“เรื่องจริงหรือนี่ ถ้าหากข้าไม่เห็นกับตาคู่นี้ของตัวเองให้ตายข้าก็ไม่มีทางเชื่ออย่างเด็ดขาด”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งพูดออกมา เรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่มันได้ทำลายสามัญสำนึกของนางทิ้งไปจนหมดสิ้น มุมมองต่อมรรคายุทธ์ของนางได้เปลี่ยนไปในทันทีที่ได้เห็นพลังอันฉีกทุกกฎเกณฑ์ของเทียนอี้
“เมื่อกลับไปถึงตำหนักให้เรียกประชุมผู้อาวุโสทุกท่านโดยทันที” ไป๋เจี้ยนเหรินสูดลมหายใจยาวทีหนึ่งแล้วสั่งการออกไป จากนั้นจึงเหินร่างไปยืนอยู่เบื่องหน้าของตงฟางที่กำลังใช้มือซ้ายกดแผลเอาไว้ด้วยความทุลักทุเล
“จะมาสมน้ำหน้าข้าอย่างนั้นหรือ?” เมื่อเห็นว่าไป๋เจี้ยนเหรินยืนอยู่เบื้องหน้าตงฉางจึงพูดออกมาด้วยเสียงอันแหบพร่า ความอัปยศที่มันได้รับในครั้งนี้หากมีคนอื่นรู้เข้า มันต้องกลายเป็นตัวตลกในยุทธภพแน่นอน
ไป๋เจี้ยนเหรินเพียงส่ายหน้าเบาๆทีหนึ่งก่อนจะพูดออกมาเพียงไม่กี่คำว่า “เหตุการณ์ในวันนี้คนของตำหนักเหมันต์ของเราให้สัจจะว่าจะไม่แพร่งพรายหรือพูดถึงมันอีกที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้ว” พูดเสร็จนางไป๋เจี้ยนเหรินก็เหินร่างจากไปทันทีโดยไม่หันกลัมมามองอีก
สำหรับคาอย่างตงเว้ยชื่อเสียงในยุทธภพคือทุกสิ่ง ดังนั้นจะปล่อยให้ใครรู้ไม่ได้ว่ามันพ่ายแพ้ให้กับผู้เยาว์คนหนึ่งที่อยู่เพียงขอบเขตนภาและยังเสียแขนขวาไปอีกหนึ่งข้าง ตงเว้ยมันรู้ดีว่าควรจัดการเรื่องนี้เช่นไร
“พวกเจ้าสองคนมาช่วยประคองข้า” ตงเว้ยทำทีเป็นเรียกลูกศิษย์ของตำหนักทั้งสองคนเข้ามาช่วยประคองมัน แต่ทันทีที่ทั้งสองคนอยู่ในระยะสังหารของมันแล้ว ตงเว้ยก็ควบคุมกงจักรของมันด้วยลมปราณเข้าบั่นคอของทั้งสองคนจากด้านหลังทันที ทำให้สองคนนั้นตกตายทันทีโดยไม่ทันได้ร้องแม้สักแอะ
“ขอโทษพวกเจ้าด้วยมีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะไม่ปริปาก” ตงเว้ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ตอนนี้มันได้ตั้งปฏิทานเอาไว้กับตัวเองแล้วว่าหากมีโอกาสมันจะต้องสังหารเทียนอี้ให้จงได้ไม่ว่าด้วยวิธีไดก็ตาม
หลังจากที่ตงเว้ยสามารถหยุดเลือดที่กำลังไหลนองจากบาดแผลได้แล้วมันก็ประคองร่างที่ได้รับบาดเจ็บกลับไปอย่างทุลักทุเล ก่อนจากไปตงเว้ยก็ได้ทำลายศพของทั้งสองคนนั้นทิ้งไป แล้วนำเพียงศพของตงฉางกลับไปด้วยโดยเก็บไว้ในมิติส่วนตัวของมัน
ณ ห้องประชุมตำหนักกระบี่เหมันต์ผู้อาวุโสทุกคนถูกเรียกประชุมอีกครั้งอย่างเร่งด่วน ตอนนี้เหล่าผู้อาวุโสที่ได้เห็นฉากการต่อสู้ของเทียนอี้ต่างก็ตื่นเต้นยินดีกันถ้วนหน้า
ก่อนเริ่มการประชุมไป๋เจี้ยนเหรินได้ส่งผู้อาวุโสที่รับผิดชอบด้านข่าวสารให้ออกไปสืบข้อมูลของเทียนอี้ทั้งหมดมาให้เร็วที่สุด และได้ให้ผู้อาวุโสทุกคนที่เห็นการต่อสู้ทั้งหมดกล่าวสัตย์สาบานว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้อื่นทราบ เพราะยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีเวลาให้เทียนอี้เติบโตได้มากเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าทุกคนมากันครบแล้วไป๋เจี้ยนเหรินจึงเริ่มพูดเข้าประเด็นสำคัญทันที “เหลือเวลาอีกเพียง 10 วันที่กายาเซียนพิสุทธิ์ของหลานปิงปิงก็จะตื่นขึ้นอีกครั้ง เราคิดว่าควรรีบจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด”
ผู้อาวุโสทุกคนต่างเห็นพยักหน้าเห็นด้วย เพราะหลานปิงปิงคือความหวังในอนาคตของพวกเขา การรักษาชีวิตและพรสววรค์ของนางไว้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้
“แล้วพวกเราจะไวใจคุณชายเทียนอี้อะไรนั้นได้มากแค่ไหน?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งถามขึ้นมา ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะนางมีอคติกับเทียนอี้แต่อย่างได แต่เป็นเพราะตัวตนของเทียนอี้ค่อนข้างคลุมเครือเป็นปริศนา และยังไม่รู้ที่มาที่ไปที่แน่ชัด
“เรื่องนี้ทุกเราเองก็ยังไม่ทราบที่มาที่ไปที่แน่ชัดของเขาเช่นกัน แต่เรามั่นใจได้เรื่องหนึ่งนั้นก็คือพวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพวกเรา ถึงกระนั้นเราก็ได้ส่งผู้อาวุโสออกไปสืบที่มาที่ไปที่แน่ชัดของเขาแล้วคาดว่าอีกไม่นานคงทราบอะไรบ้าง” ไป๋เจี้ยนเหรินตอบแล้วกล่าวเสริมขึ้นอีกว่า
“แล้วถ้าหากท่านผู้นั้นรู้ทีหลังว่าเราให้หลานปิงปิงผสานหยินหยางกับบุรุษโดยที่ไม่นางไม่รู้เรื่องเล่า.....” ผู้อาวุโสใหญ่หลี่เฟยกล่าวออกมาด้วยท่าทางวิตกกังวล
คำพูดของผู้อาวุโสใหญ่ทำให้ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ท่านผู้นั้นที่นางพึ่งกล่าวถึงคือผู้มีพระคุณของตำหนักกระบี่เหมันต์เมื่อครั้งก่อน และยังเป็นผู้ที่คอยปกป้องตำหนักกระบี่เหมันต์อยู่ในเงามืดมาตลอด ที่สำคัญนางยังเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของหลานปิงปิงอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่ตัวของหลานปิงปิงเองก็ยังไม่ทราบ
“เราเชื่อว่าท่านผู้นั้นจะต้องเข้าใจ เพราะว่าชีวิตของหลานปิงปิงสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” ไป๋เจี้ยนเหรินกล่าวอย่างมันใจ ความจริงแล้วท่านผู้นั้นได้ขาดการติดต่อกับตำหนักกระบี่เหมันต์ไปเมื่อ 5 ปีก่อนแล้ว แต่เรื่องนี้มีเพียงนางที่รู้เพียงคนเดียว
การประชุมผ่านไปได้อย่างเรียบร้อยแม้บ้างครั้งจะมีผู้มีความเห็นต่างออกไปบางในบางครั้ง แต่เมื่อไป๋เจี้ยนเหรินเป็นคนพูดขึ้นมาด้วยตนเองทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อแม้ไดๆ ผู้อาวุโสหลายคนยังคงแครงใจเกี่ยวกับเทียนอี้อยู่บ้างแต่ก็ทำอะไดไม่ได้ เพราะเทียนอี้เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาในตอนนี้
ผลสรุปของการประชุมในตอนนี้ก็คือให้ทุกคนเก็บเรื่องของเทียนอี้ และการผสานหยินหยางไว้เป็นความลับสุดยอด เมื่มั่นใจแล้วว่าที่มาของเทียนอี้ไม่เป็นภัยต่ิพวกเขา ก็จะจัดพิธีหมั่นหมายอย่างเป็นทางการขึ้นทันที ดูเผินๆการทำเช่นนี้เหมือนเป็นการรักษาชื่อเสียงของตำหนักกระบี่เหมันต์เอาไว้ แต่ความจริงที่ไป๋เจี้ยนเหรินทำเช่นนี้ก็เพื่อต้องการที่จะผูกสัมพันธ์กับเทียนอี้เอาไว้
ด้วยพรสวรรค์ที่เหนือกว่าคำว่าสัตว์ประหลาดของเทียนอี้ ไป๋เจี้ยนเหรินมั่นใจว่าอีกเพียงไม่นานเทียนอี้ต้องกลายเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกนี้อย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็คือตำหนักกระบี่เหมันต์ของพวกนาง
ณ ศาลาริมบึงแห่งหนึ่งของตำหนักกระบี่เหมันต์ เทียนอี้และหลานปิงปิงกำลังนั่งมองฝูงนกกระเรียนที่กำลังทำการร่ายรำจับคู่อยู่ริมบึง ทั้งสองคนต่างก็นั่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่อย่างนี้อยู่พักหนึ่งแล้ว แต่ในความเงียบนี้กลับไม่ใช่บรรยากาศที่ชวนอึดอัดแบบที่มันควรจะเป็น แต่มันเป็นความเงียบที่ราบเรียบ นิ่งสงบ และผ่อนคลาย
“ขอโทษด้วยที่เมื่อสักครู่ที่ข้ากุมมือของท่านโดยที่ไม่ได้ขออนุญาติท่านก่อน” เทียนอี้พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพออกมา ก่อนที่หลานปิงปิงจะตอบกลับอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่เป็นไรข้ามิได้คิดมากถึงเพียงนั้น”
“ข้าขอถามอะไรท่านสักเรื่องได้หรือไม่” หลานปิงปิงเพียงพยักหน้าครั้งหนึ่งเป็นคำตอบโดยที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา “ อะไรทำให้เทพธิดาผู้สูงศักดิ์เช่นท่านยอมเป็นคู่ประสานหยินหยางกับข้าโดยที่ไม่มีการกล่าวถามอันไดออกมาเลยสักคำ”
หลานปิงปิงหันมามองเข้าไปในดวงตาของเทียนอี้แล้วตอบกลับไปอย่างนุ่มนวลว่า “จะให้ข้าอธิบายก็คงยากอยู่ แต่ถ้าจะให้อธิบายออกมาจริงๆก็คงบอกได้เพียงว่ามันเป็น ความรู้สึก ความรู้สึกที่ว่าถ้าหากเป็นท่าน เพียงแค่ท่านคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัย”
หลานปิงปิงหยุดพูดไปชั่วขณะก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “ เทพธิดาอะไรนั่น ความสูงศักดิ์พวกนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้อื่นเรียกขานกันเอาเอง ตัวข้าหาได้สนใจมันไม่ อีกอย่างแล้วความจริงข้าก็ไม่ได้ต่างจากผู้อื่นในตำหนัก เป็นเพียงเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เทียนอี้พยักหน้าน้อยๆแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “เช่นนั้นชีวิตพวกเราก็ไม่ต่างกันเท่าได ข้าเองก็เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้ในที่ห่างไกลตั้งแต่ตอนยังเป็นทารก โชคยังดีที่ท่านลุงผู้ใจดีมาพบเข้าท่านจึงได้เก็บข้าไปเลี้ยงดู” กล่าวถึงตรงนี้น้ำเสียงของเทียนอี้ช่างฟังดูเปล่าเปลี่ยวเดียวดายเหลือเกิน
ทำให้หลานปิงปิงรู้สึกหม่นหมองลงไปด้วย “ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่าน” น้ำเสียงของหลานปิงปิงตอนนี้ฟังแล้วรู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเดียวดายเช่นกัน ทำให้เทียนอี้ต้องปรับอารมณ์ และเปลี่ยนหัวข้อในการพูดคุย ยิ่งคุยกันมากเท่าไหร่ทั้งสองคนยิ่งรู้สึกใกล้ชิดกันมากเท่านั้นหนุ่มสาวเคียงคู่ ดูสกุณาร่ายรำ วันเวลาล่วงล้ำ จนถึงยามอัสดง เทียนอี้และหลานปิงปิงนั่งอยู่ที่ศาลาริมบึงจนดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อย จนกระทั่งซุยหงเดินเข้ามาแจ้งว่าเจ้าตำหนักไป๋เชิญทั้งสองไปยังงานเลี้ยงต้อนรับ ทั้งคู่ถึงลุกออกจากศาลาริมบึงแล้วค่อยพากันเดินชมนกชมไม้ไปยังห้องจัดเลี้ยง
ณ ห้องจัดเลี้ยงผู้คนมีไม่มาก แต่ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นแก่นแกนของตะหนักกระบี่เหมันต์ทั้งสิ้น ชนชั้นราชัน และราชันย์จักรพรรดิของตำหนักกระบี่เหมันต์ที่มีอยู่เพียงหยิบมือ กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ จนกระทั่งเทียนอี้และหลานปิงปิงเดินเคียงคู่กันเข้ามาภายในงานเลี้ยง
“อ่า..ช่างเหมาะสมกันยิ่งนักราวกับกิ่งทองใบหยกยังไงยังงั้น” ผู้อาวุโสตู๋หลินกล่าวชมออกมาจากใจจริง
“ข้าเห็นด้วยคุณชายเทียนอี้ก็หล่อเหลาดังเทพบุตร หลานปิงปิงเองก็งดงามสมกับเป็นเทพธิดาช่างดูเหมาะสมกันยิ่งนัก” ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆกันกล่าวสมทบ ผู้อาวุโสท่านนี้มีนามว่าตู้หลง
ผู้อาวุโสทั้งสองท่านนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่เทียนอี้ได้ตัดแขนของตงเว้ยออกมา ดังนั้นผู้อาวุโสทั้งสองคนจึงรู้สึกพึงพอใจกับบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อมีคนชอบก็ต้องมีคนที่ไม่ชอบอยู่เช่นกันสังคมมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้
“ชิ เป็นเพียงเด็กน้อยขอบเขตนภาคนหนึ่ง ริอาจหมายปองเทพธิดาหงส์ฟ้าของตำหนักกระบี่ เหมันต์ของพวกเรา ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมพวกท่านถึงเห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้ของเจ้าตำหนักด้วย” ชายวัยกลางคนผู้นี้มีนามว่าหวังจิว เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของตำหนักกระบี่เหมันต์ทั้งยังมีสถานะที่ค่อนข้างสำคัญ
เพราะมันคือหนึ่งในชนชันราชันย์จักรพรรดิที่มีอยู่เพียงหยิบมือของตำหนักกระบี่เหมันต์ และแน่นอนว่ามันคือหนึ่งในผู้ที่ไม่ได้อยูในเหตุการณ์ที่ทะเลสาปน้ำแข็งเมื่อตอนกลางวัน ไม่เช่นนั้นมันคงไม่กล้าพูดเช่นนี้ออกมาแน่
“ผู้อาวุโสหวังข้าว่าท่านมีอัคติกับคุณชายเทียนอี้มากกว่าท่านถึงพูดเช่นนี้” ผู้อาวุโสตู๋หลินกล่าวขัดออกมา
เป็นที่รู้โดยทั่วกันทั้งตำหนักว่าผู้อาวุโสหวังมีหลานชายมากความสามารถอยู่คนหนึ่งที่มีนามว่าหวังเจียง
หวังเจียงคนนี้อายุเพียง 20 ปีก็ก้าวมีถึงขอบเขตราชันย์ขั้นที่ 3 แล้วถึงจะนำมาเทียบกับอัฉริยะอย่างหลานปิงปิงไม่ได้ แต่ก็นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์เริศล้ำคนหนึ่งของตำหนัก และผู้อาวุโสหวังก็พยายามที่จะจับคู่ให้กับหวังเจียงและหลานปิงปิงเรื่อยมา ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผู้อาวุโสหวังจะไม่ชอบขี้หน้าของเทียนอี้
“หึ..อัคติแล้วอย่างไรอาศัยเพียงรูปลักษณ์ภายนอกใช่ปกป้องผู้คนได้รึ” ผู้อาวุโสหวังจิวเค้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจทั้งยังไม่ปฏิเสธด้วยว่าตนเองมีอัคติ
ได้ยินผู้อาวุโสหวังจิวกล่าวเช่นนั้น ผู้อาวุโสตู๋หลงและผูอาวุโสตู๋หลินต่างส่ายหัวด้วยความระอา จะพูดมากกว่านี้ก็กลัวจะผิดใจกันเปล่าๆ เพราะถึงยังไงสถานะของทั้งสองคนก็ด้อยกว่าผู้อาวุโสหวังจิวอยู่ขั้นหนึ่ง