เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณที่เห็นการแสดงของฉินหยางก็ทั้งรู้สึกขบขันและทึ่งในเวลาเดียวกันเพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นฉินหยางในมุมนี้มาก่อน จะเห็นก็แต่เพียงความจริงจัง จริงใจ อ่อนโยนและตรงไปตรงมาเท่านั้น
"พี่ชายฉินหยางไม่รู้จักว่าดาราใต้ที่ 4 คือสิ่งใดงั้นรึ? "
ซูฉินกล่าวถามด้วยความประหลาดใจอีกครั้งแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉินหยางเป็นเด็กหนุ่มที่มาจากหมู่บ้านหลังเขา ซึ่งอาจไม่ทราบเรื่องราวภายนอกก็มีสีหน้ากลับมาเป็นปกติแล้วเอ่ยว่า
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะเริ่มอธิบายทั้งหมดเลยก็แล้วกันพี่ชายจะได้ไม่สับสน"
ซูฉินทำถ้าทีจริงจังก่อนจะเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนว่า
"แผ่นดินที่ฉินหยางและพวกเขาอยู่ในตอนนี้เรียกว่า "แผ่นดินใหญ่ไท่หยาง" ปกครองโดยจักรพรรดิ ซ่งเทียน ซึ่งเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกใบนี้
โดยแผ่นดินใหญ่ไท่หยางถูกแบ่งการปกครองออกเป็น 4 ดินแดน คือ จันทราชิงหลง จันทราไป๋หู จันทราจูเชว่และจันทราเสวียนอู่ ทั้ง 4 ดินแดนถูกเรียกขานว่า "แดนจันทราทั้ง 4" ซึ่งเป็นตัวแทนของทิศต่าง ๆ ดังนี้
จันทราชิงหลงเป็นตัวแทนของทิศตะวันออก
จันทราไป๋หูเป็นตัวแทนของทิศตะวันตก
จันทราจูเชว่เป็นตัวแทนของทิศใต้
และจันทราเสวียนอู่คือตัวแทนของทิศเหนือ
ซึ่งดินแดนจันทราทั้ง 4 จะประกอบด้วยเขตดาราที่อยู่ภายใต้การปกครองจำนวนมากมาย ตัวอย่างเช่น ดินแดนจันทราจูเชว่ซึ่งเป็นดินแดนทางทิศใต้ที่พวกเราอยู่ในปัจจุบัน มีเขตดาราที่อยู่ในการปกครองทั้งหมด 132 เขต
โดยลำดับหมายเลขของเขตดาราแต่ละเขตเป็นเครื่องหมายที่สื่อถึงความแข็งแกร่งและความยิ่งใหญ่ของเขตนั้น ๆ ยิ่งจำนวนตัวเลขน้อยลงเท่าไหร่ก็ยิ่งแข็งแกร่งและทรงอำนาจมากเท่านั้น
ส่วนคำว่า"ใต้"เป็นคำที่บงบอกถึงดินแดนที่เป็นทิศที่ตั้งของเขตดารานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น เขตดาราที่อยู่ในการปกครองของดินแดนจันทราเสวี่ยนอู่ จะถูกเรียกว่า เขตดาราเหนือ เขตดาราที่อยู่ในการปกครองจูเชว่ จะถูกเรียกว่า เขตดาราใต้ เป็นต้น
"เช่นนี้นี่เอง...เช่นนั้นแล้วเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตดาราใต้ที่เท่าใดงั้นรึ? "
ฉินหยางที่นั่งฟังคำอธิบายของซูฉินเอ่ยถามขึ้น
"เมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้งั้นรึ? เป็นเมืองที่อยู่ในเขตดาราใต้ที่ 127 เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่อ่อนแอ"
ซูฉินกล่าวอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนรู้ออกมาจนหมดไม่มีปิดบัง
"127? แล้วเหตุใดสำนักอัคคีสวรรค์ที่ถือเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของเขตดาราใต้ที่ 4 ถึงต้องมาตามหาศิษย์เข้าร่วมสำนักในสถานที่อ่อนแอเช่นนี้กัน? "
"เรื่องนั้น..ข้าเองก็ไม่รู้ ข้ารู้แต่เพียงว่าท่านเจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักอัคคีสวรรค์เป็นคนออกคำสั่งให้มีการจัดการประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์ขึ้นทั่วทั้ง 132 เขตดารา ซึ่งโดยปกติแล้วทางสำนักอัคคีสวรรค์ จะเปิดรับสมัครศิษย์โดยการประลองเช่นนี้เพียงในเขตดาราที่1-20 เท่านั้น
การจัดการประลองในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่มีการเปิดรับสมัครศิษย์ในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้คนจากเมืองต่าง ๆ จึงเดินทางมาที่"นี่มากมากเช่นนี้
ซูฉินตอบคำถามถึงตรงนี้ก็เงียบไปสักพักก่อนถามขึ้นว่า
"เช่นนี้นี่เอง.."
ฉินหยางกล่าวสี่คำนี้ออกมาก่อนจะเงียบไปและทำาีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง
"ว่าแต่พี่ชายฉินหยางไม่สนใจเข้าร่วมการประลองงั้นรึ? ข้าเห็นว่าท่านเองก็เป็นผู้มี่ใช้เพลิงที่ทรงพลัง หากท่านได้เข้าร่วมสำนักอัคคีสวรรค์ชีวิตในฐานะผู้วิเศษของท่านก็จะรุ่งโรจน์เชียวล่ะ...และนี่อาจจะเป็นโชคชะตาที่จะเปลี่ยนชีวิตที่ท่านตามหาอยู่ก็เป็นได้"
ซูฉินเมื่อเห็นว่าฉินหยางเงียบไปจึงกล่าวแนะนำด้วยความหวังดีเพราะคิดว่าฉินหยางอาจจะมีศักยภาพมากพอที่จะสามารถเข้าร่วมสำนักอัคคีสวรรค์ได้
ฉินหยางไม่ได้ตอบคำถามในทันทีเขายังคงนิ่งงันอยู่บนโต๊ะอาหารพลางขบคิดอยู่สักพักก็เอ่ยว่า
"เช่นนั้น..ข้าก็จะเข้าร่วมการประลองด้วย หากเป็นอย่างที่คุณชายฉินกล่าวมาสำนักอัคคีสวรรค์ก็ถือว่าไม่เลว.."
ฉินหยางกล่าวพลางยิ้มออกมาเล็กน้อย
คุณชายทั้งสองเมื่อได้ยินว่าฉินหยางจะเข้าร่วมการประลองก็รู้สึกดีใจแม้จะแอบรู้สึกแปลก ๆ กับคำว่า "ก็ถือว่าไม่เลว" ที่ฉินหยางพูดไปก่อนหน้านี้แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้นำมาใส่ใจอันใด
"ว่าแต่..คุณชายทั้งสองเองก็จะเข้าร่วมการประลองด้วยใช่หรือไม่"
ฉินหยางเอ่ยถามกลับ
ทั้งสองพยักหน้าตอบรัยพร้อมกันก่อนซูหมิงจะเป็นคนกล่าวขึ้นว่า
"การประลองจะเริ่มในอีก 14 วันหลังจากนี้ หากน้องชายฉินหยางมีสิ่งใดขาดเหลือโปรดบอกมาได้เลยอย่าได้เกรงใจ"
"เรื่องนั้น..คงไม่รบกวนคุณชายทั้งสอง แค่การต้อนรับอย่างดีเช่นนี้ก็นับว่าเพียงพอ"
ฉินหยางตอบอย่างไม่ถือตัวเกินไปและอ่อนน้อมเกินไป หลังจากที่ทั้งสามกล่าวสนทนาเกี่ยวกับการเข้าร่วมการประลองและพูดคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ เช่นกฏการประลอง จำนวนศิษย์ที่จะรับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังไม่มีทราบิทั้งสามจึงตัดสินใจว่ารอให้ถึงวันประลองก็คงทราบเอง หลังจากพูดคุยพลางรับประทานอาหารจนเสร็จฉินหยางก็ยืนขึ้นโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
"ขอบคุณคุณชายทั้งสองสำหรับอาหารมื้อนี้ ข้ามีของตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นการขอบคุณที่คุณชายทั้งสองดูแลข้าเป็นอย่างดีเช่นนี้"
ฉินหยางกล่าวพรางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะหยิบถุงผ้าสองใบออกมายื่นให้ทั้งสองก่อนที่ทั้งสองจะรับมาด้วยสีหน้าสงสัยเล็กน้อยและเปิดดูพบว่าจ้างในถุงทั้งสองบรรจุด้วยของที่คล้ายผลึกหินที่มีมากมายหลายสีสัน
"พี่ชายฉินหยางสิ่งนี้หรือว่าจะเป็น..."
ซูฉินเหมือนจะรู้ว่าผลึกเลานี้คือสิ่งใดก่อนจะกล่าวถามออกมาด้วยร้ำเสียงติดขัดเล็กน้อย
"คุณชายซูฉินเดาถูกต้องแล้วสิ่งนี้คือแก่นผลึกปราณของสัตว์วิเศษที่ข้าหามาได้นะหว่างที่เดินทางมาที่นี่ มัน่าจะพอช่วยให้คุณชายฉินทะลวงระดับได้รวดเร็วขึ้นจากเดิมได้เล็กน้อย"
ฉินหยางกล่าวอย่างไม่รีบไม่ร้อน มุมปากของเขายังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าไม่เลื่อนหาย
"พี่ชายฉินหยางนี่มัน ...."
"คุณชายฉินอย่าได้เกรงใจมันเป็นสิ่งที่ข้าอยากมอบให้อย่าได้คิดปฏิเสธมันเลย"
ฉินกหยางกล่าวราวกับรู้ทันว่าซูฉินจะเอ่ยสิ่งใดออกมา
"เอาล่ะน้องฉินอย่าได้ปฏิเสธน้ำใจของคุณชายฉินหยางเลย.."
ซูหมิงหันหน้ากล่าวกับน้องชายของตนก่อนจะหันหน้าไปพูดกับฉินหยางว่า
"น้องชายฉินหยางคงเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่เช่นนั้นข้าจะให้เสี่ยวเอ้อร์มาพาน้แงชายไปยังห้องพักก่อน หากมีสิ่งใดขาดเหลืออย่าเกรงใจที่จะบอก"
ซูหมิงกล่าวจบก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์คนก่อนหน้ามาพาฉินหยางไปยังห้องพักในทันที
"ดูแลคุณชายท่านนี้ให้ดี หากคุณชายต้องการสิ่งใดจงจัดหามาให้อย่าให้ขาด"
ซูหมิงกล่าวกำชับกับเสี่ยวเอ้อร์ด้วยสีหน้าจริงจัง
"ขอรับคุณชาย!!
เช่นนั้นเชิญน้องชายฉินหยางพักผ่อนเถอะ หากมีสิ่งใดขาดเหลือน้องชายสามารถเรียกใช้เสี่ยวเอ้อร์ได้ตลอดเวลา
ซููหมิงกล่าวตบปากรับคำก่อนฉินหยางจะพยักหน้าให้เล็กน้อยและเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ไปยังห้องพักในทันที
หลังจากที่ฉินหยางเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ไป ซูหมิงและซูฉินก็หันหน้ามองกันด้วยแววตามีความหมายก่อนซูฉินจะเป็นคนเอ่ยขึ้น
"พี่หมิงท่านคิดว่าพี่ชายฉินหยางเป็นผู้ที่มาจากหมู่บ้านหลังเขาจริงหรือไม่? ข้าว่าบุคลิกท่าทางและมารยาทที่เขาแสดงออกมาไม่เห็นจะเหมือนผู้ที่มาจากหลังเขาเลยแม้แต่น้อย"
"เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้แต่ข้าสัมผัสได้ว่าชายคนนี้ไม่ได้พูดโกหก แต่ว่าระหว่างที่สนทนากันข้ารู้สึกรับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากเขา มันเหมือนไม่ใช่แรงกดดันจากพลังปราณแต่เป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณ"
ซูหมิงกล่าวตอบแววตาของเขาแฝงการขบคิดบางอย่าง
"ท่านเองก็ด้วยงั้นรึ? ข้าคิดว่าข้ารู้สึกไปเองเสียอีก พี่ชายฉินหยางท่านนี้ดูท่าจะไม่ใช่ผู้วิเศษธรรมดา ๆ อย่างที่เราคิด อีกอย่างข้ารู้สึกว่าเขายังมีอะไรบ้างอย่างปิดบังพวกเราอยู่"
"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ เราทุกคนล้วนมีความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้กันทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เอาเป็นว่าไม่ต้องขบคิดให้มากความ พวกเรารีบไปดูดซับพลังจากแก่นผลึกศิลาปราณเถอะ วันประลองใกล้เข้ามาแล้วหากระดับพลังของพวกเราเพิ่มขึ้นก็จะยิ่งทำให้เรามีโอกาสเข้าร่วมสำนักอัคคีสวรรค์มากขึ้น"
ซูหมิงกล่าวแนะนำก่อนที่ทั้งสองจะเดินลงไปจากชั้น 5 และแยกย้ายกันกับไปยังห้องพักของตัวเองเพิ่มทำการดูดซับพลังก่อนการประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์จะเริ่มต้นขึ้น
...............................................
ณ ห้องพักบนชั้นที่ 8 ของโรงเตี้ยมสุราสำราญ
"อื้ม..ห้องนี้ยอดเยี่ยมใช้ได้!!"
เสียงพูดเสวี่ยอวี๋ดังขึ้นภายในห้องหลังจากเสี่ยวเอ้อร์นำทางมาส่งที่ห้องแห่งนี้และขอตัวกลับไป
ฉินหยางยืนเอามือไขว้หลังพร้อมใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มจาง ๆ เดินไปนั่งลงที่โต๊ะหลังเล็กที่วางอยู่มุมหนึ่งของห้องพื้นที่นั่งถูกปูด้วยพรมขนสัตว์สีเทาดูหรูหรา
"อื้ม ที่นี่ไม่เลวเลยจริง ๆ "
ฉินหยางกล่าวขึ้นพลางกวาดสายตามองบรรยากาศภายในห้อง
ร่างโปร่งใสของเอสวี่ยอวี๋ลอยไปมาภายในห้แงจนมาหยุดอยู่ด้านหน้าโต๊ะตรงข้ามกับฉินหยาง
"จริงสิ เจ้าคิดอย่างไรกับการประลองที่จะถึงนี้งั้นรึ? "
จู่ ๆ เสวี่ยอวี๋ก็เปิดประเด็นถามขึ้น
คิดเห็นอย่างไร? เจ้าหมายถึงสิ่งใดงั้นรึ?
ฉินหยางทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่เสวี่ยอวี๋ถาม
"ก็เรื่องที่สำนักอัคคีสวรรค์อะไรนั่นจะจัดการประลองคัดเลือกศิษย์ขึ้นที่เมืองแห่งนี้ยังไงล่ะ เจ้าไม่คิดว่ามันบังเอิญเกินไปหรือไม่? "
"เจ้าคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นการจัดฉากขึ้นเช่นนั่นงั้นรึ? "
ฉินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวถามกลับ
"เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้ ข้าแค่รู้สึกว่ามันแค่บังเอิญจนเกินไปก็เท่านั้น"
"จะว่าไปมันก็จริงอย่างที่เจ้าว่ามา...แต่ว่าถ้าเป็นการจัดฉากจริง ๆ จะเป็นฝีมือของใครกันแล้วทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร? "
ฉินหยางคงนั่งคิดถึงความเป็นไปได้เ
"หรือจะเป็นกลุ่มชายชุดคลุมดำที่ตามล่าเจ้าอยู่"
เสวี่ยอวี๋ลองคาดเดา
"คงไม่ใช่เพราะถ้ามันจะสังหารข้าแค่ส่งคนฝีมือดีหน่อยมาจัดการข้าก็คงเพียงพอแล้ว คงไม่จำเป็นต้องทำให้มันยุ่งยากเช่นนี้"
กล่าวจบทั้งสองก็ตกอยู่ในภวังค์ความเงียบก่อนฉินหยางจะกล่าวขึ้นว่า
"เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะต่อให้เรารู้ไปเราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด"
"นั่นสินะ"
เสวี่ยอวี๋กล่าวออกมาเพียงสั้น ๆ ก่อนฉิหยางจะตัดสินใจดูดซับแก่นผลึกปราณของสัตว์วิเศษที่เหลือเพื่อเพิ่มพลังในทันทีโดยเสวี่ยอวี๋อาสาเป็นคนปกป้องและดูต้นทางอยู่ข้าง ๆ ....
................................................
ณ คฤหาสน์เจ้าเมืองภายในห้องรับแขก
"มู่เฉินเหตุใดเจ้าถึงไม่จัดการไอ้เด็กนั่นให้ข้ากัน? "
หลินลู่เฟยโวยวายขึ้นด้วยความโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง
"นายน้อยโปรดสงบอารมณ์ลงก่อน"
จินเยว่ที่เห็นว่าหลินลู่เฟยแสดงกริยาไม่เหมาะสมก็เอ่ยเตือนขึ้น
"ลู่เฟยเจ้าคิดว่าข้าไม่อยากจัดการมันงั้นรึ? ข้าเองก็ถูกมันเหยียดหยามไม่ต่างกัน แต่เจ้าไม่เห็นงั้นรึว่า เจ้าสองพี่น้องตระกูลซูนั่นมันออกหน้าปกป้องมันเช่นนั้นจะให้ข้าทำอย่างไร ต่อให้บิดาข้าจะเป็นเจ้าเมืองก็ยังต้องเกรงใจตระกูลซูอยู่หลายส่วน..
อีกอย่างคนของเจ้าไปทำเรื่องเช่นนั้นก่อน หากข้าตัดสินโทษว่ามันผิด ข้าจะถูกชาวเมืองครหาว่าตัดสินไม่เป็นธรรม หากท่านพ่อของข้ารู้เรื่องนี้เข้าคนที่จะเดือดร้อนก็คือข้าเจ้ารู้หรือไม่!!"
มู่เฉินยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นเดียวกัน
หลินลู่เฟยที่เห็นท่าทีของมู่เฉินดังนั้นก็เริ่มสงบจิตใจลงได้เล็กน้อย แต่ภายในใจก็ยังคงโกรธแค้นฉินหยางอยู่ไม่จาง
"แล้วเราจะทำยังไงกันดี? จะปล่อยมันไปแบบนี้เช่นนั้นงั้นรึ? มันหยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้ยังไงข้าก็ต้องจัดการมันให้ได้"
"เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วงเราจะต้องจัดการมันแน่ แต่ว่า..ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา"
มู่เฉินออกมาราวกับมีแผนการณ์บางอย่าง
"จัดการ? เราจะจัดการมันอย่างไร"
หลินลู่เฟยกล่าวถามด้วยความไม่เข้าใจ
"หึหึ เจ้าคุ้นหน้าคุ้นตาเด็กนั่นหรือไม่ล่ะ? "
มู่เฉินกล่าวถามพร้อมยกยิ้มมุมปาก
"คุ้นหน้า? ไม่ข้าไม่เคยเห็นมันในเมืองนี้มาก่อน แล้วมันเกี่ยวอันใดกับการที่จะจัดการมันกัน?
หลินลู่เฟยยังคงกล่าวถามด้วยความไม่เข้าใจ
"หึหึ มันไม่ใช่ผู้วิเศษของเมืองนี้แสดงว่ามันเป็นผู้วิเศษจากเมืองอื่นที่จะเข้าร่วมการประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์เป็นแน่ ถ้าเช่นนั้นเราก็ใช้การประลองในครั้งนี้จัดการสังสอนมันเสียเลยสิ"
มู่เฉินพลางยกยิ้มุมปากด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
"จริงด้วย!! เจ้านี่ช่างกลักแหลมเสียจริง"
หลินลู่เฟยเองก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเช่นเดียวกัน
"แต่ว่า...ถ้าเด็กคนนั้นไม่ได้เข้าร่วมการแระลองล่ะขอรับ...? "
จู่ ๆ จินเยว่ที่ยืนนิ่งอยู่ก็เอ่ยถามคำถามขึ้นจนทั้งสองที่กำลังนกยิ้มพึงพอใจต้องหุบยิ้มในทันที
"จริงด้วยข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้เสียสนิท ถ้ามันไม่ได้เข้าร่วมการประลองเราก็จะหมดโอกาสจัดการมันแน่"
หลินลู่เฟยเริ่มขมวดคิ้วและมีสีหน้าครุ่นคิดอีกครั้ง
"หึ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะสั่งให้ทหารภายในเมืองจับตามันไว้ ถ้ามันออกไปจากเมืองเมื่อไหร่ล่ะก็..."
มู่เฉินกล่าวออกมาราวกับคิดแผนการรับมือเอาไว้แล้
ว หลินลู่เฟยที่ขมวดคิ้วในตอนแรกก็เริ่มกลับมายกยิ้มเจ้าเล่ห์อีกครั้งก่อนทั้งสองจะพูดคุยถึงแผนการณ์ที่จะจัดการณ์ฉินหยาง โดยที่ตัวของฉินหยางเองยังคงไม่รู้ตัวและนั่งดูดซับพลังจากแก่นผลึกปราณอยู่ภายในห้องพักของโรงเตี้ยมตระกูลซูอย่างมุ่งมั่น…