ตอนที่41 ตอบโต้
ชายหนุ่มตรงหน้าแทบจะละลายไปกับสาวงามผู้เป็นเจ้าของรอยยิ้มน่ารักและพูดจาฉะฉานอ่อนหวานผู้นี้เสียแล้วเขารีบพยักหน้าหงึกหงักและควักเงินออกมาจ่ายอย่างรวดเร็ว
พอเห็นเหยื่อติดกับแล้วหยางน่าก็รีบพูดในใจทันที ‘ลู่จิว ช่วยจัดการต่อทีนะ ข้าห่อใบตองไม่เป็น’
‘สมกับที่เป็นพระชายาจริงๆ ถนัดหลอกคน แต่ไม่ถนัดห่อใบตองข้าล่ะเหนื่อยใจจริงๆ’ ลู่จิวยิ้มและส่ายหน้าให้กับตัวเองเบาๆก่อนจะสลับวิญญาณกลับเข้าร่างตามเดิม พร้อมตักบะหมี่ใส่ลงบนใบตอง
มือบางขยับด้วยความคล่องแคล่วว่องไวราวกับทำเรื่องพวกนี้มานับครั้งไม่ถ้วนก่อนจะยื่นจานและบะหมี่สองห่อให้กับชายหนุ่มที่ส่งสายตาหวานเชื่อมมาทางนางไม่ยอมหยุดแล้วเบือนหน้าหนีไม่สนใจอีกฝ่ายอีก
ยามนี้มีเด็กชายตัวน้อยพร้อมกับมารดาเดินเข้ามา“พี่สาวคนสวยซื้อบะหมี่สองห่อขอรับ”
พอเห็นผู้ที่มาใหม่เป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยเช่นนี้ลู่จิวย่อมไม่รู้สึกรังเกียจอยู่แล้ว ก่อนจะยิ้มกว้างให้เด็กชาย “ได้สิเดี๋ยวพี่เพิ่มผักเยอะๆ ให้นะ กินผักให้มากๆ มีประโยชน์ต่อร่างกาย”
เด็กชายผู้นั้นมองดูพี่สาวใจดีด้วยความชื่นชอบก่อนจะรับบะหมี่สองห่อมาและเดินแก้มแดงออกจากร้านไป
ลูกค้ารายต่อมาเป็นชายวัยกลางคนท่าทางเจ้าชู้ไม่น่าไว้วางใจ“แม่นางน้อยขอบะหมี่ให้พี่สักสองจานสิจ๊ะ”
แม้ปากจะพูดว่ามาซื้อบะหมี่แต่สายตากลับจ้องมองเรือนร่างของหญิงสาวอย่างหยาบโลน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจมากินบะหมี่แต่ตั้งใจมาแทะเล็มหญ้าอ่อนต่างหาก
ลู่จิวไม่ใช่คนที่จะฝืนใจทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำได้นางแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบังและพูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมไปว่า “ได้สิจ๊ะเห็นแก่ที่ท่านเป็นลูกค้ากลุ่มแรกของร้านเรา ข้าจะเพิ่มให้อีกหนึ่งห่อเอาไว้ฝากลูก ฝากเมียนะเจ้าคะ”
พอได้ยินอย่างนั้นชายอ้วนลงพุงก็หน้าเสียไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มฝืดๆ จ่ายเงินแล้วรีบเดินออกจากร้านไป
‘เจ้าไปพูดกับลูกค้าเช่นนั้นได้อย่างไรประเดี๋ยวเขาก็ไม่มาร้านของพวกเราหรอก’ หยางน่าอดพูดแย้งไม่ได้
“จะให้ข้าไปพูดประจบประแจงคนน่ารังเกียจเช่นนั้น ข้าทำไม่ลงหรอกไม่มากินก็เรื่องของเขาข้าก็ไม่อยากต้อนรับคนที่หวังเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องกินเหมือนกัน ไม่มาก็ดี”ลู่จิวเอ่ยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างไม่มีวี่แววว่าจะยอมอ่อนข้อให้แต่อย่างใด
พอได้ยินอย่างนั้นหยางน่าก็ถอนหายใจเล็กน้อย‘ถึงเจ้าจะไม่อยากทำแต่มันก็มีวิธีที่ปฏิเสธดีกว่านี้นะ ทำเช่นนี้คงจะเสียลูกค้าพอดีอย่าลืมสิว่านี่เป็นร้านค้าของท่านยายซู อะไรที่มันไม่มากเกินไปก็อดทนหน่อยเถิด ผู้ชายเจ้าชู้ก็เป็นเช่นนี้แลแต่เดี๋ยวไม่นานก็ลืมพวกเราไปเอง’
‘คนพวกนี้ใช้ใจเปลืองเสียยิ่งกว่าสมองเสียอีกหากว่าเราสามารถหลอกคนพวกนี้สักห้าคนให้ซื้อบะหมี่เราวันละสามห่อท่านยายซูก็จะมีรายได้คงที่วันละหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะเพียงแค่สิบวันก็จะได้เงินหนึ่งตำลึงเงินแล้ว’ หยางน่าคิดคำนวณรายได้อย่างรวดเร็ว
ลู่จิวคิดตามหยางน่าก่อนจะถอนหายใจว่า “เรื่องหลอกลวงคนต้องยกให้พระชายาเลยจริงๆ”
‘ข้าจะถือว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน’ หยางน่ายิ้มกริ่มและอดภูมิใจในความสามารถของตนไม่ได้หากนางไม่รู้จักประจบประแจงหรือหลอกลวงผู้อื่นเช่นนี้ก็คงจะอยู่ในวังหลวงไม่ได้หรอกที่แห่งนั้นมีใครพูดความจริงกันเสียที่ไหน
เนื่องจากท่านยายซูสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงดังนั้นลู่จิวจึงได้ให้ท่านยายกลับไปรออยู่ที่บ้านก่อนแล้วหยางน่าและลู่จิวสลับกันช่วยขายของ จวบจนเมื่อถึงตอนเที่ยงวันบะหมี่แห้งก็ขายจนหมดเกลี้ยงแล้ว
ลู่จิวเข็นรถหาบเร่กลับมาที่บ้านของท่านยายซูด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข
ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพอทำตามคำแนะนำของหยางน่าแล้วบะหมี่ปริมาณยี่สิบห้าชามก็ขายหมดไวในทันตาเพียงแต่เมื่อหักลบกับจำนวนที่แจกให้ลูกค้าไปแล้วก็จะเหลือเงินอยู่แค่เพียงสองร้อยอีแปะเท่านั้นแต่มันก็ยังดีกว่าขายไม่ได้เลยสักชาม
เวลาผ่านไปได้สักพักลู่จิวก็เข็นรถกลับมาถึงบ้านและเตรียมที่จะกระทะว่างเปล่าไปล้างทำความสะอาดทันใดนั้นก็มีเสียงแหลมเสียดหูฟังดูแล้วไม่เป็นมิตรดังขึ้นจากทางด้านหลัง “เจ้าน่ะรึคนที่ท่านยายเก็บมาเลี้ยง”
เมื่อลู่จิวหันกลับไปมองทางเสียงฉับพลันนั้นก็มีกองผ้าถูกปาเข้ามาที่ใบหน้าอย่างแรง ตามด้วยเสียงเอาแต่ใจของหญิงสาวนางหนึ่งดังขึ้นมาว่า“ฝากซักหน่อยแล้วระวังด้วยล่ะชุดข้าพังล่ะ หากมีรอยเสียหายเพียงนิดเดียว ข้าจะให้ท่านยายไล่เจ้าออกจากบ้าน”
ลู่จิวหยิบกระโปรงออกจากใบหน้าแล้วมองดูหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่เป็นคนปาเสื้อผ้าเหล่านี้ใส่ด้วยความหยาบคายแวบหนึ่งฉับพลันนั้นกระโปรงที่อยู่ในมือก็ถูกปากลับไปอย่างแรงไม่แพ้กัน
พรึบ!
กระโปรงสีชมพูเข้มตัวนั้นถูกปากลับไปยังเจ้าของตามด้วยเสียงร้องดังโวยวายขึ้นมาทันที “นี่เจ้ากล้าปากระโปรงใส่หน้าข้าอย่างนั้นรึนังชั้นต่ำไม่เจียมตัว คอยดูเถอะข้าจะให้ท่านยายไล่เจ้าออกไป!”
‘ลู่จิวใจเย็นๆ ก่อนนะ พวกเรามาอยู่บ้านคนอื่นนะ อย่ามีเรื่องกันเลย’หยางน่าร้องเตือนด้วยความตกใจที่เห็นลู่จิวปากระโปรงใส่หน้าหลานสาวเจ้าของบ้านเช่นนั้น
ทว่าลู่จิวกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิดก่อนจะเงยหน้ามองสตรีที่ยืนอยู่เหนือตัวเองและเอ่ยว่า “เจ้าส่งมาเช่นไรข้าก็ส่งกลับไปเช่นนั้น หากต้องการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ควรที่จะขอกันดีๆไม่ใช่กระทำหยาบคายเช่นนี้ เจ้าสถุลมา ข้าก็แค่สถุลกลับ ผิดตรงไหน?”
“เจ้า!” ซูชิงกำกระโปรงในมือแน่นและชี้นิ้วไปทางสตรีปากดีตรงหน้าแต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจเอ่ยวาจาออกมาได้เลยสักคำ
“จริงอยู่ที่ข้ามาอาศัยอยู่บ้านเจ้าแต่ข้าก็ไม่ได้งอมืองอเท้าเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว หากข้าจะเป็นขี้ข้าใครสักคนคนผู้นั้นมีเพียงท่านยายซูผู้ที่ให้ความช่วยเหลือข้าเท่านั้น! ไม่ใช่หลานสาวที่ไม่เอาไหน ปล่อยให้ยายตัวเองต้องเข็นรถออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่โดยที่ตัวเองเอาแต่นอนขี้เกียจอยู่ในบ้าน!” ลู่จิวตะโกนออกมาด้วยความไม่พอใจอย่างถึงที่สุด
อาจเป็นเพราะเมื่อคืนนางได้รู้ได้เห็นการกระทำที่น่าละอายของอีกฝ่ายมันเลยยิ่งทำให้นางรู้สึกไม่ดีกับสตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ ยิ่งมาเจออีกฝ่ายแสดงพฤติกรรมดูถูกเหยียดหยามราวกับนางเป็นคนรับใช้เช่นนี้ลู่จิวยิ่งไม่อาจทนรับได้
ความอยุติธรรมที่ผ่านมาได้ให้บทเรียนกับลู่จิวอย่างสาสมเกินพอแล้วนับแต่นี้ไปนางจะไม่ยอมก้มหน้าให้ใครมารังแกนางฝ่ายเดียวแน่!
“คนไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรมาทำตัวเช่นนี้กับหลานสาวเจ้าของบ้านข้าสั่งให้เจ้าทำอะไร เจ้าก็ต้องทำ!ของของท่านยายก็คือของของข้า มันผิดตรงไหน! ตอนนี้เจ้ามาอาศัยในบ้านของท่านยายเจ้าก็คือขี้ข้าของพวกเรา!” ซูชิงเอ่ยออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างถึงที่สุดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะก้มหัวให้นาง แต่ยังกล้าเอ่ยวาจาเหิมเกริมอีก
เสียงทะเลาะเบาะแว้งของทั้งสองได้ทำให้ท่านยายซูตื่นขึ้นมาหญิงชราเดินเงอะๆ งะๆ ออกมาจากห้องนอนด้วยความยากลำบาก “มีอะไรกันรึ”
สตรีทั้งสองนางได้หันไปมองท่านยายซูพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายก่อนที่ซูชิงจะแสยะยิ้มร้ายกาจ แล้วรีบวิ่งไปกอดแขนท่านยายและเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับถูกรังแกว่า“ท่านยายก็พี่ลู่จิวน่ะสิเจ้าคะ ข้าเพิ่งหายป่วย ยังไม่มีเรี่ยวแรงมากพอก็เลยขอให้พี่ลู่จิวช่วยซักผ้าให้หน่อยเพราะถึงอย่างไรท่านยายก็อุตส่าห์เมตตาให้พี่ลู่จิวอยู่บ้านของเราพี่ลู่จิวก็น่าจะช่วยอะไรพวกเราบ้าง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพี่ลู่จิวจะปฏิเสธข้า...”
ลู่จิวกำหมัดแน่นเมื่อเห็นอีกฝ่ายออดอ้อนท่านยายทั้งยังเอ่ยคำโกหกอย่างหน้าไม่อายอีก
เมื่อท่านยายซูได้ยินอย่างนั้นก็มองไปที่ลู่จิวแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เมตตาว่า “กลับมาแล้วรึ เจ้าคงขายของเหนื่อยเลยสิท่ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด ยายขอบใจเจ้ามาก ที่เหลือยายจะจัดการเอง”
พอเห็นว่าท่านยายไม่แม้แต่จะตำหนิอีกฝ่ายทั้งยังเอาอกเอาใจลู่จิวจนเกินควร ซูชิงก็เบะปากด้วยความไม่พอใจทันที “ท่านยาย!”
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องโกรธไป ในเมื่อไม่สบาย เช่นนั้นก็เข้าไปพักผ่อนก่อนเถิดประเดี๋ยวยายจะซักเสื้อผ้าพวกนี้ให้เจ้าเอง” ท่านยายซูลูบหลังมือของหลานสาวด้วยความรักใคร่และเมตตาก่อนจะหยิบกระโปรงไปจากมือของหลานสาวและเดินลงบันไดมาเตรียมที่จะเก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายบนพื้นนั้นต่อ
ซูชิงเพียงแค่มองดูท่านยายที่รักและตามใจนางด้วยสายตาพึงพอใจก่อนจะหันไปยิ้มเยาะให้กับลู่จิว รอยยิ้มร้ายกาจยิ่งกดลึกมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นลู่จิวเข้าไปช่วยท่านยาย
“ท่านยายซูไม่ต้อง เดี๋ยวข้าทำเอง” ลู่จิวรีบก้มลงหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่ตรงหน้าตัวเองขึ้นมาแล้วรับกระโปรงมาจากท่านยาย นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดหลานสาวผู้นี้ถึงได้เอาเปรียบกับยายของตัวเองโดยที่ไม่รู้สึกผิดเช่นนี้
พอเห็นว่าลู่จิวอาสาตัวทำแทนท่านยายซูชิงก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอีกครั้ง “ท่านยาย ข้าเพิ่งตื่นยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยบะหมี่นั่นก็เย็นจืดชืดไปแล้ว ท่านช่วยทำอาหารอุ่นๆ ร้อนๆ ให้ข้ากินหน่อยได้หรือไม่”
“ได้สิ ประเดี๋ยวยายจะรีบไปหาอะไรให้เจ้ากินนะ ลู่จิวก็มานั่งกินด้วยกันก่อนเถิดงานพวกนี้ก็ทิ้งไว้ตรงนี้แหละ เจ้าไม่ต้องทำหรอก” ท่านยายซูหันไปมองลู่จิวด้วยความกังวลเล็กน้อย
ทว่าลู่จิวกลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนี้หากว่านางไม่ทำ หลานสาวผู้นี้ก็คงจะผลักภาระงานทุกอย่างให้ท่านยายอยู่ดี แม้จะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่ก็ยังดีกว่าให้หญิงชราที่เมตตาตนต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำงานหนักทั้งที่ตัวเองสุขภาพไม่ดีเช่นนี้“ท่านยายกินก่อนเถิดเจ้าค่ะเอาไว้ข้าจัดการงานพวกนี้เสร็จแล้วจะตามไป”
พอพูดจบแล้วลู่จิวก็ไม่อยู่ตรงนี้ให้เสียเวลาก่อนจะออกแรงเข็นรถลากไปที่ลานบ้าน แล้วจัดการล้างทำความสะอาดของใช้ต่างๆ ในวันนี้รวมถึงตักน้ำใส่ในถังไม้และลงมือซักผ้าให้สตรีผู้นั้นอีกด้วย
‘ไม่นึกเลยว่าท่านยายจิตใจดีถึงเพียงนั้น จะมีหลานสาวนิสัยแย่ขนาดนี้ได้ลู่จิว วันนี้ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ’ หยางน่าอดรู้สึกเป็นห่วงลู่จิวไม่ได้วันนี้นางทั้งลงมือทำอาหารและออกแรงทำงานทุกอย่าง หนำซ้ำกลับมายังต้องรับมือกับเด็กเอาแต่ใจอีกนี่สวรรค์กลั่นแกล้งกันหรืออย่างไร
“ข้าไม่เป็นไร หนักกว่านี้ข้าก็เคยเจอมากแล้ว” ลู่จิวเอ่ยอย่างราบเรียบก่อนจะนั่งซักผ้าต่อไป
.
.
.