เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นต้วนเหวินเจี่ย ลูกชายของต้วนเจี่ยซิน ซึ่งนั่งรถลากผ่านมา
เฟิงหลี่เฉียงรีบก้มลงคำนับ“ท่านลุงต้วน”
“เจ้าจะไปไหนรึ”อีกฝ่ายถาม
“กลับบ้านขอรับวันนี้เลิกงานเร็ว”
ต้วนเหวินเจี่ยพยักหน้าเขาแทบจะไม่ได้พบกับเด็กหนุ่มที่เป็นลูกศิษย์ของพ่อเลย เพราะตัวเขาก็ยุ่งและตัวของเฟิงหลี่เฉียงก็ชอบพเนจรไปตามสถานที่ต่างๆ
ในตอนนี้เขาเองก็กำลังรีบจึงบอกว่า “ท่านพ่อจะมาที่เมืองหลวงนะ น่าจะสักอาทิตย์หน้าเจ้าอย่าลืมแวะไปกินข้าวที่บ้านด้วยกัน”
เด็กหนุ่มยิ้มด้วยความดีใจ“ข้ากำลังคิดถึงอาจารย์เลย แล้วข้าจะไปเยี่ยมที่บ้านแน่นอน!”
จากนั้นทั้งสองก็แยกกันไปเฟิงหลี่เฉียงเดาว่า อาจารย์ต้วนของเขาคงมีธุระที่นี่อาจจะมารักษาโรคให้ขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์บางคน หลายครั้งที่มีคนจากเมืองหลวง เชิญให้อาจารย์เดินทางมารักษาโรคที่นี่
แต่สำหรับอาจารย์โม่ชิงเฉิงระยะหลังนี้ อาจารย์ไม่ค่อยเดินทางมาเมืองหลวงมากนัก และหลังจากที่เฟิงหลี่เฉียงสอบเป็นบัณฑิตได้แล้วเขาก็ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ มากขึ้น เพื่อไปเปิดโลกและพบปะกับเพื่อนบัณฑิตคนอื่น หลายครั้งที่เขาส่งจดหมายไปหาอาจารย์โม่แต่ก็ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับนายเป็นเดือน
แล้วบัณฑิตเฟิงก็มาถึงร้านหนังสือเจ้าประจำในเมืองที่นี่เป็นร้านขายหนังสือและเครื่องเขียนที่บัณฑิตนิยมมา วันนี้เป็นวันทำงาน จึงมีลูกค้าประปรายเขาเดินดูหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ และต้องการรู้ว่าหนังสือแบบใดที่กำลังเป็นที่นิยมหรือยังไม่มีคนเขียนมากนัก เขาก็อาจจะเขียนแล้วนำมาวางขายที่นี่หรือแนะนำให้คนอื่นทำ
แต่แล้วที่มุมหนึ่งที่เป็นชั้นขายหนังสือเกี่ยวกับการสอบเค่อจวี่เขาก็ได้ยินเสียงเด็กหนุ่ม อายุประมาณ 14 -15 ปี พูดกับพ่อของเขาที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดา“สองเล่มนี้ อาจารย์บอกว่าควรจะซื้อกลับไปอ่าน”
พ่อของเขาที่หน้าตาแห้งดำจากการทำงานหนักก็พูดเบาๆ ว่า “ราคาเท่าไหร่รึ”
พอรู้ราคาจากเจ้าของร้านสองพ่อลูกก็หน้าเศร้า พวกเขาเอาหนังสือไปวางคืนไว้ที่ชั้น แต่พ่อของเขายืนนิ่งไปสักพักก็บอกลูกชายว่า “ซื้อกลับไปหนึ่งเล่มเถอะถ้าพ่อหาเงินได้มากกว่านี้ พ่อจะซื้ออีกเล่มให้”
ลูกชายของเขาปฏิเสธและหยิบหนังสือไปคืนที่ชั้น “ไม่เป็นไรขอรับท่านพ่อ เอาไปเก็บที่ชั้นเถอะค่าหนังสือเล่มนี้ สามารถเอาไปซื้อข้าวกินได้เป็นเดือน..ตอนนี้ท่านก็ทำงานหนัก เพื่อเลี้ยงพวกเรามามากแล้วแล้วข้าจะหางานทำเพื่อซื้อหนังสือเอง”
พ่อของเขารีบห้าม“เจ้าจะเสียเวลาไปทำงานได้อย่างไร เจ้าต้องเตรียมตัวสอบนะ เอาเถอะซื้อเล่มนี้ไปเถอะ แล้วเราค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อ”
เมื่อเด็กชายไม่ยอมหยิบหนังสือพ่อของเขาก็เอื้อมมือแห้งกร้านไปหยิบหนังสือออกมา เขากอดไหล่ลูกและพูดด้วยน้ำเสียงเสียใจว่า“เจ้าอุตส่าห์สอบเป็นเซิงหยวนได้ แต่พ่อกลับไม่มีเงินซื้อหนังสือให้เจ้าอ่านต่ออีก”
เฟิงหลี่เฉียงซึ่งแอบฟังสองพ่อลูกอยู่สักพักก็เดินเข้าไปหาและพูดว่า “ท่านลุง”
สองพ่อลูกหันมามองแล้วก็พบว่า คนที่เรียกพวกเขาเป็นบัณฑิตหนุ่มหน้าตาท่าทางดีจากเสื้อผ้าของเขาบางบอกว่า เขาเป็นบัณฑิตจากฮานหลินหยวน เด็กชายตาเป็นประกายเขารีบคำนับทำความเคารพ เมื่อพ่อของเขาเห็นก็รีบทำตามทันที
เฟิงหลี่เฉียงรีบคำนับตอบชายวัยกลางคนและพูดว่า “ขออภัยที่ข้าได้ยินการสนทนาของพวกท่าน ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียงเป็นบัณฑิตจากฮานหลินหยวน”
จริงดังคาดพี่ชายคนนี้มาจากฮานหลินหยวนจริง! เด็กชายดีใจมาก ทั้งสองคนมองดูเด็กหนุ่มที่อายุยังน้อยอยู่ตรงหน้าด้วยความชื่นชม
“พวกท่านมาซื้อหนังสือไปอ่านเตรียมสอบหรือ”เฟิงหลี่เฉียงถามอย่างสุภาพ ทำให้สองพ่อลูกตอบตามความจริง
“ใช่ขอรับพวกเรามาซื้อหนังสือ ..แต่ว่า หนังสือที่นี่มีราคาแพงมาก” พ่อของเด็กชายตอบแล้วเขาก็รู้ตัวและหยุดพูด เพราะกลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจ
แต่เฟิงหลี่เฉียงกลับเห็นด้วย“หนังสืออ่านสอบมีราคาแพงจริงๆ ตอนข้าสอบ ก็ได้หนังสือจากผู้อื่นมาอ่านถ้าให้ซื้อเองก็คงจะไม่ไหว”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายก็ไม่มีเงินซื้อหนังสือเช่นกันสองพ่อลูกจึงมีท่าทางโล่งอก แล้วเฟิงหลี่เฉียงก็พูดต่อว่า “ตอนนี้ข้าสอบได้แล้วจึงไม่ได้ใช้หนังสือบางเล่ม ถ้าพวกท่านไม่รังเกียจ ข้าจะให้ยืมไปคัดลอกได้นะ”
เด็กชายหน้าแดงด้วยความดีใจ แต่เขาก็ชะงัก “จะไม่เป็นการรบกวนท่านหรือขอรับใต้เท้า”
บัณฑิตเฟิงยิ้มและบอกว่า“ไม่เป็นไร ข้าให้ยืมไปอ่านและให้คัดลอกเก็บเอาไว้ พออ่านจบแล้วก็ค่อยเอามาคืน”
ในที่สุดพวกเขาก็เดินตามเฟิงหลี่เฉียงมาที่บ้านในระหว่างทาง พวกเขาสนทนากันไปด้วย และรู้ว่าสองพ่อลูกมาจากนอกเมืองและเข้าเมืองมาเพื่อซื้อหนังสือ และเด็กชายก็แนะนำตัวเองว่า เขาชื่อ จ้าวหย่งเจี้ยนและพ่อของเขา คือ จ้าวจิงเหอ ซึ่งมีอาชีพทำไร่ทำนา และเมื่อรู้ว่าเด็กชายมุมานะบากบั่นเรียนจนสอบได้เป็นเซิงหยวนแล้วเขาก็ชมเด็กชายว่าเก่ง สามารถสอบผ่านได้ตอนอายุยังน้อยแต่สองพ่อลูกก็ไม่กล้าถามว่า เฟิงหลี่เฉียงสอบได้ระดับใด
เมื่อมาถึงบ้านที่ด้านล่างเป็นร้านขายเครื่องเขียน จ้าวหย่งเจี้ยนก็มองด้วยความสนใจเฟิงหลี่เฉียงพาสองพ่อลูกขึ้นไปข้างบน และให้นั่งรอที่ห้องรับแขก ในตอนนี้ ลู่เหยาหลงซึ่งกำลังทำความสะอาดห้องอยู่ก็หันมาทักทายเขา และมองสองพ่อลูกที่น่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาด้วยความแปลกใจ
เฟิงหลี่เฉียงจึงเล่าสั้นๆว่า เขาจะให้ทั้งสองยืมหนังสือไปอ่าน และแนะนำให้พวกเขารู้จักกันในระหว่างที่บัณฑิตเฟิงเดินไปหยิบหนังสือในห้องทำงานลู่เหยาหลงก็นำน้ำชาและขนมมาให้ ซึ่งสองพ่อลูกก็กินอย่างรวดเร็วด้วยความหิว
สักพักเฟิงหลี่เฉียงก็นำหนังสือ4-5 เล่มออกมาให้ เมื่อได้หนังสือจากเฟิงหลี่เฉียง จ้าวหย่งเจี้ยนดีใจมากมือสั่นเทาของเขาพลิกดูหนังสือไปทีละเล่ม เขารู้ว่าหนังสือเหล่านี้มีราคาแพงและยังเป็นหนังสือหายากลูกขุนนาง บัณฑิต และคนมีเงินเท่านั้นจึงจะมีไว้ครอบครอง
ในที่สุดจ้าวหย่งเจี้ยนเงยก็เงยหน้าขึ้นมาและถามบัณฑิตเฟิงที่มองดูเขา ด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆว่า “ใต้เท้าจะให้ข้ายืมทั้งหมดเลยหรือขอรับ”
เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้า“เจ้าเอาไปคัดลอกซะ เสร็จแล้วก็เอามาคืนที่นี่”
“แล้ว..ใต้เท้าไม่กลัวข้า..”
“ไม่เอามาคืนอย่างนั้นใช่มั้ย”บัณฑิตเฟิงถามยิ้มๆ อีกฝ่ายพยักหน้า ทำให้เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะออกมา
แต่ลู่เหยาหลงซึ่งนั่งฟังก็พูดเบาๆว่า “ใต้เท้าเป็นคนมีวรยุทธ์สูง แล้วก็ยังมีจิงอวี่เว่ยเป็นเพื่อน”
จ้าวหย่งเจี้ยนและพ่อของเขาหน้าเสียทันทีเขาไม่คิดจะยึดเอาหนังสือไปแน่นอน
แต่แล้วเฟิงหลี่เฉียงก็พูดว่า“ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น ถึงได้ชวนเจ้ามาที่นี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นบรรยากาศจึงผ่อนคลายมากขึ้น จ้าวหย่งเจี้ยนหันไปมองรอบบ้าน และก็พบภาพวาดแปลกตาและตัวอักษรแขวนเอาไว้ที่ผนัง เขาจึงอดถามไม่ได้ว่า “ใต้เท้าเป็นผู้วาดเองหรือขอรับ”
“ใช่”เด็กหนุ่มบอกตรงๆ
จ้าวหย่งเจี้ยนทึ่งมาก“ลายมือของท่านสวยงามมาก รูปภาพก็สวยงามแปลกตา แฝงความหมายเอาไว้ด้วย”
“เจ้าเขียนพู่กันจีนได้ดีไหม”
“พอได้ขอรับแต่ยังไม่สวยงามมาก” เด็กชายตอบเบาๆ “ข้ายังขี่ม้ากับยิงธนูไม่เก่งด้วย”
ใช่แล้วการสอบบัณฑิตในยุคหมิงนี้ พวกเขาไม่เพียงสอบข้อเขียน แต่ต้องสอบศิลปะอื่นๆทั้งการเขียนอักษรวิจิตร กู่ฉิน หมากรุก วาดภาพ ขี่ม้าและยิงธนูทำให้จำนวนของผู้สอบผ่านมีน้อยลง โดยเฉพาะเด็กที่ตั้งใจเรียนพียงอย่างเดียวมักขาดทักษะเหล่านี้
“อย่างไรก็ต้องทำให้ได้อยู่ดีตอนนี้เจ้าลองเขียนตัวอักษรให้ข้าดูหน่อย” เฟิงหลี่เฉียงบอกพร้อมกับเลื่อนกระดาษและหมึกให้
เด็กชายลงมือเขียนอย่างตั้งใจเห็นได้ชัดว่าเขามีสมาธิสูง และลายมือของเขายังสวยงามไม่น้อยพ่อของเขาภูมิใจในตัวลูกชายมาก แต่ก็แอบมองหน้าของบัณฑิตเฟิงด้วยเช่นกันว่าจะพอใจฝีมือของลูกชายหรือไม่
เฟิงหลี่เฉียงมองว่าเด็กชายมีความสามารถไม่น้อย เขาจึงบอกว่า “เจ้าเอาหนังสือเหล่านี้ไปคัดลอกแล้วก็ใช้หารายได้ด้วยการเอาไปวางขายที่ร้านหนังสือ ถึงตอนนี้จะมีแท่นพิมพ์แล้วแต่หนังสือหลายอย่างก็ยังขาดแคลน ยังสามารถใช้ช่องทางนี้ในการหาเงินได้อยู่ แล้วยังเป็นการอ่านทบทวนเนื้อหาในหนังสือไปพร้อมกันด้วยถือว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
สองพ่อลูกหน้าแดงด้วยความดีใจพวกเขาไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย ในตอนนั้น พวกเขาคิดแค่ว่า จ้าวหย่งเจี้ยนคงจะไปทำงานในสวนช่วยพ่อแม่หาเงินแทนแต่ใครจะคิดว่า พวกเขาสามารถทำทั้งการเรียนและหารายได้ไปพร้อมกันด้วย
ในที่สุดเฟิงหลี่เฉียงก็ช่วยแก้ปัญหาให้จ้าวหย่งเจี้ยนได้ไปเรื่องหนึ่งที่เขาไม่ช่วยมากไปกว่านี้ เพราะต้องการดูพฤติกรรมและความตั้งใจจริงก่อนเขาไม่ชอบคนที่หวังพึ่งพาแต่คนอื่นโดยไม่พึ่งพาตนเองก่อน
เย็นวันนั้นลู่เหยาหลงได้เห็นเด็กที่มีอายรุ่นราวคราวเดียวกันมุ่งมั่นจนสามารถสอบเป็นเซิงหยวนได้ เขาก็ยิ่งอยากจะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันจะได้ไม่รบกวนนายของเขามากไปกว่านี้
เขาจึงถามเฟิงหลี่เฉียงในขณะที่นั่งคัดลายมือว่า “ใต้เท้า แล้วข้าควรทำอะไรบ้าง..ข้าไม่อยากจะเป็นภาระให้นายท่านอยู่อย่างนี้”
บัณฑิตหนุ่มยิ้ม“เจ้าจะทำอะไรได้บ้างน่ะหรือ เจ้าต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน อะไรคือสิ่งที่เจ้าพอจะทำได้และชอบด้วยถึงจะไม่เก่งมากนักก็ตาม”
เด็กชายเงียบไปนานในที่สุดเขาก็พูดด้วยความอับอาย “ข้าพอทำแต่ละอย่างได้นิดหน่อย แต่ก็ไม่เก่งสักอย่าง” แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมา
เฟิงหลี่เฉียงยิ้มมุมปากเขาเข้าใจความคิดของเด็กชายดี จึงสั่งสอนว่า “คนที่ทำอะไรเก่งมากจนโดดเด่น มักจะมีไม่กี่คนและที่เขาเก่งมาก ก็เพราะพากเพียรฝึกฝนจนเก่งเหมือนจ้าวหย่งเจี้ยนที่สอบได้เป็นเซิงหยวนตั้งแต่ยังอายุน้อย บางคนมองว่าเขาเป็นเด็กอัจฉริยะ หรือบอกว่าเขาโชคดีแต่ไม่เคยมองเห็นว่า เขาทุ่มเทและพากเพียรแค่ไหนกว่าจะสอบได้เขาก็เริ่มต้นมาจากการไม่รู้อะไรเช่นกัน แต่ก็พัฒนาจนอ่านได้คล่อง เขียนได้คล่อง ฝึกคิดวิเคราะห์ท่องจำ จนสามารถสอบผ่านได้ตอนนี้เจ้าเข้าใจหรือยัง ว่าข้าหมายถึงอะไร”
เด็กชายนิ่งคิดไปสักพักก็ตอบอย่างระมัดระวังว่า “..ข้าต้องฝึกฝนเช่นกันขอรับ”
บัณฑิตหนุ่มพยักหน้า“ข้าตอบไม่ได้หรอกว่า ฝึกฝนไปแล้วจะเก่งขึ้นหรือไม่ จะใช้ทำเงินได้หรือไม่ หรือจะประสบความสำเร็จหรือไม่บางครั้งเราต้องยอมทิ้งสิ่งที่เราฝึกฝนมานาน เพื่อไปเริ่มฝึกฝนสิ่งใหม่และเป็นแบบนี้ไปหลายครั้ง จนคิดว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลว
แต่เพราะโอกาสและจังหวะชีวิตของคนเราไม่เหมือนกันและสิ่งที่เคยชอบตอนนี้ ก็กลายมาเป็นสิ่งที่ไม่ชอบได้ในภายหลังข้าถึงไม่บอกว่าเจ้าควรทำอะไร สมมติว่าข้าบอก แล้วเจ้าทำตามไม่ได้หรือทำไม่ได้ดีล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น
เจ้าอาจจะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวเป็นคนโง่ ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะโทษข้าด้วยซ้ำไป ว่าแนะนำสิ่งที่ไม่ดีให้”
“ข้าไม่มีทางโทษนายท่านอย่างแน่นอนขอรับ!” ลู่เหยาหลงพูดอย่างจริงจัง ตอนนี้เขาเข้าใจในสิ่งที่นายของเขาจะบอกแล้วนั่นคือ เขาต้องไปหาและลองผิดลองถูกเอง แต่ถ้าต้องการคำแนะนำ นายของเขาก็ยินดีช่วยเสมอ