ตอนที่๒ เล่นละครตบตา
ท่าเรือราชเศรษฐี ถือเป็ท่าเรือที่สำคัญต่อชุมชนตลาดราชเศรษฐีเป็อย่างมาก เพราะเป็แหล่งส่งสินค้าจากพระนคร วันนี้บริเวณท่าเรือยังคงคลาคล่ำไปด้วยบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่มารอสินค้าของตนเอง ในจำนวนนั้นมีชายวัยกลางคน รูปร่างค่อนข้างอ้วน แววตาดูเป็มิตร
"กราบเถ้าแก่เส็งขอรับ” เสียงเด็กหนุ่มวัยสิบห้าสิบหกดังขึ้นมาจากทางด้านหน้าของเถ้าแก่เส็ง ซึ่งกำลังยืนกำกับงานขนส่งสมุนไพรจีนของตัวเองกับลูกน้องอย่างเข้มงวด
“อั๊วก็นึกว่าตี่เตี๊ยง (ใคร) ที่แท้ก็ลื้อนี่เอง” เถ้าแก่เส็งหันมาทักทายกับช้อย เด็กวัดคนหนึ่งซึ่งเขาขออนุญาตจากหลวงตาแม้น ออกมาทำงานเก็บเงินเผื่อจะได้ก่อร่างสร้างธุรกิจในสักวัน ก่อนเริ่มบทสนทนากับช้อยเถ้าแก่เส็งหันหลังกลับไปสั่งงานลูกน้องจากนั้นจึงหันหน้ากลับมาคุยกับช้อยต่อ
“พวกลื้อขนของของอั๊วดีๆ ล่ะ อย่าให้เสียหาย ไม่งั้นพวกลื้อได้ซี้แหงแก๋” จากแววตาที่เหมือนจะดูเป็มิตรในครั้งแรก กลับกลายเป็แววตาที่ดูดุราวกับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่หวงข้าวของของตนยิ่งกว่าชีวิต ลูกน้องของเถ้าแก่เส็งต่างรู้ดีว่า หากพวกตนขนส่งยาสมุนไพรที่มีค่ามากจนเกิดความเสียหายแล้วล่ะก็ นั่นหมายถึงชีวิตของพวกเขาต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็มีโทษสถานเดียวกัน และยิ่งสมุนไพรหายไปแม้แต่เศษเสี้ยวธุลีเดียว ก็ต้องถูกเถ้าแก่เส็งเล่นงานอย่างหนักเช่นกัน
“ลื้อเตรียมการเสร็จแล้วใช่ไหม?” เถ้าแก่เส็งถามช้อยด้วยสำเนียงแบบจีนๆ แววตาที่ดุเปลี่ยนมาดูเป็มิตรกับเด็กหนุ่มตรงหน้า
“รร..เรียบ..ร้อย...ขขข..ขอรับ” ช้อยตอบพลางพยักหน้า น้ำเสียงของช้อยฟังดูตื่นตระหนก
“ดีมาก...อั๊วเตรียมรางวัลไว้ให้ลื้อแล้ว รับรองลื้อต้องชอบแน่” เถ้าแก่เส็งยิ้มให้ช้อย ก่อนจะหันหลังกลับไปจัดการเื่สินค้าต่อ
ช้อยวิ่งกลับวัดอย่างเร่งรีบเพื่อที่จะกลับไปเตรียมตัวสำหรับแผนการที่ถูกว่าจ้างมาจากเถ้าแก่เส็ง “แฮ่กๆ” ด้วยระยะทางจากท่าเรือมาถึงที่วัดห่างกันไกลพอสมควร ฉะนั้นช้อยจึงเกิดอาการเหนื่อยและหอบออกมา เขาค่อยๆ ปาดเหงื่อที่อยู่บนใบหน้าออกอย่างช้าๆ จนมือที่กำลังปาดเหงื่อไปัักับรอยแผลเป็ตรงปลายคิ้วด้านขวาซึ่งได้มาตอนเหตุฆาตกรรมยกครัว สมัยที่ช้อยเป็เด็กเล็ก ทว่าภาพในวันนั้นเขายังจำได้ดี คนร้ายที่ฆ่าพ่อแม่รวมไปถึงปู่กับย่าของเขา จัดการกับเขาเพียงแค่สร้างาแที่ปลายคิ้วด้านขวาเท่านั้น ส่วนเหตุผลที่มันไว้ชีวิตเขา เด็กหนุ่มก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม?
..................................................................................................................................................................................
ห้องครัวของวัด ตั้งอยู่ห่างจากบริเวณกุฏิกลับไปยังเขตพุทธาวาส ใช้เวลาเดินไปประมาณสิบนาที พอสินมาถึงที่ครัวเขาก็เริ่มก่อไฟในเตาถ่าน จากนั้นก็นำหม้อต้มยามาใส่สมุนไพรที่อาปาของเขาเตรียมไว้ให้ จากนั้นก็ใส่น้ำแล้วก็เริ่มต้ม การต้มยาให้มีประสิทธิภาพและคงสรรพคุณของยาเอาไว้ ต้องใจเย็น จะใจร้อนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นยาจะไม่เข้าที่เข้าทาง
“เอ้า...สินนี่เอง ป้าก็นึกว่าใคร?” ป้าสำลี นางครัวประจำวัดแห่งนี้เอ่ยทักทายสินด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูใจดี เธอกำลังถือห่อยาห่อหนึ่งเข้ามาด้านในห้องครัว
“เมื่อกี้ป้าก็เพิ่งไปซื้อยาที่บ้านของสินมา ถ้ารู้ว่าสินจะมาที่วัดั้แ่แรก ป้าคงวานให้สินช่วยเอายามาให้ป้าไปแล้วนะเนี่ย” ป้าสำลีพูดพลางหัวร่ออย่างเป็กันเอง แสดงว่าคนทั้งสองมีความสนิทกันในระดับหนึ่ง
“ถ้าไม่ว่าอะไร ป้าขอวานให้เอ็งช่วยต้มยาเผื่อป้าด้วยนะ” สินยิ้มให้ป้าก่อนจะพูดว่า
“ได้ครับ” สินเดินไปรับห่อยาในมือของป้าสำลีมาอย่างสุภาพ จากนั้นเขาก็เตรียมหม้อต้มยาอีกใบก่อนจะใส่สมุนไพรลงไปในหม้อ
‘ที่แท้ก็สมุนไพรบำรุงเืลมนี่เอง’ สินคิดในใจ
ในระหว่างที่สินกำลังต้มยาอยู่นั้น ป้าสำลีก็เริ่มบ่นตามประสาคนแก่ขึ้นมา ในมือก็ถือพัดที่ใช้พัดเตาถ่าน มาพัดเพื่อคลายความร้อนให้ตัวเอง
“เมื่อกี้ป้าไปซื้อยาที่ร้านของเถ้าแก่ฮกเฮงมา อีตอนขากลับดั๊นไปปะหน้ากับไอ้แก่เส็ง มันก็ถามป้านะว่าจะเอายาอะไรดี จะลดราคาให้อย่างงั้นอย่างนี้...ถุ้ย!!” ป้าสำลีถุยน้ำหมากที่แกเคี้ยวเอาไว้ตั้งใส่กระโถนใบเล็กๆ จากนั้นป้าก็พูดต่อ
“สมัยก่อนตอนป้าไม่ค่อยมีเงิน จะขอสมุนไพรจากร้านของมันมานิดหน่อย รู้ไหมว่ามันไล่ป้าออกมาอย่างกับหมูกับหมา...ฮึ่ม...ป้าไม่มีวันลืมอย่างเด็ดขาด” ป้าสำลีเริ่มแสดงสีหน้าที่ดูโมโหออกมา สงสัยว่าป้าคงอยากหาคนมาระบายความในใจก็ได้ พอชื่อของเถ้าแก่เส็งลอยเข้ามากระทบกับโสตประสาทของสิน เขาก็เริ่มกำมือทั้งสองข้างแน่น ฟันทั้งสองก็เริ่มกัดกระทบกันจนมันดังกรอดๆ อยู่ สีหน้าและแววตาของสินในเวลานี้ดูน่ากลัวมาก รังสีฆ่าฟันจำนวนมาก ค่อยๆ แผ่ออกมาจากจิตใจของสิน บรรยากาศเริ่มเย็นะเืลง จนป้าสำลีหยุดการพัดให้ตัวเอง
“อูย...ทำไมจู่ๆ มันหนาวแบบนี้วะเนี่ย? เอ้อช่างมันปะไร..มาฟังป้าต่อ เอ็งรู้ไหมว่าป้าตอบมันยังไง?” ป้าสำลีที่กำลังง่วนอยู่กับการเคี้ยวหมาก ไม่ได้หันมามองสินก็ถามสิน
“ไม่รู้ครับ” สินพูดออกมาเบาๆ แววตายังคงเต็มไปด้วยความน่ากลัว น่าขนลุก
“ป้าก็ชูห่อยาของร้านพ่อเอ็งให้ไอ้แก่นั่นดู แล้วป้าก็บอกมันไปว่า กูไม่ซื้อของจากร้านพวกเจ๊กต่ำสถุนของมึงดอก” คำพูดของป้าสำลี ทำให้สินหันไปจ้องมองหญิงชรา แววตาเริ่มเปลี่ยนไปจนบรรยากาศทุกอย่างกลับมาสู่สภาพปกติ
“ไอ้ฉิบหาย...เมื่อกี้ยังหนาวอยู่เลย จู่ๆ ก็กลับมาร้อนอีกแล้ว..เป็เพราะไอ้แก่นั่นเป็แน่ อากาศเลยวิปริตผิดแผกไป”
"ป้าครับ เดี๋ยวผมขอตัวนำยาไปประเคนให้หลวงตาก่อนนะครับ ส่วนยาของป้าอีกสักชั่วโมงนึงก็เทมาดื่มได้เลยนะครับ” สินยิ้มให้ป้าสำลีอีกครั้งแทนคำขอบคุณ
“ไอ้เส็ง” สินพูดชื่อๆ นี้ขึ้นมาพร้อมกับแสยะยิ้มออกมาแลดูน่ากลัว
สินเดินถือยาที่ต้มแล้วใส่ถ้วยกระเบื้องสีขาวใบเล็ก เขาค่อยๆ เดินกลับไปที่กุฏิช้าๆ ไม่เร่งรีบ เหตุผลคือกลัวยาหกก่อนจะไปถึงกุฏิเสียก่อน ระหว่างทางสินััได้ถึงบุคคลคนหนึ่งกำลังจะเดินเข้ามาใกล้กับเขา
“อ้าว นั่นมันไอ้สินมิใช่ดอกรึ?” เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านหลังของสิน เมื่อเขาหันกลับไปก็พบกับเด็กหนุ่มวัยเดียวกับสิน เพียงแค่ได้ยินเสียงของมัน สินก็ไม่มีวันลืมเหตุการณ์ในวันที่ของต้องตายด้วยความคั่งแค้น และทนทุกข์ทรมานอยู่ในอสุรกายภูมิอยู่หลายล้านปี
‘ไอ้ช้อย...ไอ้สารเลว’ ใบหน้าที่คุ้นเคยของมัน เขายังคงจำได้ดี ใบหน้าที่มี่รอยแผลเป็อยู่ตรงหางคิ้วขวา แววตาแลดูเ้าเล่ห์ ผิวพรรณของมันดูคล้ำ เนื่องจากเขาทำงานรับจ้างขนสมุนไพรจากท่าเรือมาส่งที่ร้านยา
“ก็นึกว่าใคร ไอ้ช้อยนี่เอง” สินพยายามข่มอารมณ์ที่อยากจะฆ่าไอ้ช้อยให้ดูเป็ปกติที่สุด เสมือนเขาไม่เคยจำได้ว่าถูกมันทรมาน ย่ำยีอย่างไร ขืนแผ่รังสีฆ่าฟันในเวลานี้ ไอ้ช้อยคงััได้และแผนการที่เขาจะล้างแค้นกับมันเป็อันต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน
“เอ็งกำลังจะเอายาไปให้หลวงตารึ?” ช้อยถามสินในขณะที่สายตาของเขาจ้องมองมาทางสิน ด้วยสายตาที่ดูยียวนกวนประสาท สินยิ้มให้มันก่อนจะพูดด้วยท่าทีที่ดูกวนประสาทกลับไปบ้างว่า
“เปล่า..ข้าต้มให้พ่อแม่กับปู่ย่าของเอ็งกินน่ะ ฮ่าๆ” ไอ้ช้อยถึงกับยืนอึ้งเมื่อได้ยินสินพูดจาล้อมันแถมยังลามปามถึงบรรพบุรุษของมัน เสมือนเป็การแตะเกล็ดย้อนของมันเข้าอย่างจัง ณ เวลานี้มันยืนใบ้รับประทานอยู่อย่างนั้น คงคาดไม่ถึงล่ะสิว่าสินที่เป็เพื่อนรักกับมันมาตลอด จะกล้าแตะเกล็ดย้อนของมัน
“เห้ย...เป็อะไรไปวะ ข้าแค่ล้อเอ็งเล่นเท่านั้นเอง” สินยังคงแสดงสีหน้ากวนประสาทอยู่อย่างนั้น แต่ไอ้ช้อยกลับไม่ขำเหมือนทีแรก มันเดินหันหลังกลับยังที่พักของมัน ไม่พูดไม่จากับสินอีก
‘สะใจจริงเว้ย ฮ่าๆๆ’ สินหัวเราะเสียงดังขึ้นในใจ แม้ไม่ต้องลงมือทำร้ายทางร่างกาย เพียงแค่คำพูดก็ทำร้ายช้อยให้เป็แบบนี้ไปแล้ว สินเชื่อว่าคำพูดของเขา คงเพิ่มแรงจูงใจในการทำลายร้านยาของพ่อแม่สิน ไม่มากก็น้อย
“คืนนี้กูจะแสดงละครตบตามึงให้สนุกไปเลย ฮ่าๆ”
...................................................................................................................................................................
ค่ำคืนที่ดูเหมือนจะเงียบสงบของชุมชนตลาดราชเศรษฐี กลับถูกเสียงกรีดร้องของคนหลายคนดังขึ้นมาทำลายความเงียบสงบ
“กรี๊ด...ไฟไหม้...ไฟไหม้แล้ว” เสียงร้องโวยวายของชาวชุมชนดังไปทั่วอาณาบริเวณชุมชนตลาดราชเศรษฐี ภาพเพลิงไหม้เบื้องหน้าส่งรังสีความร้อนออกมาอย่างบ้าคลั่ง อุบัติเหตุครั้งนี้ผู้ที่พบเห็นเป็คนแรกบอกว่าเปลวไฟเริ่มลุกไหม้มาจากร้านขายยาของเถ้าแก่ฮกเฮง พอเขาเห็นก็รีบะโเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก จนชาวบ้านแถวนั้นรีบวิ่งออกมาดู บางคนก็เริ่มสติแตกกระเจิง กรีดร้องด้วยถ้อยคำที่ฟังไม่เป็ภาษา บ้างก็รีบขนของหนีตายกันจ้าละหวั่น ส่วนคนที่ครองสติได้ก็รีบสั่งให้ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้นเร่งรีบนำน้ำมาดับไฟ สินที่ได้ข่าวไฟไหม้จากช้อยก็รีบมุ่งหน้ามาที่บ้านของตน เปลวไฟสีส้มที่โหมกระหน่ำ มันเจิดจ้าราวกับกลางวัน วินาทีนั้นสินแกล้งทำเป็ยืนนิ่ง เล่นละครตบตาให้เนียนที่สุดว่าตนกำลังทำอะไรไม่ถูก เขาพยายามปั้นสีหน้าให้ออกมาดูใมากถึงมากที่สุด
"ไอ้สิน!!” ช้อยะโเรียกชื่อของเด็กหนุ่มเพื่อเรียกสติ แต่สินก็แสดงละครทำเป็ไม่สนใจ ประหนึ่งจิตหลุดลอยออกไปหมดแล้ว
“เพี๊ยะ” ช้อยตบเข้าไปที่ใบหน้าของสินอย่างจัง พอถูกตบสินก็ทำเป็นำมือข้างขวามาจับที่ใบหน้าของตน เขาค่อยๆ หันมามองช้อย
“นี่ข้าฝันไปรึเปล่า? มันไม่ใช่ความจริงใช่หรือไม่?” สินแกล้งร้องะโโวยวายออกมา ช้อยพยักหน้าและปั้นแสดงสีหน้าที่แสดงออกถึงความจริงถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแทนการตอบ สินแกล้งวิ่งเข้าไปในร้านหมายจะช่วยชีวิตของพ่อกับแม่ของตน แต่ก็ถูกช้อยจับตัวเอาไว้ ทุกครั้งที่สินพยายามดิ้น ช้อยก็จะใช้แรงดึงสินเอาไว้ในอ้อมกอดจากด้านหลังให้แน่นกว่าเดิม
“ปล่อยกูเดี๋ยวนี้นะไอ้ช้อย” สินะโแหกปากราวกับคนเสียสติในสายตาของช้อย
“เพี๊ยะ!!” ช้อยตบไปที่ใบหน้าของสินสองสามที มันแสร้งทำเป็ตบเรียกสติ ให้สินใจเย็นๆ แต่แท้ที่จริงแล้วเขาเพียงแค่อยากตบหน้าของสินเพื่อเอาคืนกับการล้อเล่นเื่พ่อแม่และปู่ยาของมัน
‘แหม..ได้โอกาสที ตบกูหลายฉาดเลยนะ...ไม่เป็ไรกูค่อยคิดบัญชีมึงทีหลัง’ สินคิด พลางใช้มือจับไปที่ใบหน้าอีกครั้ง คราวนี้สินเริ่มร้องไห้ออกมาเสียงดัง จนช้อยต้องพูดขึ้นมาว่า
“มึงตั้งสติหน่อยสิวะ” ช้อยแอบยิ้มที่มุมปาก แต่มันก็หารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของสินเรียบร้อย แน่นอนรวมไปถึงรอยยิ้มที่ชั่วร้ายของช้อย ช้อยมันคงคิดว่าสินเสียสติไป คงไม่ได้สังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากนี้
"กูจะไม่ยอมปล่อยให้มึงตาย เพราะมึงคือเพื่อนคนเดียวของกู” ช้อยทำเป็กล่าวด้วยเหตุผล แต่ดูเหมือนว่าสินจะไม่ยอมฟัง สุดท้ายช้อยก็ะโเรียกให้ชาวบ้านแถวนั้นมาช่วยกันจับตัวสินเอาไว้ ไม่ให้คิดสั้นหรือพยายามบุ่มบ่ามเข้าไปในกองเพลิงตามลำพัง
เมื่อทะเลเพลิงสงบลง บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบมีด้วยกันเกือบสิบหลัง แต่หลังที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดก็คือร้านขายยาของเถ้าแก่ฮกเฮง สภาพบ้าน ณ เวลานี้กลายเป็ตอตะโกไปหมด
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปในบ้านซึ่งเขาสามารถััได้ถึงไอร้อนที่ยังคงระอุอยู่ สินดึงความรู้สึกจากห้วงความทรงจำในชีวิตครั้งก่อนออกมาทั้งหมด ดังนั้นช้อยจึงเห็นว่าสินดูปวดร้าวจนจิตใจพังทลายลงมา
‘ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้า ทีนี้มึงเข้าใจหัวอกคนที่ไม่มีพ่อแม่แบบกูแล้วหรือยัง? ไอ้สวะ’ ช้อยมองดูสินที่เดินเข้าไปใกล้กับวัตถุที่ดูคล้ายกับร่างของคนในสภาพดำปิดปี๋ ช้อยเดาว่านั่นคงเป็ร่างของเถ้าแก่ฮกเฮงและแม่ของสิน
“อ้าก....” สินร้องะโออกมาอย่างบ้าคลั่ง ส่วนช้อยก็หัวเราะอย่างสะใจอยู่ในใจของตน
“ไอ้สิน ตัดใจเสียเถิด เถ้าแก่กับคุณน้าก็ไปสบายแล้ว อีกสักประเดี๋ยวหลวงตาก็คงจะมาถึง” ช้อยแกล้งทำเป็ แสดงสีหน้าที่ดูเศร้าไม่ต่างจากสินที่แกล้งตีหน้าเศร้าเช่นกัน จนชาวบ้านแถวนั้นที่มายืนดูเหตุการณ์ต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่า สินช่างน่าสงสาร น่าเวทนายิ่งนัก