วันเวลาผันผ่านไปครึ่งเดือนตามกำหนดการณ์ เย่หยุนซี หยุนฉางเยว่ และหลิงจีบัดนี้กำลังยืนเผชิญหน้าอยู่กับ 3 ผู้นำนิกาย 3 องค์ชาย และ 3 แม่ทัพ รวมไปถึงเหล่าบรรดาผู้ติดตามของพวกเขา
“ยินดีตอนรับทุกท่าน เข้าสู่เมืองชายแดนประจิมของพวกเรา” เป็นเย่หยุนซีที่เปิดฉากกล่าวทักทายแขกผู้มาเยือนอย่างสุภาพ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงหลายสิบคู่ที่จับจ้องมายังตัวเขาและสตรีทั้งสองนางข้างกาย
“ปะ เป็นไปไม่ได้นางตายไปแล้วนี่น่า!” จื่อเฟิง นายน้อยแห่งนิกายบรรพตโลหิตลอบอุทานออกมา แน่นอน! คนที่มันหมายถึงย่อมต้องเป็นหลิงจี หญิงสาวที่มันเคยวางแผนจับกุมมาเป็นภรรยา แต่ทว่านางกลับโดดลงหน้าผาในวินาทีสุดท้าย
“หืม คุณชายท่านนั้นสีหน้าดูไม่ดีเลย ไม่สบายตรงไหนหรือไม่?” ถึงแม้เสียงจะเบาสักเพียงใด ทว่าเย่หยุนซีกลับได้ยินสิ่งที่มันพูดอย่างกระจ่างชัด ดังนั้นจึงเอ่ยทักเพื่อหยั่งเชิงดูการตอบสนอง
“เจ้าไม่จำเป็นต้องยุ่งกับคนของนิกายบรรพพตโลหิตของข้า!” จื่อหยางผู้ซึ่งเป็นประมุขนิกายออกหน้า น้ำเสียงแฝงเร้นด้วยโทสะจึงฟังดูดุดัน
“โอ้ เสียมารยาทแล้วๆ........ถ้างั้นพวกเรามาเข้าเรื่องที่เป็นทางการกันเลยดีกว่า ทุกท่านได้โปรดแสดงสมบัติออกมา ข้าจะเป็นคนตัดสินเองว่ามันเหมาะสมกับสิทธิ์ในการเข้าสุสานเซียนหรือไม่” เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มอย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใด
“หา! เจ้าถือสิทธิ์อะไรมาตรวจสอบสมบัติพวกเรา!” แม่ทัพบูรพากล่าวอย่างเดือดดาล
แม่ทัพทักษิณ แม่ทัพอุดรก็พลันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของแม่ทัพบูรพา ตระกูลของพวกมันสร้างคุณูปการให้กับจักรวรรดิเมฆครามเอาไว้มาก แถมยังมีภูมิหลังเป็นถึงองค์ราชินีและพระสนม 2 นาง ซึ่งด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้รวมกัน มันก็เพียงพอแล้วที่จะเข้าสู่สุสานเซียนโดยไม่ต้องสูญเสียสมบัติใดๆ
“ใช่ๆ! พวกเราเองก็เป็น 3 ใน 4 นิกายใหญ่ที่ปกป้องจักรวรรดิมาช้านาน กะอีแค่การเข้าสุสานทำไมจักรวรรดิถึงต้องหวงห้ามและเอาเปรียบพวกเราถึงเพียงนี้” ประมุขนิกายเทพสุริยัน ต้าหลง เหยียบซ้ำในทันที เมื่อเห็นว่ามีคนเปิดประเด็นให้ ส่วนเหล่าบริวารเองก็ไม่รอช้า รีบพากันก่นด่าเย่หยุนซีจนเสียงดังลั่น
ทว่าท่ามกลางเสียงก่นด่านั้น ประมุขวังหยาดพิรุณ ลู่หลิน จู่ๆก็สาวเท้าก้าวเดินไปหาเด็กหนุ่ม ก่อนจะยื่นกระบี่หยกพิรุณซึ่งเป็นอาวุธคู่กายของนางให้
“สิ่งนี้มีค่ามากพอจะแลกกับสิทธิ์การเข้าสุสานเซียนหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานจับใจ
เด็กหนุ่มรับกระบี่ไว้ จากนั้นยิ้มพลางพิจารณาอยู่สักพัก “สิ่งนี้สามารถแลกสิทธิ์การเข้าสุสานเซียนได้แน่นอนขอรับ แต่ท่านแน่ใจแล้วนะว่าจะใช้มันเพื่อแลกเปลี่ยนจริงๆ”
ผู้เป็นประมุขวังหยาดพิรุณเมื่อได้ยินก็พยักหน้ายืนยัน โดยมิได้สนใจสายตาของเหล่าผู้ติดตามซึ่งเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกระบี่หยกพิรุณถือเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกาย การมอบมันให้คนนอกง่ายๆเช่นนี้ ย่อมทำให้มีบางคนไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดา
“อืม ถ้าหากท่านยืนยันเช่นนั้น ข้าก็ไม่คิดขัดศรัทธา” เย่หยุนซีกวักมือเรียกทหารที่กำลังยืนอารักขา ก่อนจะมอบหมายหน้าที่ในการนำทางประมุขวังหยาดพิรุณและผู้ติดตามไปยังกระโจมที่พักให้กับเขา
“ส่วนพวกท่านที่เหลือ ถ้าไม่ยินยอมทำตามกฎของพวกเราก็กลับไปซะเถอะ อย่าได้ทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปมากกว่านี้” เบนสายตาไปที่ขุมกำลังอื่นๆ น้ำเสียงของเด็กหนุ่มแฝงเร้นด้วยความเย็นชาผิดกับตอนแรกลิบลับ
“บัดซบ! ช่างสาวหาวนัก! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนบิดา!!” เหล่าผู้ติดตามของอีก 2 นิกายเลือดขึ้นหน้า แววตาเต็มไปด้วยความดุร้าย ในใจเต็มไปด้วยโทสะอันร้อนระอุ พวกมันเคลื่อนกายเข้าหาเด็กหนุ่มประดุจลมพายุอัสนีบาต มือข้างหนึ่งกำแน่นเตรียมซัดหมัดไปที่บริเวณหน้าอกซึ่งเป็นเป้าหมาย
“เหอะ รนหาที่ตาย!!” เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน สะบัดมือหนึ่งครั้ง ธงค่ายกลหยินหยางที่แต่เดิมอยู่ในสถานะล่องหนพลันปรากฏขึ้นโอบล้อมพื้นที่ แผ่กลิ่นอายสะเทือนขวัญ
“ค่ายกลระดับห้า ทัณฑ์สายฟ้าทำลายล้าง”
ยกมือขึ้นทำมุทรา เด็กหนุ่มถ่ายพลังปราณไปยังค่ายกลจนก่อเกิดเป็นวงเวทย์สีม่วงขนาดใหญ่ ซึ่งมันส่งผลให้เบื้องบนท้องนภาค่อยๆถูกปกคลุมด้วยหมู่เมฆาสีดำ ทั้งยังมีเสียงสายฟ้าดั่งสนั่นหวั่นไหว
“หยุดมือ รีบกลับมา!” จื่อหยางและต้าหลงสองประมุขนิกายสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจึงรีบคำรามสั่งการผู้ติดตาม
“สายไปแล้ว!” เด็กหนุ่มสะบัดมือลงเบื้องล่าง อัสนีบาตรสีม่วงพลันฟาดผ่าไปยังฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี สมกับที่ได้ชื่อว่า ‘ทัณฑ์สายฟ้า’
“เปรี้ยง!”
ทันทีที่อัสนีบาตรฟาดฝ่าลงมา เหล่าผู้ติดตามของทั้งสองนิกายล้วนปลิวกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง ดวงตาฉายแววหวาดกลัวสั่นสะท้าน ผิวหนังของพวกมันไหม้เกรียมจนดูไม่ได้ บาดเจ็บภายในอย่างหนัก หากคิดจะรักษาคงต้องใช้เวลาหลายสิบปี
“โอ่ว ยังไม่ตายอีกหรือนี่ สมแล้วที่เป็นระดับจักรพรรดิขั้นต้นเกือบทุกคน ร่างกายแข็งแกร่งใช้ได้” มองเห็นผลลัพธ์ในสิ่งที่ตนเองกระทำลงไป ใบหน้าของเด็กหนุ่มไร้ซึ่งความแปลกใจ มีเพียงรอยยิ้มบางๆประดับ
“แห๊กๆ ชะ ช่วยข้าด้วยท่านประมุข” เหล่าผู้ติดตามที่นอนพะงาบ ๆ พยายามฝืนอ้อนวอนผู้เป็นนายให้ช่วยเหลือพวกมัน
“เหอะ! ขยะทั้งนั้น” ประมุขนิกายบรรพตโลหิตจื่อหยางและประมุขนิกายเทพสุริยันต้าหลงเค้นเสียงเย็นชา จากนั้นเหลือบสายตาดุดันไปทางเย่หยุนซีซึ่งยังคงทำท่าทีสบายๆ
“ไอ้หนู! เจ้านับเป็นตัวอันใดถึงได้ทำร้ายคนของพวกข้า วันนี้ต่อให้เย่ชิงหยางหรือออกหน้า พวกข้าก็จะทำให้เจ้าทรมานยิ่งกว่าตาย!!”
เย่หยุนซีเมื่อได้สดับฟังวาจาอันโอหังนี้ ก็ถึงกับหลุดปากหัวเราะอย่างขบขัน “ฮ่าๆๆนี่มันตรรกะอันใดกัน ตอนพวกมันเข้ามาโจมตีข้าใยไม่ห้ามปราม แต่พอข้าโจมตีพวกมันบ้างกลับโกรธเป็นฟื้นเป็นไฟ คิดไม่ถึงว่าประมุขนิกายชั้นนำทั้งสองจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้”
พูดจบ! เย่หยุนซีโบกมือเป็นสัญญาณให้หยุนฉางเยว่และหลิงจีพาองค์ชายทั้ง 3 เข้าไปด้านใน ทำให้ที่บริเวณลานกว้างหน้าเมืองเหลือเพียง ตัวเขา ประมุขนิกายทั้ง2 และ 3 แม่ทัพ