ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่310 ควบคุมโลหิต

  อี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ เรียบนิ่ง ไม่มีคลื่นปราณพลัง ปะปนออกมาแม้เพียงนิด ครั้นเมื่อผู้ใดได้ยินน้ำเสียงนั้น กลับทำให้กายารู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูก "พวกเจ้าไสหัวไปซะ ดินแดนแห่งนี้ไม่ต้องการผู้คนเฉกเช่นพวกเจ้า"


 

  ครั้นเมื่อพวกเขาได้ยิน ก็อดไม่ได้ที่จะขำขันออกมา "ฮ่าๆ!!" มีเพียง ตงหลันเสวี่ย เท่านั้นที่ยืนนิ่งอึ้ง ราวกับยืนอยู่ต่อหน้า อสูรร้ายผู้บ้าคลั่ง ทั้งๆ ที่ไม่รู้สึกถึงปราณพลัง ของชายอัปลักษณ์ผู้นี้ แม้แต่น้อย ดุจดั่งตัวเขาเป็น ปุถุชนคนธรรมดา แต่กระนั้น จิตวิญญาณของเขา กลับกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว ต่อชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า



  จู่ๆ ตราประทับเลือดบนกายาอี้เฉินก็สำแดงออกมา ราวกับกายาของเขาอาบย้อมไปด้วยเลือด ส่งปราณเลือดเข้าไปหล่อเลี้ยง ทุกอณู บนกายาฉับพลัน จนตัวอี้เฉินมาอยู่ในขั้นพลังกษัตริย์ในชั่วพริบตา แผ่ปราณเลือด ออกมาคละคลุ้ง ราวกับหมอกเลือดกดดันที่แพร่กระจาย พวกเขาทั้ง3ไว้ในทันที

 


ทั้งสองคนกายาสั่นเทิ้มในทันใด เนื่องด้วยถูก สายเลือดที่น่าคร้ามเกรง อี้เฉินกดข่มไว้ อย่างสมบูรณ์ เมื่อขั้นพลังวีรชน อยู่ต่อหน้าอี้เฉินก็ไม่ต่างอะไรไปจาก มดปลวก มีเพียง ตงหลันเสวี่ย ที่อยู่ขั้นพลัง กษัตริย์ เท่านั้น ที่ยังจะพอขยับกายาได้ พลิ้วกายาถอยหนี ออกไปอย่างไว

 

ครั้นอี้เฉิน เอ่ยประโยค "ควบแน่น!!" ประหนึ่งคำประกาศิต ของผู้เยี่ยมยุทธ์ ปราณเลือด ที่แพร่กระจายออกไปทั่วทิศ พลอยแข็งค้าง ตรึงร่างของ2คนนั้นไว้ ภายในหมอกเลือดอย่างฉับพลัน


 

"จงไปดีเสียเถิด ข้าจะกลบฝังพวกเจ้าให้" อี้เฉินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว พร้อมจะฆ่าฟัน ทุกสรรพสิ่ง ที่ขวางทาง อย่างไม่ลังเล

 


  ทั้งสองคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง ดิ้นรนที่จะหนีออกไปเสียให้ได้ "เจ้าๆ !! ไอ้อัปลักษณ์ เจ้าจะต้องไม่ตายดีแน่" ครั้นเห็นปากอเวจี รอยอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากจึงอดไม่ได้ที่จะสบถด่า อี้เฉินขึ้นมา
หากพวกเขาสองคน หลบหนีตามคนอื่นๆ ไป ก็จะไม่ประสบชะตากรรมเฉกเช่นนี้ นึกเสียใจในยามนี้ เกรงว่าจะไม่ทันการเสียแล้ว


ครั้นอี้เฉินเอ่ยวาจาเสร็จสิ้น เขาบีบฝ่ามืออย่างแรง ปราณเลือดที่ควบแน่น ระเบิดในทันที ส่งผลให้พวกเขาทั้งสอง กลายเป็นหมอกเลือด ในฉับพลัน


ตู้ม!!!!


เมื่ออี้เฉินทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาเรียกโลหิต ทั้งหมดภายในบริเวณนั้นกลับเข้ามา สู่กายาของเขาในทันที หมายมั่นคิดใช้โลหิตพวกนั้น เติมเต็ม ปราณเลือดของเขา

 


  ตงหลันเสวี่ย ที่เห็นอี้เฉินเต็มไปด้วยช่องโหว่ในยามนี้ เขาพลิ้วกายาดุจดั่งสายฟ้าแลบ เข้ามาด้านหลังอี้เฉินในฉับพลัน แม้กระทั่งตัวอี้เฉินยังไม่มีการ ตอบสนอง ในมือถือกระบี่ เตรียมจะแทงขั้วหัวใจอี้เฉิน ปราณพลังเองก็เออล้นออกมาจาก กายาอย่างบ้าคลั่ง กระบี่ที่อัดแน่นไปด้วยปราณพลัง สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ส่งระลอกขึ้นออกมาไม่หยุดหย่อน ประหนึ่ง คลื่นหมุนควงสว่านที่เคลื่อนที่เข้า ทิ่มแทงเป้าหมาย

 


  หลินเฟย ที่เห็นการโจมตีของ ตงหลันเสวี่ย นางเบิกตาออกกว้างรูม่านตาขยายจนสุด ตะโกนก้อง ส่งคำพูดออกไปบอกกล่าวอี้เฉินในทันที ราวกับอี้เฉินในยามนี้ ไม่มีการป้องกันตัวเอง "ท่านพี่ ท่านระวังตัวด้วย"
แต่ในเสี้ยววินาทีใบหน้าของนาง ก็มืดครึ้มขึ้นมาในทันที ครั้นเห็น เลือดที่หลั่งไหลบนกายาอี้เฉิน แปรเปลี่ยนเป็นหอกเลือด ราวกับเลือดเหล่านั้น มันออกมาจากกายา ของเขาอย่างไรอย่างนั้น หอกเลือดที่ก่อรูปขึ้นมา พุ่งใส่ใบหน้าของ ตงหลันเสวี่ย อย่างฉับพลัน

 


ตงหลันเสวี่ย จู่ๆ เขาที่เห็นหอกเลือดออกมาจากายาอี้เฉินเสีย ดื้อๆ ราวกับหนามของเม่นที่ไว้ใช้ ป้องกันตัว เขาที่เตรียมจะพุ่งแทงหัวใจ อี้เฉิน จำต้องหยุดชะงัก ยกกระบี่ ขึ้นมาปัดป้องหอกเลือด



เสียง"ตู้ม" ดังกึกก้องเมื่ออาวุธทั้งสอง ปะทะกัน



ก่อนตงหลันเสวี่ย จะคำรามออกมาด้วยความเสียดายสุดแสน เกือบจะฆ่าสังหาร ไอ้เด็กบ้านั้นได้อยู่แล้วเชียว "บัดซบ บัดซบ เจ้าจงใจ ล่อลวงตัวข้า เข้ามาหาหรือ ช่างใจกล้าห่อฟ้านัก"

 


ตงหลันเสวี่ย ที่ลอบโจมตีไม่สำเร็จ เขาเตรียมที่จะพลิ้วกายาถอยหนี ไปจากพื้นที่แห่งนี้ไม่คิดรั้งรออีกต่อไป กลับถูกอี้เฉินสาดโลหิตเข้าใส่ แต่กระนั้นตัวเขากลับไม่ได้ใส่ใจ มันจึงนำตัวของเขาไปสู่หนทางแห่งความตายในทันที ตัวเขาไม่คิดว่าอี้เฉินจะสามารถควบคุมโลหิตได้

 


จู่ๆ โลหิตที่สาดกระเซ็นออกมาไกล ก็แข็งตัวอย่างฉับพลัน ราวกับผลึกเลือดที่แข็งตัว แปรสภาพเป็นดั่งดาบยาว หลายสิบจั้ง ตามรอยเลือดที่สาดกระเซ็นออกมา ตัดคอของ ตงหลันเสวี่ย หลุดร่วง กองบนพื้นในทันใด ไม่มีแม้โอกาส ได้เอ่ยคำพูดใด ออกมาแม้แต่น้อย ตายจากไปด้วยความไม่จำยอม


แม้แต่หัวที่หลุดออกจากบ่า แววตายังจ้องมองมาที่อี้เฉินเขม็ง ถึงตายตกไปแล้วก็ยัง เคียดแค้นอี้เฉินไม่หาย

 


เหล่าผู้ที่เฝ้าดู ต่างตัวเย็นเยือก หวาดกลัวในตัวอี้เฉินอยู่ไม่น้อย บางคนกลับยกยิ้ม ยินดี ราวกับเมืองแห่งนี้ถูกปลดปล่อยอีกครา



  อี้เฉิน ถึงเขาจะไม่ได้บาดเจ็บ แต่ก็เสียโลหิตภายในกายาไปไม่น้อย เนื่องด้วยเขาไม่อยากใช้ปราณเลือด ภายในทะเลความรู้ พร่ำเพรื่อ มิเช่นนั้น ปราณเลือดได้ถูกเผาผลาญไปอย่างสิ้นเปืองเป็นแน่


ใบหน้าจึงขาวซีดขึ้นมาไม่น้อย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมา อย่างน้อยๆ เวลาที่สูญเสียไปนับปี ก็ส่งผลให้เขาควบคุมเลือดภายในกายาได้ดีขึ้น สามารถนำมาใช้ต่อสู้จริงได้ หอกเลือดภายในโลหิตเอง คิดจะใช้งานในยามใด ก็สามารถเรียกออกมาได้ ดั่งใจนึก

 


  หลินเฟยนางเดินเข้ามาพยุงร่างกายอี้เฉินไว้ในทันที ถึงตัวนางจะรู้ดี อี้เฉินไม่ได้บาดเจ็บ อะไรมากมาย เพียงเสียโลหิตไปบางส่วนเท่านั้น "ท่านพี่ ท่านทำอะไรบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว หากเลือดของท่าน ถูกสูบออกไปจนหมด จะไม่เป็นตัวท่านที่ตายตกเอาหรอกหรือ"

 


อี้เฉิน ยกมือเกาหัวเบาๆ ยกยิ้มให้นางเท่านั้น เขาไม่ได้เอ่ยคำพูดใด บอกกล่าวตัวนางแม้แต่น้อย ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปภายในค่ายกลเคลื่อนย้าย ไปยังแคว้นพยัคฆ์ ที่เป็นที่ตั้งอยู่ของสำนักเซียน

 


ไม่กี่อึดใจพวกเขาทั้งสองก็ถูกส่งตัวมายัง เมืองหลวงของแคว้นพยัคฆ์ เมืองแห่งนี้ ก็ยังเป็นเช่นเดิม ผู้คนแน่นขนัด เดินกันจนเบียดเสียด ยัดเยียด แต่หลายๆ ส่วนก็ยังเต็มไปด้วย ล่องลอยของสงคราม มีแม้กระทั่ง ซากของสิ่งก่อสร้างที่หักพัง ไม่อาจฟื้นคืนได้ สิ่งก่อสร้างบางส่วนเองก็ถูก สร้างขึ้นมาใหม่ทดแทนของเก่าที่เสียหายไป

 


ทั้งสองข้างทางจึงเต็มไปด้วย ร้านขายของ ถึงจะไม่มากมายเท่าแต่ก่อนก็ตาม แต่กระนั้นก็อดไม่ได้ ที่ภาพ เก่าๆ วันวาน จะย้อนเข้ามาภายในหัวสมองของอี้เฉิน ครั้นเมื่อมาเดินเล่นพร้อมกับเพื่อนๆ ภายในสำนักเซียน จับจ่ายซื้อของกันอย่างชื่นบาน



จู่ๆ อี้เฉินที่เห็น หลินเฟยเข้าไปซื้อ ผ้าคลุมใบหน้า มันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เขาถอนหายใจออกมายาว ยืนรอนางอยู่ชั่วครู่ นางเองก็คงไม่อยากเป็นที่สะดุดตา เมื่อนางเดินผ่านเหล่าผู้คน ความงดงามของนาง จึงทำให้ บุรุษหลายผู้หลายคน ชายตามองนางอย่างไม่วางตา

 


แต่ครั้นเมื่อเห็นตัวเขาที่เต็มไปด้วยบาดแผล ผู้คนกลับถอยห่าง ตัวเขาอย่างฉับพลัน ประหนึ่งตัวเขาเป็นที่น่ารังเกียจ แต่อี้เฉินก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ส่ายหัว น้อยๆ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อไร้ความงดงาม ก็ไร้ซึ่งผู้คนชายตามอง

 

  เพียงไม่กี่พันลมหายใจ หลินเฟย อี้เฉิน ก็สามารถเดินทาง ออกมาภายนอกเมืองหลวงได้โดยง่ายไร้ ซึ่งผู้ใดขัดขวางอีกต่อไป ทันใดที่อี้เฉินออกมาจากเมืองหลวงได้ ไม่กี่พันก้าว เขาจ้องมอง ไปด้านบนยอดเขาที่เต็มไปด้วย ซากประหลักหักพัง ของสำนักเซียนที่เคยรุ่งโรจน์ ในทันที แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย ครั้นเมื่อนึกถึงเจ้าสำนักเซียน

 


แต่ในยามนี้ มันเป็นเพียงแค่ รอยอดีตในวันวาน ของเศษซาก สงคราม เทพสวรรค์ ไปแล้ว ไร้ซึ่งผู้คนเข้าไปกล้ำกราย ยังบริเวณแห่งนั้นอีกต่อไป

 


หลินเฟย อยู่ๆ นางที่เห็นใบหน้าของอี้เฉิน ราวกับทุกข์ใจ จ้องออกไปด้านบนยอดเขา อย่างไม่วางตา นางเข้าไปกุมมือของเขาไว้แน่นในทันที "ท่านพี่ ต้องการจะไปยังที่แห่งนั้นใช่หรือไม่"



อี้เฉินพยักหน้ารับในทันที "ใช่ ที่แห่งนั้นเป็นจุดหมายปลายทางของเรา"

 


  หลินเฟยนางประหลาดใจไม่น้อย เศษซากพวกนั้นจะมีอะไรให้พวกเขาค้นหาอีก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรอี้เฉินมากมาย นางจึงแปรงกายาเป็น นกซวนตัวใหญ่ในทันที นางไม่เคยให้อี้เฉินเห็นร่างนี้ของนางมาก่อน ว่าตัวนางนั้นมีสายเลือดของสัตว์อสูร

 

ทันใดที่แสงสีทองพร่างพราว โอบล้อมกายาของนางไว้ ตัวนางก็แปรเปลี่ยนกลับ ร่างของสายเลือดดั้งเดิม ในทันที กลายสภาพเป็น นกซวนตัวใหญ่ ก่อนจะให้อี้เฉินขึ้นมาที่หลังของนาง หมายมั่นนำพา อี้เฉินเดินทางไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

อี้เฉินเขาถึงกับตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ปะปนมาพร้อมกับความอิจฉา ของเขา "น้องหญิง เจ้ามีสายเลือดของสัตว์อสูรด้วยหรือ ข้าเองก็อยากแปลงกาย ได้เหมือนเจ้า"

 

ครั้นเมื่อหลินเฟย เห็นอี้เฉิน ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจ นางจึงอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา พาอี้เฉินบินเล่น ลู่ลม ประหนึ่งฟ้อนรำไปกับสายลม ราวกับสายลมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวนาง มาช้านาน

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน