‘นั่นใครน่ะ? ชาวบ้าน? ทหาร?’
‘ซวยชะมัดเลยหมอนั่น ดันอยากมาพระราชวังในเวลาแบบนี้’
‘ไม่รู้หรอกว่าเป็นใคร แต่ช่วยรีบหนีไปตามคนมาช่วยหน่อย’
‘มีใครรู้จักเขามั่ง รีบตะโกนให้เขาหนีไปเร็ว’
‘ช่วยพวกเราด้วย ไปตามใครก็ช่วยที’
‘เจ้าโง่นี่มาจากไหน?’
‘มันเป็นใคร? เป็นคนรู้จักของใครหรือเปล่า?’
‘เจ้าพวกที่ลาดตระเวนอยู่นอกกำแพงหายไปไหน ปล่อยให้หมอนี่เข้ามาถึงนี่ได้ยังไง?’
‘หรือว่าชายนี้คือคนที่หลานธารารินทร์บอกว่ามีกษาปณ์มีนหรือเปล่านะ?’
‘นั่นมันอานนท์นี่ หัวหน้าพวกเรารอดแล้ว’
‘เงียบไปเลย เดี๋ยวพวกเขาก็รู้ตัวหรอก’
‘ไม่เห็นต้องกลัวเลยหัวหน้า คนพวกนี้สู้เจ้าหมอนั่นไม่ได้หรอก’
‘อย่าชะล่าใจไป พวกเรายังไม่รู้เลยว่าเขาทำอะไรได้บ้าง ครั้งนั้นอาจเป็นโชคดีหรือนาน ๆ ครั้งที่เขาจะทำแบบนั้นได้ก็ได้’
‘เยี่ยมเลย ความหวังของพวกเรามาแล้ว’
‘นี่นายติดกับดักของปลายฝนจริงดิ? เชื่อเขาเลย’
หลายคนต่างความคิดเห็น เสียงกระซิบกระซาบเกิดขึ้นทั่ว ฝั่งที่ไม่รู้จักอานนท์ต่างสงสัยว่าเขาเป็นใคร เขาคนนี้เพียงบังเอิญผ่านมาหรือตั้งใจ แต่ต่างมั่นใจว่าเขาเพียงคนเดียวคงเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ไม่ได้
ทางด้านทีมสองแม้แต่ดิเรกและธัญญ่าก็คิดว่าเขาคือหนทางรอดไปจากสถานการณ์ในตอนนี้ มีเพียงดารินเท่านั้นที่ไม่มั่นใจว่าจะเป็นอย่างไรต่อ จากที่เธอรู้จักอานนท์มา นิสัยของเขาไม่ค่อยสนใจใครทั้งนั้น เขาจะไม่ลงมือทำอะไรทั้งสิ้น เว้นเพียงอย่างเดียวที่สามารถกระตุ้นเขาได้ ปลายฝนคนเดียวเท่านั้น หากมีอันตรายต่อเธอ ชายหนุ่มคนนี้จะต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแน่นอน แต่นั่นก็คือปัญหาเช่นกัน
หากอีกฝ่ายไม่คิดลงมือทำอะไรต่อปลายฝนเลย แต่เลือกจัดการคนอื่นก่อน อาจเกิดการสูญเสียถึงขั้นชีวิตโดยที่ชายหนุ่มคนนี้ไม่เหลียวแลเลย มีความเป็นไปได้สูงที่แม้แต่เธอเองหรือกระทั่งพระราชาที่จะต้องเป็นคนที่ตาย เขาก็อาจนั่งมองดูเฉย ๆ โดยปล่อยให้ทุกคนตายไปยกเว้นปลายฝนเท่านั้น
‘ลุยเลยพวก จัดการพวกนี้ไม่หมดเลย’ เทพไทพยายามสื่อสารทางจิตกับอานนท์แม้ว่าจะเรื่องที่เป็นไม่ได้ก็ตาม เขาเห็นอานนท์ยืนนิ่งอยู่ไม่ขยับใด ๆ ฝ่ายกบฏก็ดูจะตกใจกับการปรากฏตัวของอานนท์เช่นกัน ต่างฝ่ายต่างเล่นเกมจ้องตากัน
“ขอโทษด้วยครับ น่าจะมาผิดบ้าน”
และแล้วในที่สุดอานนท์ก็เอ่ยออกมาเสียงไม่ดังแต่ทุกคนก็ได้ยินเนื่องจากความเงียบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
‘ให้ตายเถอะ มาผิดเวลาอีกแล้ว รีบไปดีกว่า’ อานนท์เหงื่อตกขณะคิด เขาไม่ได้คาดคิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ เขารู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าสู่กำแพงเมืองแล้ว รอบนอกของกำแพงเขาเห็นหน่วยลาดตระเวนอยู่บ้าง จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เนื่องจากเขาไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับทหารมากนักจึงเลือกที่จะลอบเร้นเข้าเมืองมา เขาเพียงแค่คิดว่าคงมีเหตุการณ์บางอย่างจึงต้องย้ายชาวเมืองที่อื่นเท่านั้น เขาไม่ได้คาดคิดว่าจะมาเจอการก่อกบฏเช่นนี้
ครืน ครืน...
ในวินาทีที่อานนท์หันหลังกลับเตรียมตัวจะจากไป บังเกิดกำแพงน้ำควบแน่นปิดกั้นประตูรั้วพระราชวังไว้ ทางเข้าที่อานนท์เคยใช้ถูกปิดถูกกำแพงเวทมนตร์ขวางเอาไว้
“อย่าเพิ่งไปสิ อยู่คุยกันก่อน พ่อหนุ่มแปลกหน้า” เจ้ากรมกลาโหมพูดด้วยท่าทางอวดดี
อานนท์หันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้ม เขาไม่ได้พูดอะไรตอบ
‘เอาเลย จัดการเลย’ เทพไทลุ้นตัวโก่ง แต่ไม่มีการตอบสนองใดออกมาจากอานนท์นอกจากยิ้มเท่านั้น
“นายใช่อานนท์ไหม?” เจ้ากรมกลาโหมยิงคำถามตรงประเด็นทันที ไม่ว่าจะบังเอิญหรือไม่ก็ตาม คนที่น่าจะมาในเวลาเช่นนี้ ควรจะเป็นคนคนนี้เท่านั้น แล้วเขาก็กล่าวแนะนำตัวเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท “ฉันคือเจ้ากรมกลาโหม ฉันเป็นอาของหลานธารารินทร์ พอดีหลานของฉันพูดถึงนายว่าเธอได้ฝากกษาปณ์มีนไว้ที่นาย”
“ผมชื่ออรุณครับ” อานนท์ยังคงยิ้มขณะตอบ “และผมก็ไม่รู้จักคนที่ชื่อธารารินทร์ที่คุณพูดถึงด้วย ผมแค่จะแวะมาถามอะไรนิดหน่อยเพราะข้างนอกผมไล่เคาะทุกบ้านแล้วไม่มีใครอยู่เลย”