กลางคืนอันแสนมืดมิดบนถนนสายเก่าที่แสนเงียบเหงามีม้าผอมตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่อย่างเชื่องช้าเสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นดังเป็จังหวะ
เย่เฉินเอนตัวนอนหมดแรงอยู่บนหลังม้าเงยหน้าขึ้นมองฟ้าอันว่างเปล่าอย่างเงียบๆ
นับั้แ่วันที่เขาออกจากสำนักเจิ้งหยางเขาก็นอนซบอยู่บนหลังม้ามาโดยตลอดม้าผอมตัวนี้แบกเขาไปเรื่อยๆไม่รู้ว่ามุ่งหน้าไปยังสถานที่ใดและไม่รู้ว่าจะสามารถเดินทางไปยังที่ไหนั้แ่เล็กเขาก็เป็เพียงเด็กกำพร้าที่ถูกสำนักเจิ้งหยางเก็บมาเลี้ยง ไม่มีบ้านไม่มีบิดามารดา ไร้ญาติขาดมิตร
เขาเห็นสำนักเจิ้งหยางเป็บ้านมาโดยตลอดส่วนเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องก็คือญาติของตน
บัดนี้เขาถูกขับออกจากสำนักกลายเป็เด็กไร้บ้าน ต้องประสบกับความโดดเดี่ยวที่ไม่เคยพานพบจนทำให้เขาอดที่จะนอนขดกอดตัวเองไว้ไม่ได้
“บ้านข้าคือหนใด!” ในค่ำคืนที่มืดมิดมีเสียงพึมพำดังขึ้นชัดเจนดวงตาของเย่เฉินนั้นเริ่มพร่ามัวโดยไม่ทันรู้ตัวความเหนื่อยล้าทำให้เขาเผลอหลับไปในที่สุด
ขณะที่ดวงตาของเขาเริ่มพร่ามัวทันใดนั้นเองบนท้องฟ้าอันมืดดำพลันกลับมีดวงดาวพร่างพราวตกลงมาดาวตกดวงนั้นส่องสว่างเป็อย่างยิ่ง
เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ผุดลุกขึ้นนั่งมองไปยังจุดที่ดาวดวงตกเคลื่อนที่ไป ดาวดวงนั้นมีสีทองสว่างไสวดูคล้ายกับรวบรวมดวงดาวหลายพันล้านดวง ราวกับว่าอาศัยอยู่มาั้แ่โบราณกาลดุจเผชิญโลกมาอย่างโชกโชน แสงทองร้อนแรงพุ่งดิ่งลงมาส่องสว่างไปทั่วท้องนภา
“นั่น...นั่นมันอะไรกัน” เย่เฉินมองท้องฟ้าด้วยความใเขามองเห็นสายฟ้าเชื่อมต่อกันเป็สายทาง
ตูม!
ขณะที่เขากำลังตกตะลึงอยู่ก็พลันมีเสียงดังสนั่นขึ้นดาวดวงนั้นตกลงมา ทำให้พื้นดินโดยรอบเกิดการสั่นะเื เ้าม้าผอมคงจะรู้สึกใมันสะบัดตัวเปล่งเสียงร้องจนเขานั้นตกลงมาจากหลังของมัน
ดาวตกจากฟ้าถือเป็เื่มหัศจรรย์ยิ่งนัก
เย่เฉินรีบหยัดกายขึ้นก้าวไปบนเศษซากพื้นดิน เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้กับคลื่นความร้อนนั้น
และเมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาจึงพบว่าด้านในนั้นคือดวงดาวที่ตกลงมาจากท้องนภาอีกทั้งมันยังคงมีเปลวอัคคีสีทองขนาดเท่าฝ่ามือส่องสว่างอยู่
ณเวลานั้นเย่เฉินชะงักไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเจอเปลวอัคคีที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์สั่นะเืขนาดนี้
ไม่นานนักแสงสีทองก็สลายไปเปลวอัคคีนั้นเปล่งแสงดุจเปลวโคม มันล่องลอยอยู่อย่างเดียวดายตรงนั้นแม้จะเป็เปลวอัคคี แต่เย่เฉินกลับไม่รู้สึกถึงความร้อนเลยสักนิดเปลวอัคคีดวงนั้นกวัดแกว่งไปมา มันช่างดูโดดเดี่ยวคล้ายกับเด็กที่ไม่มีบ้าน
“เ้าเองก็ไม่มีบ้านหรือ?” คล้ายกับสภาพจิตใจที่โดดเดี่ยวทำให้เย่เฉินยืนมือออกไปััมันเบาๆอย่างอดไม่ได้
เปลวอัคคีนั้นคล้ายดั่งมีจิติญญาแฝงอยู่มันเคลื่อนตัวไปยังฝ่ามือของเย่เฉินดุจเด็กน้อยที่ไร้เดียงสามันเล่นสนุกอยู่บนฝ่ามือของเขา
“น่าสนใจ” เย่เฉินยื่นมือออกไปจิ้มเปลวอัคคีดวงนั้นอย่างอดไม่ได้
เพียงแค่เขาััมันเบาๆเปลวอัคคีดวงนั้นก็กลายร่างเป็แสงทองสายหนึ่ง พุ่งตรงเข้าสู่ร่างของเขาทันที
“เ้า...” เย่เฉินหน้าเปลี่ยนสี ชะงักไป
ส่วนเปลวอัคคีดวงนั้นดูซุกซนยิ่งนักมันเคลื่อนตัวเป็วงกลมอยู่ภายในร่างกายของเขาก่อนจะพุ่งตัวไปยังใจกลางตันเถียนที่แตกของเขา
ไม่นานเขาก็ััได้ถึงความร้อนแผดเผาบริเวณท้องน้อยจนต้องรีบก้มลงไปมอง
และเขาก็พบกับภาพน่าใเข้าเปลวอัคคีดวงนั้นทำให้ตันเถียนที่เคยแตกสลายของเขากลับสมานตัวอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าความอบอุ่นไหลเวียนทั่วร่างกายเขาดุจเหมันตฤดูในเดือนสิบสองที่ถูกอาบด้วยแสงตะวันอันร้อนแรง
“นี่…” เย่เฉินอ้าปาก
มันยังไม่จบเพียงเท่านั้น
เปลวอัคคีดวงนั้นยังคงโลดแล่นอยู่ในตันเถียนของเขาราวกับว่ามันััได้ถึงความเล็กของตันเถียน เปลวอัคคีดวงน้อยขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วแตกตัวออกมาเป็แสงทองเปล่งประกาย ก่อนจะกลายเป็ทะเลอัคคีสีทองขณะที่มันกลายร่างเป็ทะเลอัคคีนั้น ตันเถียนของเย่เฉินก็ขยายใหญ่ขึ้นไปพร้อมกัน
โอ๊ย!
เย่เฉินกุมท้องพร้อมกับร้องลั่นด้วยความเ็ปเขาล้มลงกับพื้นรู้สึกราวกับร่างของเขานั้นกำลังฉีกขาดั้แ่ท้องน้อยลามไปทั่วทั้งตัว
ผัวะ!
มีเสียงดังขึ้นท่ามกลางความมืดตันเถียนที่เพิ่งฟื้นตัวของเย่เฉินพลันแตกออกอีกครั้ง เพราะถูกเปลวอัคคีตีแตกกลายเป็สีขาวดั่งประกอบขึ้นเป็ฟ้าดิน ้ามีหมอกขาวปกคลุมด้านล่างมีแสงทองพร่างพราว
จวบจนบัดนี้เปลวอัคคีดวงนั้นจึงหยุดลงมันลอยไปลอยมาราวกับว่ากำลังเดินสำรวจบ้านที่สร้างขึ้นใหม่ของตนเอง
มันดูเหมือนไม่เป็ไรแต่เย่เฉินกลับดูสภาพไม่สู้ดีนัก
เขานอนหอบอยู่บนพื้นตลอดร่างมีเหงื่อโทรมกาย เ็ปอย่างรุนแรง จนหน้าผากของเขามีเส้นเืนูนขึ้นมาดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเืแดง แม้แต่ใบหน้าก็ยังบิดเบี้ยว
ไม่รู้ว่าเวลาใดความเจ็บนี้ค่อยๆจางหายไป พร้อมเกิดความรู้สึกอบอุ่นจู่โจมไปทั่วร่างแทนที่และนั่นทำให้เย่เฉินได้สติขึ้นมา
เวลานี้เขามองไปยังตันเถียนที่เปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำดินของตนเองอย่างตกตะลึงเขาอ้าปากค้าง ลำคอเปล่งเสียงอันแหบแห้งออกมา “นี่...นี่คือทะเลลมปราณหรอกหรือ?”
ผู้ฝึกตนแบ่งออกเป็หกขั้นด้วยกันได้แก่ รวมพลัง พลังธาตุ พลังหยาง ฝึกิญญา สมานญาณและผสานฟ้า
ที่เย่เฉินตกตะลึงขนาดนั้นเป็เพราะทะเลลมปราณนั้นเป็ขั้นสูงกว่าตันเถียนระดับหนึ่งมีเพียงฝึกถึงขั้นสมานญาณจึงจักสามารถเบิกจุดทะเลลมปราณได้อย่างแท้จริงจะว่าอย่างไรเขาก็นึกไม่ถึงว่าเปลวอัคคีดวงนั้นไม่เพียงแต่ช่วยรักษาตันเถียนของเขาแล้วซ้ำมันยังช่วยเขาเบิกทะเลลมปราณอีกด้วย
ทันใดนั้นเองพลังปราณิญญาฟ้าดินก็พลันกระเพื่อมตัว
และไม่นานพลังปราณิญญาฟ้าดินก็ไหลมารวมตัวอยู่ตรงหน้าเย่เฉินแล้วก่อตัวขึ้นเป็วังวนพลังิญญารอบตัวของเขา มันไหลเข้าสู่รูขุมขนทั่วกายทั้งยังไหลเข้าไปภายในร่างของเขา ก่อนที่มันจะไหลไปยังทะเลลมปราณร่างกายของเขากลืนกินพลังปราณิญญาฟ้าดินราวกับบ่อที่ไร้ก้น
เวลานี้เปลวอัคคีดวงนั้นกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งพลังิญญาที่ไหลเข้าสู่ทะเลลมปราณกลับถูกเขาหลอมเป็พลังปราณสีทองทะเลลมปราณของเขาที่เพิ่งถูกเบิกและค่อนข้างแห้งเหี่ยวพลันเปลี่ยนเป็สีทองอร่ามเต็มไปด้วยพลังปราณสีทอง
เย่เฉินจ้องมองทะเลลมปราณอย่างตกตะลึงดวงตาของเขาพร่ามัวเล็กน้อย ร่างกายสั่นไหวเบาๆ พร้อมทั้งล้มลงบนพื้น
ค่ำคืนอันไร้เสียงชั่วพริบตาก็รุ่งอรุณเสียแล้ว
ยามรุ่งสางมีสายตาอันอบอุ่นทอดมองอยู่บนหน้าเย่เฉิน
ดวงตาของเขาทั้งสองข้างค่อยๆลืมขึ้นอย่างช้าๆ และเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็พบกับใบหน้าเล็กๆ อันอ่อนเยาว์และดวงตากลมโตสองดวงกำลังจ้องมองเขาอยู่
“พี่ชาย ท่านตื่นแล้ว”เด็กหนุ่มเอ่ยปากพูดเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวย
“เ้าเป็ใคร!” เย่เฉินสะดุ้งใผุดลุกขึ้นมามองเด็กหนุ่มผู้นั้นพลางมองไปรอบด้าน เขารู้สึกไม่คุ้นเคยยิ่งนัก“ที่นี่มันที่ใดกัน ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้ามีนามว่าหู่หวา” เด็กหนุ่มท่าทางซื่อๆ ยิ้มอย่างจริงใจ“ที่นี่คือสวนแห่งิญญาของสำนักเหิงเยว่ วันก่อนท่านสลบอยู่ในป่าข้ากับท่านปู่จึงพาท่านกลับมาด้วย”
“สำ...สำนักเหิงเยว่?” เย่เฉินใ
แคว้นต้าฉู่มีหนึ่งตำหนักสามสำนักตำหนักซื่อเสี่ยดินแดนทางตอนเหนือ ส่วนสำนักเจิ้งหยางสำนักชิงอวิ๋นและสำนักเหิงเยว่ครองดินแดนทางตอนใต้และยังกล่าวได้ว่าสำนักเจิ้งหยางกับสำนักเหิงเยว่นั้นยังเป็ศัตรูกันอีกด้วย
ไม่ว่าอย่างไรเย่เฉินก็คิดไม่ถึงว่าตัวเขาที่เพิ่งจะถูกขับออกสำนักเจิ้งหยางได้ไม่นานบัดนี้ได้มาอยู่ที่สำนักเหิงเยว่ซึ่งเป็คู่ปรับกัน
“ท่านคงจะหิวแล้วกระมัง! ข้าไปเอาอาหารมาให้ท่านหน่อยดีกว่า”เห็นเย่เฉินมีท่าทางใ หู่หวาพูดพลางวิ่งออกไป
เย่เฉินนอนงงอยู่บนเตียงไม้ไผ่เขาเริ่มค่อยๆ รวบรวมสติได้ และความทรงจำเื่เมื่อคืนค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
“เมื่อคืน?” เมื่อนึกถึงเื่เมื่อคืนเย่เฉินก็รีบสำรวจร่างกายทันทีทะเลลมปราณสีทองอร่ามคล้ายกับโลกดวงหนึ่งปรากฏขึ้น ้าปกคลุมไปด้วยหมอกขาวส่วนด้านล่างนั้นมีพลังปราณสีทองไหลเวียนอยู่
“ข้าไม่ได้ฝันไป ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง”
เย่เฉินหายใจหอบเล็กน้อยเมื่อตื่นขึ้นมาตันเถียนที่เคยแตกนั้นไม่เพียงแต่แค่ฟื้นตัว ซ้ำยังเบิกจุดทะเลลมปราณอีกด้วยแม้แต่พลังปราณสีทองในทะเลลมปราณก็ยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นเมื่อกำหมัดเขาก็ััได้ถึงความรู้สึกของการฝึกตนและพละกำลังที่ห่างหายไปนานนี้เป็การบรรลุขั้นที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน
และทั้งหมดทั้งมวลล้วนต้องยกความดีความชอบให้กับเปลวอัคคีสีทองนั้น
เมื่อนึกถึงเปลวอัคคีสีทองนั้นเย่เฉินก็มองไปยังเปลวอัคคีสีทองที่ลอยอยู่ในทะเลลมปราณโดยไม่รู้ตัวมันกวัดแกว่งเปลวไฟไปมาดูคล้ายกับเด็กที่กำลังะโโลดเต้นด้วยความดีใจ
“เ้าคงไม่ใช่อัคคีเที่ยงแท้กระมัง!” เย่เฉินฉุกคิดเรียกเปลวอัคคีมายังใจกลางฝ่ามือ
เพียงชั่วพริบตาเดียวอุณหภูมิในห้องก็พุ่งสูงขึ้นแต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความร้อนสูงนั้นเลยกลับรู้สึกเพียงสนิทสนมกับเปลวอัคคีดวงนั้น
“นับจากนี้ไปเ้าก็อยู่กับข้าแล้วกันนะ” เย่เฉินยิ้มััอัคคีเที่ยงแท้ดวงนั้นเบาๆ ใจปิติจนไม่อาจบรรยาย
“พี่ชาย ออกมากินข้าวเถอะ!”
“มาแล้วๆ” เย่เฉินเก็บเปลวอัคคี ก่อนจะพลิกตัวลงจากเตียง