Silver Dust : Merlin

ตอนที่ 177 จบการต่อสู้

ตอนที่ 177 จบการต่อสู้
 
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
 
 
มาร์เทลมีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเวทนี้จะสามารถทำลายปราการการป้องกันของเมอร์ลินได้ เพื่อนี่เป็นเวทโจมตีที่รุนแรงที่สุดและใช้พิชิตสัตรูในระยะประชิดโดยเฉพาะ
 
ความจริงเขาก็ไม่ได้ต้องการลงมือถึงขนาดนี้ แต่ใครใช้ให้เมอร์ลินแข็งแกร่งเกินไป เขาไม่สามารถทำอะไรกับการป้องกันของอีกฝ่ายได้เลย ดังนั้นหากต้องการที่จะชนะก็มีแต่ต้องวิธีนี้เท่านั้น
 
ทว่า ...
 
ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด
 
ตูมมมมมมมมมมม
 
โดยปกติแล้วหลังจากใช้การโจมตีนี้มาร์เทลจะสามารถปักหลักอยู่ที่เดิมได้แล้วผลักคู่ต่อสู้ให้กระเด็นออกไปด้วยแรงระเบิด แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม
 
เมอร์ลินยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่กลับเป็นมาร์เทลที่ถูกแรงระเบิดกระแทกออกไป
 
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
 
ร่างของมาร์เทลกลิ้งออกไปอย่างอุดตะลุด
 
ไม่คิดเลยว่านักเวทที่เข้าใกล้สามวงเวทอย่างเขาจะมีสภาพแบบนี้เมื่อต่อสู้กับเด็กน้อย
 
เมอร์ลินยืนดูร่างที่กระเด็นออกไป ไม่ได้อาศัยจังหวะนี้โจมตีต่อ
 
หากว่านี่เป็นการต่อสู้จริงจังหวะนี้เขาสามารถพิชิตอีกฝ่ายได้อย่างสิ้นเชิง แต่นี่เป็นเพียงการประลองการต่อสู้เท่านั้น และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าเมอร์ลินจะได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว
 
‘ฉันประมาทนักเวทสองวงเวทอย่างมาร์เทลไม่ได้เลย การโจมตีเมื่อครู่ของเขาเกือบจะทำลายปราการพลังอักขระของฉันได้แล้ว’
 
สายตาของเมอร์ลินแม้จะมองไปที่มาร์เทล แต่จริงแล้วเขากลับมองปราการพลังอักขระสีฟ้าที่เกิดความเสียหายมากกว่า
 
จุดเด่นของพลังอักขระคือสามารถใช้ได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะหมดเหมือนพลังเวท แต่อีกมันยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สูญเสีย นั่นคือหากใช้พลังอักขระรับการโจมตีที่รุนแรง พลังอักขระในจุดนั้นจะสูญเสียไปแล้วค่อยๆ ฟื้นฟูภายหลัง
 
สิ่งนี้หมายความว่าหากเขาเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งก็มีโอกาสที่จะใช้พลังอักขระหมดไปได้เมื่อรับการโจมตีที่รุนแรง และการฟื้นฟูของมันก็ไม่ได้รวดเร็วขนาดนั้น เขายังมีโอกาสเสี่ยงอันตรายหากใช้พลังอักขระหมดไป
 
พลังอักขระจึงไม่ใช่พลังสารพัดประโยชน์ที่ใช้ได้ไม่มีวันหมดอย่างที่คิด
 
ตอนนั้นเองเมื่อเมอร์ลินได้เห็นมาร์เทลกำลังยันตัวลุกขึ้นมา เขาก็ได้เอ่ยว่า “พอแค่นี้ก่อนเถอะครับ ดูเหมือนว่าพลังเวทของคุณในตอนนี้จะเหลือไม่เท่าไหร่แล้ว ตอนนี้ผมได้รับข้อมูลที่ต้องการแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องสู้กันอีก”
 
เมอร์ลินเอ่ยหยุดการประลองไว้เพียงแค่นี้ จุดประสงค์ของเขาคือการทดสอบพลังเท่านั้น แล้วตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าพลังอักขระของเขาเหนือกว่าพลังรบของนักเวทสองวงเวท ซึ่งสามารถเทียบได้เท่ากับนักเวทสามวงเวทได้
 
‘หากฉันสามารถจารึกอักขระได้มากกว่านี้ พลังรบอาจสูงขึ้นอีก ไม่แน่ว่าเมื่อถึงตอนนั้นการประมือกับนักเวทสี่วงเวทอาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้’ เมอร์ลินคิดในใจ
 
ตอนนี้เขาพึ่งจะจารึกอักขระได้สี่สิบสี่ตัวเท่านั้น หากจารึกพวกมันมากกว่านี้ย่อมเพิ่มพลังรบได้แน่ ซึ่งดูเหมือนว่าการบ่มเพาะพลังอักขระจะเพิ่มพลังรบของเขาได้เร็วกว่าการบ่มเพาะพลังเวท อีกทั้งยังไม่ต้องเสี่ยงเหมือนบ่มเพาะพลังเวทอีกด้วย
 
ซึ่งความจริงแล้วเมอร์ลินแทบจะไม่รู้เลยว่าการบ่มเพาะพลังอักขระก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน หากดวงวิญญาณไม่แข็งแกร่งพอ มันจะไม่สามารถรองรับพลังของอักขระได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เสี่ยงต่อการที่วิญญาณแตกสลายเช่นเดียวกัน
 
แต่ในกรณีของเมอร์ลิน ดวงวิญญาณของเขากลับแข็งแกร่งมากอย่างไม่ทราบสาเหตุ เพราะเหตุนี้เขาจึงสามารถบ่มเพาะพลังอักขระได้อย่างราบรื่นราวกับไม่มีอุปสรรคขวางกั้นใดๆ
 
มาร์เทลที่ได้ยินคำพูดของเมอร์ลิน เขาก็ยอมหยุดการต่อสู้โดยดี เพราะเขาในตอนนี้เหลือพลังเวทแค่สองส่วนเท่านั้น การบ่มเพาะพลังแค่ 18 จุด ยังไม่สามารถทำให้เขาต่อสู้ได้นานนัก ยิ่งต้องใช้คาถาเวทที่รุนแรงก็ยิ่งใช้พลังเวทมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นต่อให้ต่อสู้ไป เขาก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี
 
“ครับ”
 
ชายหนุ่มเดินกะเผลกเข้ามา สภาพของเขาในตอนนี้ตามแขนมีรอยแดงและเท้าได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกของระเบิดสายลมเมื่อครู่
 
สำหรับนักเวทแล้ว คาถาเวทระยะใกล้ไม่ใช่เวทมนตร์ที่ใช้ในการต่อสู้ที่ดีนัก แม้ว่ามันจะรุนแรงแต่ก็มีโอกาสทำร้ายผู้ใช้ได้เช่นเดียวกัน
 
นักเวทไม่ได้มีพลังกายภาพแข็งแกร่งเหมือนอัศวิน ดังนั้นพวกเขาจึงเหมาะแก่การต่อสู้ระยะไกลมากกว่า
 
นอกจากนี้การต่อสู้ระหว่างนักเวทมักจะจบลงรวดเร็วมาก สาเหตุย่อมเป็นเพราะร่างกายที่ไม่ต่างจากคนธรรมดาของนักเวท เมื่อถูกโจมตีด้วยเวทแล้ว ไหนเลยพวกเขาจะทานรับได้ ดังนั้นพวกเขาจึงใส่ใจกับเวทหลบหลีกหรือเวทที่เพิ่มการเคลื่อนไหวเป็นพิเศษ
 
น่าเสียดายที่มาร์เทลคำนวณผิดพลาด คิดว่าปราการป้องกันของเมอร์ลินจะอ่อนแอกว่าเวทของเขา ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นแบบนี้
 
หากสังเกตให้ดีตั้งแต่ต้นจนจบเมอร์ลินไม่ได้ขยับไปจากตรงนั้นแม้แต่ก้าวเดียว เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมตลอด
 
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่ย่อมเป็นเพราะเขารู้จุดแข็งและจุดอ่อนของพลังของตนเอง
 
เมอร์ลินเมื่อเห็นสภาพร่างกายของมาร์เทล สายตาของเขาก็เปลี่ยนไป
 
“คุณได้รับบาดเจ็บหรอครับ?”
 
มาร์เทลเงยหน้าขึ้นมาและยิ้ม “นิดหน่อยครับ”
 
เขาไม่ได้รู้สึกเสียหน้าเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังยินดีที่ได้เห็นเด็กน้อยแข็งแกร่งขึ้นมากกว่า ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่ปกป้องอีกฝ่ายแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสามารถระวังหลังและดูแลเด็กน้อยในความเป็นอยู่ได้
 
“ถ้าผมจารึกเวทรักษาไว้หน่อยก็คงดี ไม่อย่างนั้นคงช่วยอะไรได้บ้าง” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำเสียงเบา
 
แต่แล้วจู่ๆ ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้น
 
‘ไม่สิ พลังอักขระของฉันสามารถเปลี่ยนสภาพเป็นอะไรก็ได้ตามที่ฉันต้องการ ถ้าหากฉันเปลี่ยนพวกมันเป็นวงเวทหรือค่ายกลล่ะ?’
 
ความคิดนี้แล่นเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
 
ก่อนหน้านี้เป้าหมายของการมาที่ดินแดนเวทมนตร์ของเมอร์ลินคือหาเวทรักษาเพื่อกลับไปรักษาปู่เอริก ดังนั้นเมื่อเมอร์ลินได้เข้าถึงห้องสมุดที่มีความรู้มากมายเขาจึงศึกษาเกี่ยวคาถาเวท วงเวท และค่ายกลรักษาเป็นพิเศษ
 
มหาทวีปแห่งนี้เปิดกว้างสำหรับการศึกษาเวทมนตร์ ไม่ว่าคาถาเวท วงเวท หรือค่ายกลใดๆ ประชาชนล้วนสามารถเข้าถึงได้ แต่พวกเขาจะใช้ได้หรือเปล่า นั่นก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและทรัพยากรของพวกเขา