บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 43 คลั่ง

                มัน ... เร็วเกินไปไหม?

               คนที่ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในฝีมือของเยี่ยซีก่อนหน้านี้ตาแทบหลุดออกจากเบ้าเขารู้ว่าเยี่ยซีร้ายกาจ แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขนาดนี้

               ไม่เห็นต้องใช้ถึงห้าอึดใจเลย แค่ไม่ถึงอึดใจเยี่ยซีก็จัดการซ่งซูเหลียนได้แล้วความสามารถของนางแข็งแกร่งถึงขั้นอุกอาจ!

                “ไม่เลวเลย”

               หมิงอ๋องหมิงเฉินเหยียนที่อยู่บนพลับพลาพยักหน้าเขายอมรับในพรสวรรค์และความสามารถของเยี่ยซี ความสามารถแบบนี้ก็พอจะคู่ควรกับเสวียนเอ๋อร์ได้อยู่

               เพราะความแข็งแกร่งที่เยี่ยซีแสดงออกมาทำให้คนในตระกูลเยี่ยที่สีหน้าแย่ไปเพราะเยี่ยเสวียนก่อนหน้านี้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

               มีคำกล่าวที่ว่า คนที่อยู่หัวเราะเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นถือเป็นคนที่หัวเราะได้ดังที่สุด แล้วเยี่ยซีก็คือคนที่หัวเราะเป็นคนสุดท้ายตระกูลเยี่ยก็คือตระกูลที่จะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย ส่วนหมิงอวี่เขาก็เป็นแค่ใบไม้ใบหนึ่ง มีแค่เยี่ยซีเท่านั้นที่เป็นดอกไม้ที่เบ่งบานมากที่สุด!

                หมิงอวี่ตายแน่

               มู่หลางเดินขึ้นมาบนลานประลองอีกครั้ง เขาแทบจะหมดคำพูดกับการประลองสองสนามที่ผ่านมาสนามแรกยังไม่สู้ก็แพ้แล้ว สนามที่สองไม่กี่อึดใจก็แพ้ทั้งสองสนามใช้เวลาไปยังไม่ถึงครึ่งก้านธูปเลย

               ดังนั้น มู่หลางถึงได้พูดขึ้นมาว่า“เนื่องจากการประลองในรอบที่ผ่านมา ผู้ชนะแทบจะไม่ได้ออกแรงเลยดังนั้นยกเลิกการพักครึ่งชั่วยามและเริ่มการแข่งขันตัดสินในทันที!”

                พูดจบเขาก็ลงจากลานประลองอีกครั้ง  ที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่ของคู่ตัดสินอย่างเยี่ยซีและหมิงอวี่

               เดิมในใจของทุกคนเดาไว้ว่าคู่ต่อสู้สุดท้ายของเยี่ยซีนั้นอาจจะเป็นหลินเจ๋อเทียนหรือไม่ก็ซ่งซูเหลียนหรือเยี่ยเสวียน ไม่ก็องค์ชายหรือองค์หญิงคนใดคนหนึ่งก็ได้แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นหมิงอวี่!

                ทุกคนหันไปมอง เห็นหมิงอวี่กระโดดขึ้นไปบนลานประลองแล้วยืนอยู่ตรงหน้าของเยี่ยซี

               ตอนนี้เป็นช่วงบ่าย แดดที่ส่องลงมาแสบตามากแต่ว่าในสายตาของผู้คนกว่าสามหมื่นคนนั้นกลับมีแต่กลิ่นอายสังหารที่อยู่บนลานประลองเท่านั้น

               เยี่ยซียืนอยู่บนลานประลอง สายตาที่นางมองไปที่หมิงอวี่นั้นมีแต่ความเย็นชา

               ไม่มีคำพูดใดๆ มีแต่ความโกรธเคือง

               ไม่มีคำพูดเพราะคิดไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้ในรอบสุดท้ายของการประลองยุทธ์จะเป็นคนที่นางคิดว่าไม่เอาไหนที่สุดความโกรธเคืองเป็นเพราะเขาทำให้คนในตระกูลเยี่ยถึงสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส

               “ดูท่า เจ้าไม่เคยเห็นตระกูลเยี่ยอยู่ในสายตาเลย”เยี่ยซีพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชามาก แสดงถึงความไม่พอใจของนาง

               “เจ้าไม่คิดว่าสิ่งที่เจ้าพูดออกมานั้นมันน่าขำไปหน่อยหรือ?”

               หมิงอวี่มองไปที่เยี่ยซีแล้วชี้ไปยังฝั่งที่นั่งของตระกูลเยี่ยจากนั้นพูดว่า “ข้าทำร้ายคนของตระกูลเยี่ยจนบาดเจ็บ มันเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าตระกูลเยี่ยกัน?เยี่ยหรงสมคบคิดกับคนอื่นเล่นงานข้า ใช้ทักษะการต่อสู้ที่คิดจะทำให้ข้าบาดเจ็บสาหัสเยี่ยเสวียนส่งสัญญาณให้หลินเจ๋อเทียนเล่นงานข้าให้หนัก ที่พวกเขามีสภาพแบบนั้นมันสมควรแล้วเข้าใจไหม?”

               เยี่ยซีค่อยๆ เดินทีละก้าวไปหาหมิงอวี่ ลมปราณของนางพุ่งขึ้นทั่วร่างกาย“เจ้าก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ข้าไม่ควรพาลโกรธเจ้าอย่างนั้นสินะ? เจ้าล่วงเกินพวกเขาก็เท่ากับล่วงเกินตระกูลเยี่ย และล่วงเกินข้าด้วย”

               “ดังนั้น คุกเข่าลงต่อหน้าข้า”

               น้ำเสียงใสๆ ที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก และเต็มไปด้วยความเย็นชาเลือดเย็น ไร้ปราณี

               พูดจบบนตัวของเยี่ยซีก็ระเบิดแรงกดดันอันน่ากลัวอย่างถึงที่สุดออกมาลมปราณของขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดแผ่กระจายออกมาทั่วร่างกายเพื่อให้หมิงอวี่คุกเข่าลง!

                คุกเข่าลงให้กับนางต่อหน้าผู้ชมสามหมื่นคน!

                หมิงอวี่กลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิมทั้งๆ ที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แข็งแกร่ง เขานำน้ำสีดำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ถ่ายไปที่จุดเซินถิงและเปิดสัมผัสแห่งวิญญาณขึ้นมา!

                เมื่อสัมผัสแห่งวิญญาณถูกเปิดออกประสาทสัมผัสของหมิงอวี่ก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว พลังจิตของเขาก็เพิ่มขึ้นด้วย ความโกรธที่เขาเก็บกดไว้ในใจเป็นเวลานานก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆท่ามกลางแรงกดดันที่มากขึ้นของเยี่ยซี

               มีลมพัดโชยมา เกิดเสียงไปทั่วร่างกายของหมิงอวี่มันเป็นความเย่อหยิ่งที่ไม่ยอมอ่อนข้อของเขาเองที่ต่อต้านการบีบบังคับของเยี่ยซี

               หมิงอวี่มองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านางทำให้เขาต้องเสียเงินทองที่สะสมมาทั้งหมดไปในสองปีนางหลอกใช้ความรู้สึกของเขาเต็มๆ สองปี นางไม่เคยเห็นความดีในตัวเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะคิดว่าทั้งหมดนี้เขาสมควรที่จะทำมัน

               สิ่งที่นางสนใจมีแค่ฐานะและอำนาจ ความดีในใจของนางมันพิการไปแล้ว ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง

               ผู้หญิงที่หลอกความรู้สึกของเขา แต่สุดท้ายเลือกจะไปอยู่กับผู้ชายคนอื่นเพราะความผิดที่ไร้สาระแบบนั้นเลยต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าคนสามหมื่นคนโดยการคุกเข่าลงอย่างนั้นหรือ!

                อารมณ์ของหมิงอวี่นั้นพุ่งจนถึงขีดสุด ในหัวของเขามีแต่พายุแห่งความเกรี้ยวกราด!

                “เยี่ยซี” หมิงอวี่จ้องผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าแบบไม่กะพริบตา“เจ้ามันก็แค่หญิงแพศยาคนหนึ่ง”

               เจ้ามันก็แค่หญิงแพศยาคนหนึ่ง!

                ประโยคนี้ คนกว่าสามหมื่นคนได้ยินกันอย่างชัดเจน ทุกคนเงียบจนน่ากลัว

               หมิงอวี่กำลังด่าใคร? ด่าคนที่ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าหมิงยอมรับว่าเป็นเทพีอัจฉริยะปีศาจคู่หมั้นขององค์ชายเก้า ความหวังใหม่ของคนวัยหนุ่มสาว!

                ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงพูดแบบนี้ แต่คำพูดนี้ของเขามันก็ดูบ้ามากทุกคนรู้สึกหัวชากันไปหมด หมิงอวี่ใจกล้ามากเกินไปแล้ว!

                “เจ้ากล้า ... ด่าข้าหรือ”

               แม้แต่ตัวของเยี่ยซีเองยังคิดว่าฟังผิดเลย ตั้งแต่เล็กจนโตนางได้รับแต่คำชื่นชมและสรรเสริญ เคยถูกต่อว่าแบบนี้ที่ไหนกันล่ะ?

               “เรื่องนี้แค่การคุกเข่าคงไม่อาจแก้ปัญหาได้แล้ว”

               น้ำเสียงของเยี่ยซีเย็นยะเยือกจนถึงขีดสุด วันนี้ต่อให้หมิงอ๋องจะอยู่ตรงนี้ด้วย นางก็จะตัดลิ้นของหมิงอวี่ออกมาให้ได้ถึงจะสามารถระบายความโกรธแค้นในใจของนางได้

               บนพลับพลาพระที่นั่ง หมิงเฉินเหยียนขมวดคิ้วแน่นมากถึงแม้เขาจะแทบไม่ได้เจอหน้าลูกชายคนนี้เลย แต่หมิงอวี่ก็เป็นลูกชายของเขาเขาไม่มีทางยอมให้เยี่ยซีทำอะไรหมิงอวี่แน่ ขอแค่หมิงอวี่สู้ไม่ไหวเขาจะเข้าไปห้ามปรามทันที

               แต่นั่นก็หมายความว่าเยี่ยซีได้รับชัยชนะ เขาจะต้องให้รางวัลแก่นางเพราะไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นคู่หมั้นขององค์ชายเก้าลูกชายสุดที่รักของเขา

               “เจ้ายังมีอะไรอีก ด่าออกมาให้หมดเลย หลังจากนี้อีกสามวินาทีชาตินี้ทั้งชาติเจ้าจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกเลย”

               “ข้าว่า ...”

               หมิงอวี่เพิ่งจะอ้าปากเยี่ยซีก็ชักกระบี่ออกมากระบี่อู๋อิ่งพุ่งแทงไปที่ปากของหมิงอวี่เพราะคิดอยากจะตัดลิ้นของหมิงอวี่ทิ้ง

               แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมันทำให้ทุกคนตะลึงกันหมดวินาทีที่เยี่ยซีแทงกระบี่ใส่หมิงอวี่ เขากลับเอียงหัวไปและหลบกระบี่ที่พุ่งแทงมาอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้านั้นไปได้!

                หลังจากที่เปิดสัมผัสแห่งวิญญาณออก กระบี่ที่รวดเร็วอย่างมากของเยี่ยซีกลับอยู่ในระดับความเร็วปกติในสายตาของหมิงอวี่เขาจึงสามารถหลบได้อย่างง่ายดาย

               “ข้าว่า เจ้าน่าจะแทงข้ายากหน่อยนะ”     

               หมิงอวี่เอ่ยปากประชดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า“เจ้านี่ทำได้สมกับชื่อเสียงเหม็นเน่าของตัวเองมากเลยนะ บอกว่าสามวินาที แต่คิดจะผิดคำพูดก็ทำได้ง่ายๆแม้แต่การลอบโจมตีก็ทำได้อย่างไม่อายเลย”

               “ไปตายซะ”

               เยี่ยซีพบว่าความโกรธที่นางเคยมีมาตลอดทั้งชีวิตยังเทียบไม่ได้กับความโกรธที่นางมีต่อหมิงอวี่ในเวลานี้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียวตอนนี้นางอยากจะรีบจัดการฆ่าหมิงอวี่ให้ตายเพื่อระบายความคับแค้นใจของนาง

               จากนั้นเยี่ยซีก็ตวัดกระบี่ฟันใส่หมิงอวี่

               หมิงอวี่พลิกตัวจากนั้นก็ชักกระบี่เฟิงโหวออกมาแล้วปะทะเข้าใส่กับกระบี่อู๋อิ่งของเยี่ยซี!

                หลังจากที่ผู้กล้าคนหนึ่งมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดระดับประสานเป็นหนึ่งแล้ววิญญาณและร่างกายจะหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายจะมีความว่องไวมากพลังก็เทียบเท่าราชสีห์สองพันตัว แล้วเพราะเยี่ยซีเดิมก็มีร่างกายพิเศษอยู่แล้วเลยมีพลังเทียบเท่ากับราชสีห์สองพันห้าร้อยตัว!

                ส่วนหมิงอวี่ที่อยู่ในขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกระดับกระชากวิญญาณแต่กลับมีพลังเทียบเท่ากับราชสีห์สองพันหนึ่งร้อยตัวแล้ว

               เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขามีพลังความแตกต่างกันแค่สี่ร้อยตัวเท่านั้น!

                เพราะแบบนี้ เมื่อเยี่ยซีระเบิดพลังและกระบี่ของนางพุ่งออกมาดูเหมือนจะเป็นกระบี่ที่เรียบง่ายแต่มันกลับแฝงไปด้วยพลังสังหารที่รุนแรงถึงตาย

               “แก๊ง!”

                เสียงโลหะปะทะกันเสียงดัง พลังลมปราณกระบี่ที่น่ากลัวกระจายไปทั่วบริเวณแรงระเบิดพลังฟุ้งไปทั่วลานประลอง และในขณะเดียวกัน ร่างกายของหมิงอวี่เองก็ต้องถอยหลังไปเพื่อลดแรงปะทะที่น่ากลัวจากกระบี่นั้น

               “คลื่นกระบี่ไร้เงา”

               ดวงตาของเยี่ยซีเย็นชามาก กระบี่อู๋อิ่งในมือของนางลอยออกไปแล้วร่อนออกเป็นเส้นแนวนอนมันกระจายตัวออกเป็นลมปราณกระบี่สิบสายและทบกันเป็นชั้นๆ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ตัวของหมิงอวี่อย่างดุดัน

               หมิงอวี่ถือกระบี่เฟิงโหวเอาไว้ในมือ ลมปราณกระบี่สังหารพุ่งขึ้นมาบนตัวกระบี่เขาฟันลมปราณกระบี่ใส่คลื่นนั้นอย่างบ้าคลั่งเหมือนดั่งเรือน้อยที่อยู่ท่ามกลางพายุเขาถอยหลังไปหลายก้าวจนมาถึงขอบลานประลอง

               แต่ในเวลานั้นเยี่ยซีก็โจมตีเข้าใส่อีก นางยังคงใช้กระบี่อู๋อิ่งเพียงแต่ครั้งนี้นางใช้ทักษะการต่อสู้หลิงระดับกลาง เพลงกระบี่สังหารไร้เงา!

               “คิดไม่ถึงเลยว่า หมิงอวี่จะบีบจนเยี่ยซีเอาจริงเอาจังได้ขนาดนี้น่าภูมิใจมากเลยนะ!”

                “นั่นสิ รับได้สองกระบวนท่า ชื่อเสียงของหมิงอวี่ก็ดังขจรไกลแล้ว บนตารางอันดับนักรบของราชวงศ์ต้าหมิงควรมีชื่อของเขานะ!”

               “ไม่! พวกเจ้าดูเร็ว จู่ๆพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นมาอีก!”

                “อะไรนะ?”

               ทุกคนมองไปบนลานประลอง พวกเขาพบว่าพลังลมปราณในร่างกายของหมิงอวี่กำลังเพิ่มขึ้นมาผิวหนังของเขาเหมือนจะกลายเป็นสีทองแกมแดง ดวงตาเป็นสีเพลิง

               มันคือพลังของกระบวนท่าที่สี่ของเคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูง ผลาญโลหิต! ทำให้หมิงอวี่มีพลังราชสีห์เพิ่มขึ้นมาอีกห้าร้อยตัวในทันทีตอนนี้เขาจึงมีพลังเทียบเท่าราชสีห์สองพันหกร้อยตัวแล้ว!

                อีกทั้งหลังจากที่เขาเรียนรู้เกราะจักจั่นปีกบางแล้วหมิงอวี่ก็สามารถทนการเผาไหม้ของร่างกายได้นานมากขึ้น!

                “พลังสังหารเก้าเท่า”

               พลังกระบี่เก้าสายรวมกันอยู่บนกระบี่เฟิงโหว จากนั้นหมิงอวี่ก็ฟันกระบี่เฟิงโหวในมือขวาออกไปและพุ่งเข้าปะทะกับกระบี่อู๋อิ่ง

               “ตู้ม!”

                เสียงระเบิดดังขึ้น ลมปราณกระบี่กระจายไปทั่ว เกิดลมพายุโหมอย่างหนักทุกคนมองไปที่ลานประลองก็พบว่าหมิงอวี่กับเยี่ยซีนั้นถือกระบี่ชนกันแต่พวกเขายังสู้กันอยู่ทั้งคู่ระเบิดพลังความโกรธใส่ไปในกระบี่ที่อยู่ในมือ

               ทำให้ลมปราณพลังกระบี่พุ่งชนกันไม่หยุดไปชั่วขณะหนึ่งแล้วระเบิดพลังออก

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน