เหล่าผู้ชมบริเวณนั้นต่างพากันเงียบกริบ พวกเขาหันมามองเด็กหนุ่ม ดวงตาฉายแววสงสัยและเกลียดชังอย่างชัดเจน
เหมยลี่รับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา จึงรีบลากเด็กหนุ่มออกจากตรงนั้น มาวินเลยแหกปากร้องท้วงเสียงดัง แต่ก็เดินตามแบบจำใจ
“ ทำอะไรน่ะ ยัยโย่ง ปล่อยชั้นนะ ”
เด็กหนุ่มหัวเขียวถูกลากไปได้ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็มาถึงระเบียงรับลมนอกสนาม
“ เธอทำบ้าอะไรเนี่ย ” มาวินไม่พอใจ เหมยลี่จึงจ้องกลับ แววตาเงียบสงบดุจทะเลลึก สะกดให้เด็กหนุ่มหวาดกลัวจนไม่กล้าขยับตัว ก่อนที่เธอจะเอ่ยถามเบาๆ
“ ชั้นต่างหากที่ต้องถาม นายตะโกนแบบนั้นทำไม ”
“ อ่ะ อ่อ เอ่อ.... ” ถึงตอนนี้มาวินเริ่มรู้ตัวแล้วว่าทำอะไรลงไป อันที่จริง เขาเองก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน เลยตอบไม่ถูก
เหมยลี่มองเด็กหนุ่มอยู่พักใหญ่ เธอพยายามหาสาเหตุ แต่ก็พบเพียงความหวั่นไหวและสับสน ไม่นาน เด็กสาวก็ลองหยั่งเชิงด้วยคำถาม
“ นายอิจฉาพวกเขาเหรอ ”
ปฏิกิริยาแรกของมาวินคือก้มหน้าลง ก่อนนิ่งไปหลายอึดใจ ท่าทางเซื่องซึมคล้ายคนจิตตก ทำให้เหมยลี่สรุปได้ว่าสมมุติฐานของเธอน่าจะเป็นจริง จึงถามต่อ
“ ถึงนายจะบ้าบอ กวนประสาท และปากมาก แต่ก็ไม่ใช่คนขี้อิจฉา การที่ออกอาการขนาดนี้ แสดงว่ามีปมบางอย่าง นายอยากเล่าให้ชั้นฟังมั้ย ”
หลังจากฟังเหมยลี่ร่ายยาว เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมา เขาอ้าปากอยู่นานจนคล้ายคนกรามค้างประมาณจะถามว่าตกลง ชั้นมีอะไรดีบ้างมั้ยเนี่ย
ส่วนทางฝ่ายเหมยลี่ก็สบตากลับ ก่อนจะเริ่มถามซ้ำอีกครั้ง
“ ว่าไง อยากบอกอะไรมั้ย ”
“ เชอะ ” มาวินสะบัดสะบิ้งด้วยการหนีไปอยู่อีกมุม เขากอดอกแน่น พร้อมทำหน้าบึ้ง
ใบหน้าของเหมยลี่เริ่มเปื้อนรอยยิ้ม เธอแน่ใจแล้วว่าสาเหตุแห่งความคลั่งเมื่อครู่คืออิจฉา เด็กสาวจึงตามไปยืนตรงขอบปูนกั้นใกล้จุดที่มาวินอยู่ ก่อนจะเริ่มหยั่งเชิง
“ สิ่งที่เกิดน่าจะมาจากความอิจฉา ชั้นเลยคาดว่านายมีบางสิ่งที่อยากทำมากๆ แต่ทำไม่ได้ เพราะดันมาติดอยู่ที่นี่ ”
“ นะ….นี่เธอรู้ ” มาวินตกใจ แล้วรีบหันไปมอง เขาไม่แน่ใจว่าเผลอเล่าอะไรให้เหมยลี่ฟังบ้าง
“ ตกลงจะเล่ามั้ย ” เด็กสาวสวนกลับ แววตาดูคาดหวังกับคำตอบ แต่เด็กหนุ่มเล่นตัวด้วยการเบือนหน้าหนี
เหมยลี่ผิดหวังเล็กน้อย เธอมองตรงไปข้างหน้า ท่าทางเลื่อนลอย ความเงียบเข้าเกาะกุมสถานการณ์จนได้ยินเสียงลมกระโชกแรงและเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย ในที่สุด มาวินก็ยอมเปิดปาก
“ ชั้นฝันอยากเป็นแชมป์โลกสเก็ตบอร์ด ”
เหมยลี่รีบหันกลับไปมองมาวิน จึงพบว่าเด็กหนุ่มกำลังมองตรงไปข้างหน้าเช่นกัน ทว่าดวงตากลับปรากฏแววจริงจังและเด็ดเดี่ยว ทำให้เธออึ้งไปชั่วขณะ ภายในใจแอบขบคิด
“ เจ้าหมอนี่มีมุมจริงจังแบบนี้ด้วยเหรอ ”
ทั้งคู่ไม่เอ่ยคำใด แต่ต่อมา เด็กสาวจึงฉุกคิดบางอย่างได้ เลยเป็นฝ่ายถามก่อน
“ สเก็ตบอร์ดคือ….อะไร ”
มาวินขมวดคิ้วนิ่วหน้า พร้อมถอนหายใจแรง เขาทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง ก่อนตอบกลับมาแบบเซ็งๆ
“ มันเป็นแผ่นกระดานติดล้อ เราต้องขึ้นไปยืนบนนั้น แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งไถพื้นให้มันวิ่ง ยิ่งไถแรงก็ยิ่งเร็ว ”
“ แล้วมันสนุกตรงไหน เท่าที่ฟังไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่มีปะทะ ไม่มีต่อสู้ ” คิ้วของเหมยลี่ขมวดนิ่ว มาวินจึงโต้ตอบด้วยการถอนใจเฮือกใหญ่ แล้วแจกแจง
“ ความสนุกไม่ได้อยู่ที่อัดใครหรอก แต่สนุกตรงที่เราต้องแข่งกับตนเอง เพื่อสร้างสถิติใหม่ที่มีคนจดจำอย่างเช่นความเร็วสูงสุด คะแนนสูงสุด ท่าที่สวยและยากที่สุด ”
เด็กสาวมาดเข้มมองหน้าเด็กหนุ่มนิ่งๆ จากนั้นเธอก็ไถ่ถามถึงสิ่งที่ยังสงสัย
“ กระดานติดล้อนั่นเล่นได้หลายท่าจริงเหรอ ”
“ ฮ่าๆ จริงสิ วันหลังชั้นจะลองทำสเก็ตบอร์ดขึ้นมาซักอัน แล้วเล่นให้เธอดู จะได้รู้ว่ามันสนุกแค่ไหน” มาวินหัวเราะเบาๆ สีหน้าดูเปี่ยมสุข
เด็กสาวมาดขรึมยืนมองเด็กหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่ ในใจเริ่มลังเล
“ หรือสเก็ตบอร์ดนั่นจะสนุกจริงๆ ”
เด็กสาวเกือบจะเชื่อแล้วว่าการเล่นสเก็ตบอร์ดเป็นกีฬาที่เจ๋งสุดๆ แต่แล้วก็ฉุกคิดถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“ แต่ชั้นไม่เคยเห็นการแข่งสเก็ตบอร์ดมาก่อน มันยิ่งใหญ่ถึงขั้นชิงแชมป์โลกกันเลยเหรอ ”
“ ใหญ่สิ เล่นกันหลายประเทศเลย...เฮ้ย ไม่ใช่ หลายหมู่บ้านต่างหาก เอ่อ...หมายถึงแถวบ้านชั้นน่ะ คนเล่นกันเยอะมาก ” มาวินเกือบเผลอเล่าความจริง แต่ก็ยั้งได้ทัน เพราะถ้าขืนเผยออกมาหมด มีหวังถูกหมายหัวให้เป็นคนวิกลจริต
เด็กสาวหรี่ตาลงนิดนึง ท่าทางเคลือบแคลง เวลาต่อมา เธอก็เริ่มจี้
“ ตกลงนายมาจากหมู่บ้านไหนกันแน่ ”
“ เอ่อ.....บอกไปก็ไม่รู้หรอก หมู่บ้านนั้น เอ่อ....มันลึกลับมากน่ะ ฮะๆ ” มาวินแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน ทำให้เด็กสาวรู้สึกสงสัยมากขึ้น
เหมยลี่ยืนกอดอก พลางเอียงคอมองเด็กหนุ่มที่ยืนห่อกาย แต่ก่อนจะได้คาดคั้นหาความจริง สองวัยรุ่นก็ได้ยินเสียงเฮดังจากฝูงชน
“ เฮ...... ”
ด้วยเหตุนี้ เลยทำให้เหมยลี่เลิกสนใจมาวิน พร้อมกล่าวรัวเร็ว
“ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ไปดูการแข่งก่อน ”
หลังพูดจบ เหมยลี่ก็วิ่งไปที่อัฒจันทร์ ทิ้งให้มาวินยืนเหงาเป็นหมาหงอย เมื่อเด็กสาวหายลับไปจากสายตา เขาก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ในใจนึกโล่งอก
“ เกือบไปแล้ว ยังไม่ควรให้ใครรู้ความจริงในตอนนี้ ”
…………………….
เมื่อมาถึงอัฒจันทร์ พวกเขาก็ต้องตกใจ เพราะในเวลานี้ พื้นที่ทั้งหมดได้มีผู้คนมาสิงสถิต กะคร่าวๆน่าจะประมาณ 50,000 เห็นจะได้
“ โห.....คนเยอะจริงๆ ” มาวินอุทานดัง
เด็กสาวพยายามหาที่ว่าง แต่ก็ไม่เจอ จึงจำใจยืนดูตรงราวเหล็กกั้น ซึ่งมีฝูงชนหลายร้อยประจำอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากคนเหล่านั้นไม่สามารถหาที่นั่งได้เหมือนกัน
วัยรุ่นทั้งสองแหวกฝูงชนไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็หามุมสวยๆสำหรับชมการแข่งได้ อันเป็นราวกั้นช่วงกลางอัฒจันทร์ ทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของผู้เล่นในสนามอย่างชัดเจน มันดีเสียจนเหมยลี่ต้องแอบกระซิบที่ข้างหู
“ มุมดีๆแบบนี้หายาก และถ้านายก่อเรื่องอีก รับรองว่าโดนดีแน่ ”
เมื่อได้รับคำขู่จากคนจริง มาวินก็ถึงกับขนลุกชูชันไปทั่วกาย เขาสาบานกับตัวเองเลยว่าหัวเด็ดตีนขาด ก็จะไม่บ้าบออีก ด้วยกลัวว่าตนเองจะไม่แก่ตายในชาตินี้
ระหว่างที่รอคอยการแข่งอย่างใจจดใจจ่อ สุดขอบลานประลองทางด้านขวาได้ปรากฏชายฉกรรจ์จำนวนห้านายกรูเข้ามา พวกเขาล้วนกำยำ ช่วงล่างสวมผ้าเตี่ยวสีแดงแบบคนหาปลา ท่อนบนสวมเกราะอ่อนสีเงินน่าเกรงขาม ในมือกระชับสามง่ามเหล็กกล้า
" เฮ....." เพียงชายกลุ่มนี้ปรากฏตัว เสียงเฮก็ดังสนั่นจนฟังไม่ได้ศัพท์
“ นั่นมัฟฟิน ทีม ROD ประจำเมือง ” เสียงห้าวใหญ่ของเด็กสาวดังเข้ามาสู่โสตประสาท มาวินได้แต่พยักหน้ารับ
“ เท่าที่ดู มัฟฟินคงเน้นเกมบุก เพราะส่งไฟท์เตอร์มาถึงห้าตัว นี่คงหวังบุกรวดเดียวถึงป้อมใหญ่แน่นอน ” เด็กสาวเริ่มวิเคราะห์เกมอย่างละเอียด อันบ่งบอกว่าเธอเองก็คลั่งไคล้กีฬานี้พอสมควร
มาวินนึกหวั่นแทนทีมราสอยู่หน่อยๆ เพราะสมาชิกทีมมัฟฟินล้วนดูฉกาจฉกรรจ์กันทุกคน ระหว่างที่คิดเรื่อยเปื่อย ก็ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มลึกของโฆษก
“ สวัสดีครับ ผู้ชมทุกท่าน ขอต้อนรับสู่การแข่งขัน ROD นัดหยุดโลก ระหว่างทีมราส แชมป์โลกไร้พ่าย กับทีมมัฟฟิน ขวัญใจประจำเมือง ” สิ้นเสียงบรรยายก็ปรากฏเสียงเฮของผู้คนดังสนั่นจนกึกก้องไปทั่วทั้งโคลอสเซี่ยม
“ เฮ...... ”
มาวินตื่นเต้นเอามากๆ จากบรรยากาศที่สัมผัส บอกให้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ กายเริ่มสั่นเทา ปากเผลออุทานออกมาแบบไม่รู้ตัว
“ สุดยอด ”
เสียงเฮดังยาวร่วมนาที ในที่สุดก็เริ่มซาลง เหลือไว้เพียงเสียงพูดคุย อันเปิดช่องให้ทุกคนได้ยินเสียงนุ่มๆของโฆษกหนุ่มอีกครั้ง
“ ก่อนเริ่มเกม มาพบกับรายชื่อผู้เล่นทีมมัฟฟินกันก่อน คนแรก กัปตันทีมจอมแกร่ง อินอสต้า ตำแหน่งไฟท์เตอร์ ”
ทันทีที่โฆษกพูดจบ ชายร่างสูงผิวสองสี ท่าทางองอาจ ก็เดินออกมาโชว์ตัว เขาชูสองแขนขึ้นสูง เพื่อตอบสนองเสียงโห่ร้องของฝูงชน
“ อินอสต้า” เสียงขนานนามจากฝูงชนดังต่อเนื่อง บ่งบอกให้รู้ว่ากัปตันทีมผู้นี้น่าจะมีชื่อเสียงพอสมควร
เสียงเรียกดังได้ไม่นาน โฆษกหนุ่มก็ขนานนามผู้เล่นรายอื่น แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ปังซักเท่าไหร่ สังเกตได้จากเสียงเฮที่ดังประปราย เมื่อการประกาศสิ้นสุด ก็ถึงเวลาที่ฝูงชนเฝ้ารอ
“ และต่อไปคือแชมป์เปี้ยนที่ทุกคนรอคอย...ทีมราส! ”
" เฮ......."
เสียงฝูงชนดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันสนั่นยิ่งกว่าตอนประกาศนามของ อินอสต้าหลายเท่าตัว ทว่าโฆษกหนุ่มกลับกล่าวตะกุกตะกัก
“ อะ...เอ่อ...ดูเหมือนว่าทีมราสจะส่งผู้เล่นลงสนามแค่คนเดียวครับ ”
ผู้ชมทุกคนล้วนเกิดอาการซวนเซ เพราะอยากเห็นราสแบบฟูลทีม แต่ตอนนี้แชมป์กลับส่งผู้เล่นลงสนามมาแค่คนเดียวเท่านั้น
ดูเหมือนว่าโฆษกจะเจนเวทีพอสมควร พอเห็นบรรยากาศในสนามแย่ลง เขาก็พลิกลิ้นด้วยการประกาศใหม่
“ แต่ผู้ชมไม่ต้องตกใจ เพราะผู้เล่นคนนั้นก็คือ...กัปตันแม็กซ์ แทงค์อันดับหนึ่งของโลก ”
เสียงเฮกลับมาดังอีกครั้ง มันกัมปนาทยิ่งกว่าการโห่ร้องครั้งไหนๆ ส่งผลให้อัฒจันทร์สั่นสะเทือน
“ เฮ......แม็กซ์..... ” เสียงโห่ร้องสลับกับเสียงขนานนามดังต่อเนื่อง ราวกับว่าคนผู้นี้คือเทพเจ้าแห่งสังเวียน
“ โห.... เสียงเชียร์ดังเป็นบ้า เจ้ากัปตันแม็กซ์นี่เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ ” มาวินเอ่ยถาม ทว่าเด็กสาวร่างสูงไม่ตอบคำ ดวงตาคมเข้มจับจ้องไปที่สนาม เพื่อมองหาแทงค์ชื่อดัง
เสียงโห่ร้องดังนานเกือบห้านาที เมื่อกระแสเบาลง ก็มีชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในสนาม เขาสูงใหญ่จนเหลือเชื่อ กะโดยประมาณน่าจะไม่ต่ำกว่าสองเมตร มิหนำซ้ำเรือนร่างยังอัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม
ท่อนบนของชายผู้นี้เปล่าเปลือย มีเกราะหนังปกคลุมหัวไหล่ ช่วงล่างสวมกางเกงขาสั้นสีแดง อันตัดกับผิวทองแดง มีสนับหนังติดหัวเข่าและหน้าแข้ง สองมือกระชับขวานใหญ่ทั้งซ้ายขวา
แม้ไม่เห็นใบหน้าของแทงค์อันดับหนึ่ง เพราะมองจากระยะไกล แต่เมื่อพิจารณาจากผมสั้นที่ดำสนิท ประกอบกับร่างกายที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์ ก็จินตนาการได้ว่าชายผู้นี้คงจะน่าเกลียด น่ากลัว ไม่ต่างไปจากอสูรร้ายในตำนาน
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
