จักรพรรดิเซียน

    ตอนที่ 48 เมืองเหมันต์มังกร

    ตอนที่ 48 เมืองเหมันต์มังกร

     

    แดนเหนือนั้นเป็นพื้นที่อันตรายที่สุดในทวีปมังกร สภาพอากาศเลวร้ายสุดขั้ว สัตว์อสูรดุร้ายป่าเถื่อน ต้นไม้หนาทึบชวนหลงทาง ในบรรดาทางใต้,ตะวันออก,ตะวันตกของทวีปมังกร ทางเหนือจัดว่ามีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นรองเพียงใจกลางของทวีปมังกรเท่านั้น ในแดนเหนือ มันมีบ้านเรือนน้อยใหญ่ก่อสร้างตั้งขึ้นเป็นเมืองขนาดย่อมๆ ผู้คนภายในเมืองส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนดั้งเดิมที่ถิ่นฐานบ้านเกิดตั้งอยู่ในแดนเหนือ

     

    ในขณะนี้เอง หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีใต้ผ้าคลุมสีน้ำตาลปกปิดร่างกายมิดชิดกำลังเดินเท้าตรงเข้าสู่เมือง ประตูต้อนรับนั้นแปะป้ายตัวใหญ่โต “เมืองเหมันต์มังกร” เมืองนี้ถูกตั้งชื่อตามคำเรียกขานของคนในภูมิภาคอื่น พวกเขาต่างกล่าวขานแดนเหนือว่า “แดนเหมันต์มังกร” นอกจากจะเป็นสถานที่อันตรายที่สุดแล้ว มันยังเป็นแหล่งรวมผู้ฝึกยุทธมากที่สุดเช่นกัน

     

    เมืองเหมันต์มังกรยังคงมียามเฝ้าประตูเมืองเฉกเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ยามเฝ้าประตูเป็นถึงผู้บรรลุชนชั้นปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง แม้สถานะภายนอกพวกเขาดูเหมือนยาม แต่ทว่า พวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งภายในเมืองเหมันต์มังกรแห่งนี้ เจ้าเมืองให้ความสำคัญด่านประตูเมืองมาก เขาจึงจัดให้ผู้ฝึกยุทธระดับปรมาจารย์มาเฝ้าประตูด้วยตนเอง หาได้ใช่เพราะปรมาจารย์อ่อนแอจนเป็นได้แค่ยามเฝ้าประตูแต่อย่างใด

     

    “สองคน สองเหรียญทองแดง” ยามเฝ้าประตูคนหนึ่งกล่าว

     

    คราวนี้ เป็นฝ่ายของเฟยอวี่ที่ยื่นสองเหรียญทองแดงแก่ยามเฝ้าประตู เจียวอ้าวมิหาญกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก นางพยายามควบคุมตนเองเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา ยิ่งเพราะเป็นโฉมงามด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

     

    ฝ่าเท้าเหยียบย่ำจมลงไปในพื้นขาวโพลนราวข้อตาตุ่ม ปริมาณหิมะในเมืองนับว่าทับถมสูงพอสมควร แดนเหนือที่แสนอันตรายนี้ เมืองเหมันต์มังกรกลับคับคั่งไปด้วยฝูงชนมากหน้าหลายตา คนส่วนใหญ่ในเมืองเหมันต์มังกรล้วนจับกลุ่มเดินทางด้วยกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสิบคน พลังยุทธของคนที่นี่สูงล้ำจนน่าตกตะลึง สังเกตจากการที่เฟยอวี่มิอาจตรวจสอบพลังยุทธของผู้คนแถบนี้ได้เลย

     

    หนึ่งในสิบคน เฟยอวี่จะตรวจสอบได้สักคน แม้ตรวจสอบได้ มันก็เป็นถึงระดับเริ่มต้นขั้นสิบ อยู่เหนือกว่าระดับของเขาเสียอีก! ความแข็งแกร่งของผู้คนในแดนเหนือสูงเกินการคาดการณ์ของชายหนุ่มไปมาก ทันใดนั้น เสียงของการทะเลาะวิวาทก็เกิดขึ้น มีกลุ่มคนสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากัน

     

    “เจ้ากล้าลอบโจมตีกลุ่มวัวแดงข้าขณะล่าสัตว์อสูร!!”

     

    “สามหาว! กล้าใส่สีว่าร้ายกลุ่มข้าพยัคฆ์ดำ! รนหาที่ตาย!”

     

    เสียงกู่ตะโกนของหัวหน้าทั้งสองกลุ่มดังสะท้านลั่น กลุ่มของวัวแดงและกลุ่มของพยัคฆ์ดำมีลูกกลุ่มราวสิบถึงสิบห้าคนไล่เลี่ยกัน เพียงสามลมหายใจ หัวหน้ากลุ่มวัวแดงและหัวหน้ากลุ่มพยัคฆ์ดำพลันโคจรพลังยุทธภายในร่าง กระแสพลังแผ่ซ่านโดยรอบ ปรมาจารย์ขั้นสองทั้งคู่!! พวกเขาทั้งสองต่างทะยานร่างออกวรยุทธที่ร้ายกาจที่สุดของตนเองเพื่อบดขยี้คู่ต่อสู้

     

    สายลมหนาวเหน็บพัดผ่าน ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด หัวหน้ากลุ่มวัวแดงและพยัคฆ์ดำที่กำลังพุ่งจู่โจมเข้าหากัน กลับนิ่งงันดุจก้อนหิน พร้อมกันนั้นที่เสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งดังขึ้น สวบ สวบ สวบ.. เสียงเท้าที่จมไปในกองหิมะดังเป็นระยะๆ หัวหน้ากลุ่มวัวแดงและพยัคฆ์ดำค่อยๆหันไปทางต้นเสียงอย่างเชื่องช้า ใบหน้าของพวกเขาซีดขาวดุจกระดาษ

     

    “ผู้ใดกล้าฝ่าฝืนกฎของเมืองเหมันต์มังกรแห่งนี้ บิดาจะสั่งสอนมัน”

     

    ปรากฏเป็นชายวัยกลางคนยืนตระหง่านดั่งหินผา เครื่องแบบนุ่งห่มเป็นผ้าขนสัตว์ชั้นเลิศ นัยน์ตาเด็ดเดี่ยวนั้นจับจ้องมาทางหัวหน้ากลุ่มทั้งสองคน “กลุ่มข้าวัวแดงมิกล้า มิกล้า… ผู้ใดคิดฝ่าฝืนกฎเมืองเหมันต์มังกรย่อมเป็นพวกตามืดบอดแน่แท้”

     

    “กลุ่มพยัคฆ์ดำมิอาจล่วงเกินผู้คุมกฎ นี่เป็นเพียงการพบปะกับมิตรสหายที่ไม่เจอกันนานเท่านั้น” หัวหน้าพยัคฆ์ดำส่งยิ้มให้กับหัวหน้ากลุ่มวัวแดง สองหัวหน้ายิ้มตอบโต้กันอย่างเป็นมิตร เสแสร้งแนบเนียนราวกับเป็นมิตรสหายกันจริงๆ

     

    “พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่รึ” ชายวัยกลางคนแค่นเสียงเย็นชา เขาโคจรพลังยุทธไว้ที่ฝ่ามือก่อนซัดฝ่ามือทั้งซ้ายและขวาอัดกระแทรกหน้าท้องของหัวหน้าวัวแดงและหัวหน้าพยัคฆ์ดำ อั๊ก! กระแสลมปราณพวยพุ่งสะบัด หิมะที่หนากลบพื้นลอยกระจายดั่งพายุ กระแสพลังยุทธที่แผ่ซ่านออกมานี้ ปรมาจารย์ขั้นแปด!! หนึ่งกระบวนท่าส่งหัวหน้าวัวแดงและหัวหน้าพยัคฆ์ดำลงไปนอนโชกเลือดปางตาย!

     

    เฟยอวี่และเจียวอ้าวจับจ้องเหตุการณ์เบื้องหน้าเงียบงัน หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีหาได้รู้สึกอันใดต่อเหตุการณ์นี้ไม่ มีเพียงความเรียบสงบดั่งผิวน้ำ เฟยอวี่มองหาโรงเตี๊ยมสำหรับพักผ่อน ขณะกำลังเดินหาโรงเตี๊ยม ชายหนุ่มกล่าวอธิบาย “เมืองเหมันต์มังกร มีผู้ดูแลภายในเมืองที่เข้มงวด ผู้คุมกฎเมื่อครู่คอยตรวจตราและสั่งสอนผู้ที่กระทำผิดกฎ และเคร่งครัดในเรื่องทะเลาะวิวาทอย่างมาก มีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้คุมกฎ เห็นว่าเจ้าเมืองของที่นี่เป็นผู้บรรลุสู่จอมยุทธ เขาเป็นคนที่มิอาจตอแยด้วยได้”

     

    “เจ้าล่วงรู้ข้อมูลเหล่านี้มาจากที่ใด?” เจียวอ้าวไต่ถาม นางช่วยเฟยอวี่มองหาโรงเตี๊ยมอีกแรง

     

    “ข้าถามคนที่ร่วมเดินทางมากับเรา ข้อมูลหลายอย่างเป็นประโยชน์มากทีเดียว”

     

    ผู้คนแถบนี้ต่างแข็งแกร่งเหนือคณา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธที่ผจญภัยมาแล้วทั่วทวีป เหลือเพียงการพิชิตแดนเหนือเท่านั้นจึงกล้าโอ้อวดตนว่าเดินทางมาแล้วทั่วทวีปมังกรอย่างแท้จริง!! ในแดนเหนือ ตัวบ้านเรือนน้อยใหญ่ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบ ยากจับสังเกตภายในตัวบ้าน เฟยอวี่จับสังเกตเห็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง “โรงเตี๊ยมเหมันต์” ป้ายโรงเตี๊ยมที่แขวนไว้มีหิมะบางส่วนบดบัง

     

    เฟยอวี่จับมือเจียวอ้าวเดินนำไปทางโรงเตี๊ยมเหมันต์ เมื่อชายหญิงทั้งสองสืบเท้าเข้ามาข้างในโรงเตี๊ยม บรรยากาศช่างอบอุ่นแตกต่างจากข้างนอกโดยสิ้นเชิง ท่านสามารถสังเกตเห็นเตาผิงไฟขนาดใหญ่ที่ผนังห้อง ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้อากาศในโรงเตี๊ยมอบอุ่นถึงเพียงนี้

     

    ชายหนุ่มเดินตรงไปทางโต๊ะรับแขก “เสี่ยวเอ้อ ห้องพักหนึ่งห้องสองคน สำหรับสองปี”

     

    เสี่ยวเอ้อจ้องมาทางบุคคลสองคนใต้ผ้าคลุมน้ำตาลเข้ม “สองคน สองปี แปดเหรียญทอง”

     

    เฟยอวี่ยื่นมือจ่ายแปดเหรียญทอง เสี่ยวเอ้อก็ยื่นกุญแจห้องให้ การเช่าห้องหลักปีในแดนเหนือนั้นถือว่าปกติอย่างมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่นี่ที่เช่าห้องอาศัยอยู่มานานกว่าสิบปี เหตุแตกต่างกันไปในแต่ละคน บ้างถูกอกถูกใจเจ้าเมืองที่เอาใจใส่ดี บ้างถูกใจสภาพแวดล้อมที่หนาวเหน็บ บ้างชอบนิสัยของผู้คนที่นี่

     

    เฟยอวี่และเจียวอ้าวเดินเท้าเข้าห้องที่เช่าไว้ จัดเป็นห้องชั้นเลิศทีเดียว มันเก็บเสียงรบกวน ทั้งสะอาดและมีเครื่องใช้จำเป็นครบถ้วน เหมาะสำหรับการฝึกวรยุทธอย่างยิ่ง ชายหนุ่มถอดผ้าคลุมออก แล้วเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติสีดำ เฟยอวี่หันกายกลับมาทางเจียวอ้าว เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หญิงสาวถกผ้าคลุมหัวลง เผยเส้นผมสีเงินเป็นประกายดั่งแพลตตินั่มยาวประบ่า จุดโดดเด่นที่สุดคงเป็นรอยแผลเป็นตรงหน้าผากของนาง

     

    เจียวอ้าวสะบัดผมเบาๆ นางค่อยๆหรี่ตาขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อหญิงสาวเปิดตาขึ้น นางพลันประสานสายตาเข้ากับเฟยอวี่ซึ่งจ้องนางอยู่ก่อนแล้ว ประหนึ่งโลกใบนี้ถูกผนึก นัยน์ตางดงามดั่งอำพันมองชายหนุ่มนิ่งงัน “บนหน้าข้า มีอะไรติดอยู่รึ”

     

    “ความงามท่านยากจะสรรหาคำใดมาเปรียบ” เฟยอวี่เอ่ยชมขึ้นจากใจจริง เขาสามารถชมใบหน้าดุจนางฟ้านางสวรรค์ได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีเบื่อแม้เพียงน้อย

     

    “ฮึ่มมม” เจียวอ้าวกระแอมเสียงเย็นชา สีหน้าของหญิงสาวไม่มีความสะทกสะท้านใด “เช่าห้องสองปี นี่ท่านต้องการฝึกปรือที่นี่จนถึงการประลองรุ่นเยาว์ของทวีปมังกรจะเริ่มต้นขึ้นเลยหรืออย่างไร ไม่สิ… ระยะเวลาเหลือไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ”

     

    “ข้าคาดการณ์ไว้เช่นนั้น หากมองหาแรงกดดันในการบำเพ็ญตนแล้ว สถานที่เยี่ยงแดนเหนือถือว่าเป็นแรงกดดันที่ดีที่สุด” เฟยอวี่กล่าว ชายหนุ่มทิ้งกายลงบนเตียง “ท่านตั้งเป้าหมายในการทะลวงขั้นสำหรับการเดินทางครั้งนี้ไว้มากเพียงใด”

     

    “ถ้าเป็นไปได้ ข้าต้องการบรรลุระดับเชี่ยวชาญขั้นสูงภายในสองปี”

     

    คิ้วของเฟยอวี่ขมวดชิดมุ่น เป้าหมายที่เจียวอ้าวตั้งเอาไว้ช่างสูงล้ำยิ่ง จากเริ่มต้นขั้นสี่สู่เชี่ยวชาญขั้นสูง… หากทำได้ภายในสองปี นางย่อมเป็นอัจฉริยะอย่างไร้ข้อกังขา!! ทว่า นั่นเปรียบดั่งขุนเขาที่สูงใหญ่จนมองไม่เห็นยอด ด้วยความเร็วการพัฒนาของเจียวอ้าวในตอนนี้ มันยากที่จะไปให้ถึงเป้าหมายภายในสองปี..

     

    ความกังวลพาดผ่านบนใบหน้าของเจียวอ้าวแจ่มชัด ตระกูลเจียวล้วนผลิตลูกหลานอัจฉริยะไร้ต้านที่สามารถสั่นสะท้านทั่วทวีปมังกร นางกลับเป็นปมด้อยเพียงหนึ่งในตระกูลยอดยุทธ มันไม่จัดเป็นปมด้อยเสียทีเดียว แม้เจียวอ้าวจะไร้พรสวรรค์ด้านการฝึกปรือพลังยุทธ อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงด้านความงามของหญิงสาวล้วนแพร่สะพัดไปทั่วทั้งทวีป แต่นี่มิอาจทำให้เจียวอ้าวพึงพอใจได้ สิ่งที่นางต้องการคือกลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธ นางจึงสามารถกล้าอวดโอ้ต่อหน้าท่านปู่!

     

    เจียวอ้าวมีเรื่องหนึ่งติดค้างในใจมาพักใหญ่แล้ว นางเหลือบสายตามองไปทางเฟยอวี่ “เจ้า--เจ้า--ที่เจ้าแต่งงานแล้วนี่ล้วนเป็นความจริง?” สีหน้าของหญิงสาวจริงจังอย่างมาก นางมองเฟยอวี่ไม่ละสายตา นางได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ตั้งแต่พิธีงานจับคู่แล้ว

     

    “เป็นความจริง” เฟยอวี่ตอบเสียงหนักแน่น

     

    “เหตุอันใด เจ้ายังเกี้ยวพาราสีข้า”

     

    เฟยอวี่มองเจียวอ้าวไม่กระพริบตา บนใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏความขึงขังยิ่งยวด “ภรรยาข้าไม่กล่าวตำหนิหากข้าจะมีภรรยาเพิ่ม อีกอย่าง มันมีความไม่แน่นอนมากมายในภายภาคหน้า ภรรยาข้าเข้าใจในส่วนนี้ดี เหมือนเราเพียงตบแต่งกันแค่ในนาม”

     

    “บุรุษโลภมากเช่นท่าน มีรึที่ข้าจะมองไม่ออก” เจียวอ้าวกล่าวเสียงราบเรียบ นางลงไปนอนที่เตียงอีกตัว

     

    “การที่เจ้าเอ่ยถามเช่นนี้ หรือว่า…! เจ้าตกลงปลงใจจะแต่งงานกับข้าแล้วใช่หรือไม่!” เฟยอวี่แย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้นาง สบตากับหญิงสาวนิ่ง

     

    “ไร้สาระ! แต่งงานกับเจ้ารึ! นี่ข้าไปหลงชอบบุรุษโลภมากเช่นเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน? ไม่มีวัน!” เจียวอ้าวเบนหน้าหลบ นางนอนตะแคงขวาพลางครุ่นคิดหลายสิ่งหลายอย่าง นางเป็นกังวลเกี่ยวกับการประลองที่จะถึงในอีกสองปีอย่างมาก “นี่เจ้าน่ะ.. เคยถูกตราหน้าว่าเป็นขยะใช่หรือไม่…”

     

    เฟยอวี่เลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มคาดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะเอ่ยถามเช่นนี้ นี่เห็นได้ชัดว่า เจียวอ้าวยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับรอยแผลเป็นของตนเอง เพราะหากนางปราศจากความงามแล้ว หญิงสาวล้วนไม่มีดีอันใดอีก “ข้าเพียงเคยเป็น ในภายภาคหน้า ทุกผู้คนจำต้องสยบลงแทบใต้เท้าข้า”

     

    วาจาโอหังอวดดีนั้นกลับไม่ได้สร้างความรำคาญใจแก่เจียวอ้าวแม้แต่น้อย นางกลับรู้สึกได้ถึงพลังลี้ลับจากคำพูด ราวกับว่า มันสามารถปลุกกำลังใจผู้คนทำให้คิดต่อสู้กับปัญหาในชีวิตได้อย่างไม่ท้อถอย 

     

    ………………………………………………………..

     

    วิถีชีวิตของคนที่นี่ต่างอาศัยอยู่ในบ้านมากกว่า โดยเวลาต้องการอาหาร พวกเขาล้วนเดินทางกันไปที่ตลาดกลาง ซึ่งจัดตั้งอยู่ที่ปราสาทท่านเจ้าเมือง มันเป็นปราสาทขนาดมหึมาสูงใหญ่กว่าสามสิบเมตร

     

    ข้างในปราสาทจะมีโซนตลาด จัดตั้งไว้ให้ผู้คนในเมืองมาตั้งร้านขายของ โดยมีร้านค้าของท่านเจ้าเมืองรวมอยู่ในนั้น มีตั้งแต่สินค้าหายากไปจนถึงของแจกฟรี แน่นอน ของที่แจกฟรีนั้นจะจำกัดจำนวนในทุกวัน เพื่อป้องกันมิให้มีผู้ใดมารับไปทีเดียวหมด อย่างเช่น แจกจ่ายเนื้อหมูฟรีห้ากิโลกรัมต่อคนต่อวัน ย้ำว่าต่อคน! ต่อให้ครอบครัวหนึ่งมีลูกห้าคน ลูกทั้งห้าสามารถมารับอาหารฟรีนี้ได้เช่นกัน! ด้วยเหตุนี้เอง ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เก่งกาจพอจะหาอาหารจึงสามารถอาศัยอยู่ได้ในแดนเหนือนี้

     

    เฟยอวี่และเจียวอ้าวคราวนี้มิได้ปกปิดตัวตนอีก แทบไม่มีใครที่นี่ที่รู้จักตัวตนของพวกนาง ต่อให้คุ้นหน้าลักษณะของคุณหนูตระกูลเจียวอยู่บ้าง ถึงกระนั้น ย่อมไม่มีใครได้เห็นรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของคุณหนูตระกูลเจียว สืบเนื่องมาจากตระกูลเจียวนั้นกักบริเวณคุณหนูเจียวมาตลอดเวลาสิบปี และข่าวล่าสุดก็เพิ่งเข้าร่วมกับสำนักกระบี่ดาราสวรรค์ มันยากที่นางจะมาปรากฏตัวอยู่แดนเหนือ!

     

    “เจ้ามาหาอะไรกินหรือ?” เจียวอ้าวไต่ถาม

     

    “ทั้งหาของกินและหาข้อมูล” เฟยอวี่กล่าวตอบ ชายหนุ่มพาหญิงสาวเดินตรงมายังบริเวณวางขายเนื้อสัตว์อสูร ที่แห่งนี้ยากจะชุบเลี้ยงสัตว์ใดเพื่อมาฆ่าขาย สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยถึงเพียงนั้น ฉะนั้น เนื้อส่วนใหญ่จึงเป็นเนื้อสัตว์อสูรในพื้นที่แถบนี้ การที่เฟยอวี่มาตลาดกลาง จุดประสงค์หลักคือชนิดของสัตว์อสูร!!

     

    “หมาป่าเหมันต์,หมีเหมันต์,เหยี่ยวหิมะ” เฟยอวี่เอ่ยชื่อสัตว์อสูรในครรลองสายตา เขาสืบเท้าเข้าไปไถ่ถามข้อมูลสัตว์อสูรจากพ่อค้าขาย ถึงวิธีการจัดการ จุดแข็งจุดอ่อน แน่นอน ข้อมูลเหล่านี้มิอาจแพร่หลายได้ พ่อค้าต่างเก็บงำเอาไว้

     

    “เจ้าอยากรู้รึ! ออกไปสู้กับพวกมันสิ!”

     

    คำตอบส่วนใหญ่จากพ่อค้าต่างไม่พึงพอใจในคำถามของเฟยอวี่ ชายหนุ่มละทิ้งความพยายามที่จะได้ข้อมูลในทันที เขาเปลี่ยนมาสังเกตวัตถุดิบที่บรรดาพ่อค้าพากันออกมาทอดขาย “สังเกตจากวัตถุดิบพวกนี้แล้วสืบไปยังลักษณะกายภาพของพวกมัน เพียงเท่านี้ เราย่อมสามารถคาดเดาจุดอ่อนได้พอควร”