟังคำนาง “คือฮ่องเต้แคว้นเพ่ย..เพ่ยหานหรง” ทุกอย่างเงียบกริบก่อนที่นางจะล้วงตลับยาสีทองออกมาจากอกเสื้อส่งให้เจ้าหยางหลง “พระองค์นำตลับยาอันนี้มาส่งให้คุณหนูตั้งแต่เมื่อคืนโดยที่มิมีผู้ใดรับรู้สักคน” หันมองรอบกายก่อนจะรีบเดินเร็วติดตามคุณหนูไปทันที
รัชทายาทมองญาติผู้น้องที่จับตลับยาในมือพลิกวนไปมา จากคำบอกของตั้งมู่เกอนั้น เป็นอย่างที่คิดว่าคุณชายหานคงจะมิใช่คุณชายเสเพลธรรมดาเป็นแน่เพราะรอบกายบุรุษผู้นั้นเต็มไปด้วยผู้มีฝีมือไม่เว้นแม้แต่ชายชรา…แล้วคำกล่าวที่เจ้าเฟิ่งเซียนมักจะพูดอยู่เสมอว่า ‘หากมิใช่ฮ่องเต้ก็อย่าได้มาเข้าใกล้นาง’ ไม่รู้ว่าเฟิ่งเซียนรู้หรือไม่? หันมองลู่ชิงเทียนเห็นสหายมีสีหน้าหม่นลง 'สหายเขาคงต้องทำใจ' แล้วจริงๆ
๑-------------------๑
เพ่ยหานหรงถูกสตรีตัวน้อยใบหน้าเป็นตุ่มดึงเข้าร้านโน้นออกร้านนี้เป็นว่าเล่นเสียงหัวเราะของนางฟังแล้วช่างลื่นหูดียิ่ง ร้านกระบี่ของพระสนมในนามถูกเยี่ยมชมเป็นร้านสุดท้ายของวันและทันทีที่เจ้าครองแคว้นเดินเข้าไปด้านในทหารในชุดสามัญทั้งหลายล้วนเงียบกริบมีเพียงภรรยาของพระสนมกุ้ยเฟย ‘สือหนี่อ้าว’ ผู้อวบอ้วนเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
“คุณหนูท่านนี้ต้องการกระบี่หรือเจ้าคะ” นางมิได้เอ่ยทักฮ่องเต้แต่อย่างใดและเพราะสงสัยว่าคุณหนูใบหน้าตุ่มผู้นี้จะใช่องค์หญิงเจ้าเฟิ่งเซียนหรือไม่
เจ้าเฟิ่งเซียนมองสตรีอวบตรงหน้าเหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบ นางนิ่งคิดไปก่อนจะยิ้มกว้าง “พี่หนี่อ้าวใช่หรือไม่!!” พร้อมกับดึงผ้าคลุมออกจากใบหน้าตนเอง “ข้าเฟิ่งเอ๋อร์อย่างไรเล่า!!”
???? “_” หันมองชายสูงศักดิ์ผู้มอบตำแหน่งสนมในนามให้สามีของนาง..ตอนแรกนางไม่เชื่อแต่ก็มิได้สนใจจนมาพบองค์หญิงลูกค้าประจำของร้านท่านพ่อนางในเมืองหลวงแคว้นเจ้าด้วยตนเอง “องค์หญิง? เหตุใดใบหน้าเป็นเช่นนี้เจ้าคะ”
“ข้าถูกพิษเกสรดอกกุหลาบพันปีน่ะเจ้าค่ะ จะหายเมื่อใดก็มิอาจรู้ได้ ช่างมันเถอะข้ามิได้สนใจ เจอพี่ก็ดีแล้วข้ากำลังอยากได้กระบี่” นางจับแขนอ้วนเดินไปตรงชั้นวางพร้อมพูดฟ้อง “วันก่อนนั้นข้าปะทะกับเสือตัวโต กระบี่ของข้าเสียบติดอุ้งเท้าของมันไปแล้ว”
“เจ้าเป็นสตรีนะเฟิ่งเอ๋อร์!!! หากเจ้าสิ้นชีพไปทหารทั้งหมดที่ติดตามมีหวังถูกประหาร ห้าชั่วโครตเหตุใดถึงได้กล้ากระทำเรื่องบ้าบิ่นเช่นนี้เล่า!!” การพูดอย่างเป็นกันเองเช่นนี้เป็นเรื่องปกติของพวกนางอยู่แล้วเพราะเจ้าเฟิ่งเซียนมิเคยถือยศฐาบรรดาศักดิ์
“ข้ารู้แต่ข้ามิเคยห้ามใจตนเองไหว..ข้าเป็นจอมยุทธ์นะจะให้ถอยหนีได้อย่างไรเล่า” นางยู่หน้าอย่างน่ารัก..แม้จะมีตุ่มแต่ก็น่ารัก
“เช่นนั้นข้าจะหากระบี่เล่มใหม่ให้เจ้า มาทางนี้เถิด” สือหนี่อ้าวกล่าวและค้อมหัวให้เพ่ยหานหรงเพียงหนึ่งครั้งก่อนจะพาสตรีตัวน้อยไปทางหลังร้านตามด้วยองครักษ์สาวหว่าหวา
“ตามเสือนั่นให้พบเอากระบี่มาคืนนาง” เพ่ยหานหรงสั่งเสียงเรียบ
“พะยะค่ะ” ต้าสึรับคำสั่งพร้อมปฏิบัติทันที
๑-------------------๑
วันต่อมา
เจ้ากรมคลังได้เดินทางเข้าสู่วังหลวงพร้อมกับบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งองครักษ์เงารู้จักดีว่าเขาคือหัวหน้าพรรคจิ้งจอกแดง ในตอนนั้นตำหนักของพระสนมหวางเฟยที่ถูกลงโทษมิให้ออกนอกตำหนักกลับปิดเงียบทันทีเมื่อท่านพ่อของนางเดินทางมาขอเข้าเฝ้า
จะจับก็ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขามิต้องให้ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว..ฮ่องเต้กล่าวไว้