“นายน้อย นายน้อยขอรับ ท่านอย่าเป็อะไรไปนะขอรับ หากท่านเป็อะไรไปบ่าวจะมีหน้าไปพบฮูหยินได้ยังไง”
“คุณหนู คุณชาย พวกท่านตื่นสิเ้าคะ ถ้าท่านตื่นข้าจะให้ท่านกินถังหูลู่คนละหนึ่งไม้เลยนะเ้าคะ ฮือ...พี่เจี้ยนจง พวกเราจะทำยังไงกันดี ทำไมนายน้อยกับคุณหนูถึงหลับไปนานเช่นนี้เ้าคะ”
ลี่เจี้ยนจงกับลี่จิงจิงเป็พี่น้องที่ถูกบิดานำมาขายเพราะอยากได้เงินไปส่งเสียลูกชายคนโตให้ได้เรียนหนังสือ สองพี่น้องถูกมารดาของมู่หรงเฉินซื้อตัวมาจากตลาดค้าทาส โดยนางได้นำทั้งสองไปฝากให้สหายสนิทเลี้ยงดูและช่วยฝึกวรยุทธ์ให้เพื่อหวังจะให้ทั้งสองเป็ผู้ติดตามของบุตรชายโดยปิดบังไม่ให้คนสกุลมู่หรงได้รับรู้
ก่อนที่มารดาของมู่หรงเฉินจะจากไป นางได้มอบสัญญาขายตัวของลี่เจี้ยนจงและลี่จิงจิงไว้ให้ลูกชาย และบอกกับลูกชายเป็นัยว่าเมื่อใดที่ลูกชายต้องออกจากจวนค่อยให้ลูกชายไปพาบ่าวรับใช้สองคนนี้ให้ติดตามไปด้วย เมื่อก่อนมู่หรงเฉินไม่เข้าใจเจตนาของมารดานัก แต่มาวันนี้เขาเข้าใจแล้ว
เสียงเรียกของชายหญิงปลุกให้เด็กน้อยทั้งสี่คนตื่นขึ้นมา
“พี่จิงจิง พี่เจี้ยนจง พวกท่านร้องไห้ทำไมเ้าคะ” มู่หรงฝูเยว่ถามขึ้น นางมองไปรอบๆ ก็เห็นน้องสาวกับน้องชายกำลังนอนหลับอยู่ “น้องๆ แกล้งพวกท่านอีกแล้วหรือเ้าคะ”
“คุณหนูใหญ่!” ลี่จิงจิงกอดเด็กน้อยไว้อย่างดีใจ “ในที่สุดคุณหนูก็ตื่นแล้ว”
“ข้าก็ตื่นแล้วเ้าค่ะพี่จิงจิง” มู่หรงฮุ่ยชิวตื่นขึ้นมาแล้ว
“ข้าก็ตื่นแล้วเช่นกัน พี่จิงจิงดีใจไหมเ้าคะ” มู่หรงเข่อชิงก็ตื่นตามมาอีกคน
“ท่านแม่...ท่านแม่เล่าขอรับพี่จิงจิง ท่านแม่ไปไหนทำไมข้าไม่เห็นท่านแม่เลย เมื่อคืนข้าฝันร้าย ฝันว่าท่านแม่ทิ้งพวกเราไป พี่จิงจิง พี่เจี้ยนจง ท่านแม่อยู่ที่ไหนขอรับ ข้าจะไปหาท่านแม่” มู่หรงเฉิงเยี่ยนตื่นมาก็ทำท่าจะร้องไห้ “พี่สาว…เราไปตามหาท่านแม่กันเถิดขอรับ”
ลี่เจี้ยนจงกับลี่จิงจิงทำหน้าลำบากใจ พวกเขามองดูหนูน้อยทั้งสี่ด้วยความสงสาร พวกเขาจะบอกได้อย่างไรว่ามารดาของหนูน้อยทิ้งพวกเขาไปแล้ว ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดอะไรไม่ออกอยู่นั้นมู่หรงเฉินก็ตื่นขึ้น
“เยี่ยนเอ๋อ เ้าจะร้องไห้ทำไม เกิดเป็ลูกผู้ชายห้ามร้องไห้” มู่หรงเฉินบอกกับลูกชาย
“ท่านพ่อขอรับ ข้าไม่เห็นท่านแม่ ท่านแม่ไปไหนแล้วขอรับ” มู่หรงเฉิงเยี่ยนพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ตามคำสั่งของบิดา แต่เขาก็ยังถามถึงมารดาไม่หยุด
“ท่านแม่ของเ้าไม่อยู่แล้ว ต่อไปพวกเ้ามีแต่พ่อ”
มู่หรงฮุ่ยชิว มู่หรงเข่อชิง และมู่หรงเฉิงเยี่ยนได้ยินก็ร้องไห้ออกมาทันที มีเพียงมู่หรงฝูเยว่เท่านั้นที่ไม่ได้ร้องไห้
“ท่านแม่จะไม่กลับมาหาพวกเราแล้วใช่ไหมเ้าคะ” มู่หรงฝูเยว่ถามบิดา
“นางจะไม่กลับมาแล้ว ต่อไปนี้นางกับเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก” มู่หรงเฉินตัดสินใจบอกความจริง ถึงแม้ลูกของเขาจะมีอายุเพียงแค่สี่ขวบ และคิดว่าเด็กคงไม่เข้าใจคำว่าหย่าร้าง แต่เขาก็ต้องบอกความจริงออกไป เขาไม่อยากหลอกลวงให้ลูกๆ มีความหวังไปวันๆ เพราะบอกให้เด็กน้อยทั้งสี่คนรับรู้ถึงการจากไปของมารดาเสียั้แ่วันนี้ เด็กน้อยทั้งสี่คนจะได้ปรับตัวได้
“ท่านพ่อกับท่านแม่หย่ากันแล้วหรือเ้าคะ ท่านแม่ทิ้งเราไปแล้วใช่ไหมเ้าคะ” มู่หรงฝูเยว่ถามต่อ
มู่หรงเฉินมองลูกสาวอย่างใ “เ้ารู้เื่นี้ได้ยังไง
“ท่านแม่บอกกับข้าอยู่ทุกวันว่าสักวันท่านแม่จะหย่ากับท่านพ่อ และท่านแม่จะตัดขาดกับพวกเราทั้งสี่คนด้วย ข้าเคยนำเื่นี้ไปถามกับหลายๆ คนก็เข้าใจแล้วว่าการหย่าร้างคือท่านพ่อกับท่านแม่จะไม่กลับมาอยู่ด้วยกันอีก พวกท่านจะกลายเป็คนไม่รู้จักกันในอนาคต และเราจะเป็ลูกของท่านพ่อแค่คนเดียวเ้าค่ะ”
มู่หรงฝูเยว่เป็แฝดคนโต มีความเป็ผู้ใหญ่เกินวัยและฉลาดมาก มู่หรงฮุ่ยชิวแฝดคนที่สองและมู่หรงเข่อชิงแฝดคนที่สามมีความสดใสร่าเริงและเชื่อฟังพี่สาวคนโตมาก ส่วนมู่หรงเฉิงเยี่ยนเป็แฝดคนที่สี่และเป็แฝดชายคนเดียว เป็เพราะเขาเป็น้องเล็กของบ้านจึงได้รับการดูแลเอาใจใส่จากทุกคนมากที่สุด จึงทำให้เขามีนิสัยขี้อ้อนและเอาแต่ใจอยู่บ้าง
“ท่านแม่เคยบอกกับเ้าอย่างนี้มานานแล้วหรือ” มู่หรงเฉินนึกสมเพชตัวเองที่ไม่เคยระแคะระคายกับเื่นี้มาก่อน
“ต่อไปข้ากับน้องๆ จะอยู่กับท่านพ่อและจะดูแลท่านพ่อเองเ้าค่ะ พวกเราจะไม่ทิ้งท่านไปอย่างแน่นอน” มู่หรงฝูเยว่จับมือบิดา “ท่านพ่อไม่สบายต้องรีบรักษาตัวให้หายนะเ้าคะ”
มู่หรงฮุ่ยชิวและมู่หรงเข่อชิงเห็นพี่สาวจับมือบิดาไว้และได้ยินว่าบิดาไม่สบาย แฝดทั้งสองก็เข้าไปนั่งข้างบิดาอย่างรู้ความ
“ไม่เอา! ข้าจะเอาท่านแม่ ข้าจะอยู่กับท่านแม่ ท่านพ่อ...ท่านรีบไปตามท่านแม่กลับมาสิขอรับ ข้าไม่อยากกลายเป็เด็กที่ไม่มีแม่” มู่หรงเฉิงเยี่ยนร้องไห้เสียงดัง
“หากไม่มีท่านแม่แล้วเ้าอยู่กับพ่อไม่ได้หรือ เ้าก็ไม่้าพ่อเหมือนกันหรือเยี่ยนเอ๋อ” มู่หรงเฉินพูดกับลูกชายอย่างใจเย็น เพราะเขารู้จักนิสัยลูกชายดีว่าลูกชายเป็คนชอบให้ใช้ไม้อ่อน การจะโน้มน้าวให้มู่หรงเฉิงเยี่ยนเชื่อฟังต้องใช้ไม้อ่อนเท่านั้น
มู่หรงเฉิงเยี่ยนมองบิดานิ่ง เมื่อเห็นว่าบิดาดูจะไม่สบายมากเขาจึงเลิกร้องไห้และตอบไม่เต็มเสียงนัก “ข้าต้องอยู่กับท่านพ่ออยู่แล้ว แต่ข้าก็อยากอยู่กับท่านแม่ด้วยขอรับ”
“เฉิงเยี่ยน! ท่านแม่จะไม่กลับมาหาพวกเรา ท่านแม่ทิ้งเราไปแล้ว ต่อไปเราจะมีแต่ท่านพ่อ เข้าใจไหม” มู่หรงฝูเยว่บอกน้องชาย
“แต่ว่า...” มู่หรงเฉิงเยี่ยนเห็นพี่สาวดุตนก็ไม่กล้าพูด
“พวกเ้าทั้งสี่คนฟังพ่อ ตอนนี้พ่อกับแม่ไม่สามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้อีกแล้ว ต่อไปพวกเ้าต้องอยู่กับพ่อ และพ่อสัญญาว่าจะไม่ทิ้งพวกเ้าไปไหน และในอนาคตถ้าพวกเ้าโตพอที่จะตัดสินใจได้เองแล้ว ถึงตอนนั้นถ้าพวกเ้าอยากกลับไปหาท่านแม่ พ่อก็จะไม่ห้าม” มู่หรงเฉินบอกกับเด็กๆ เพราะเขาคิดว่าอย่างไรสายสัมพันธ์ระหว่างมารดากับบุตรคงแยกจากกันไม่ได้ เมื่อเด็กน้อยทั้งสี่โตขึ้นจนรู้ความ หากพวกเขาอยากไปอยู่กับมารดาตัวเขาก็จะไม่ห้ามลูก แต่ตอนนี้คงเป็ไปไม่ได้ เพราะภรรยาบอกกับเขาอย่างชัดเจนแล้วว่านางไม่้าเด็กๆ พวกนี้อีกแล้ว
“คุณหนู คุณชาย ตอนนี้ท่านพ่อไม่สบาย พวกเราให้ท่านพ่อได้พักผ่อนก่อนดีหรือไม่เ้าคะ” ลี่จิงจิงบอกกับเด็กน้อยทั้งสี่
“ท่านพ่อนอนพักก่อนเถิดเ้าค่ะ ข้าจะดูแลน้องๆ ให้เอง” มู่หรงฝูเยว่อาสา
มู่หรงเฉินยิ้มให้ลูกๆ ก่อนที่เขาหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย เวลานี้เส้นลมปราณของเขากำลังถูกปิดกั้น หลังจากที่เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาคงกลายเป็ผู้ชายที่ไร้วรยุทธ์และเป็ผู้ชายอ่อนแอที่ไม่สามารถทำงานหนักได้อีกแล้ว วันเวลาที่กำลังจะมาถึงช่างมืดมนเหลือเกิน
ทางด้านมู่หรงเฉินที่กำลังเจอกับมรสุมชีวิตและวิกฤติครั้งใหญ่ แต่หยุนหนิงเอ๋อกลับกำลังปรึกษากับครอบครัวของท่านลุงใหญ่ถังเพื่อเตรียมหาเงินอยู่อย่างกระตือรือร้น
“ลุงใหญ่เ้าคะ ข้ามีเื่อยากมาปรึกษา” หยุนหนิงเอ๋อทำท่าทางจริงจัง
“ทำไมหรือ เ้าถูกคนพวกนั้นทำร้ายอีกแล้วหรือ ไป...ไปกับลุง ลุงจะพาเ้าไปฟ้องร้องกับทางการเอง” ลุงใหญ่ถังเตรียมตัวจะลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเข้าเมือง แต่ก็ถูกมือของหลานสาวฉุดไว้เสียก่อน
“ไม่ใช่เื่นั้นเ้าค่ะ ข้ามีเื่สำคัญอยากปรึกษา คือ...ข้าเห็นว่าพี่เปียวต้องเอาฟืนเข้าไปขายในเมืองทุกวัน ข้าก็เลยอยากฝากของบางอย่างเข้าไปขายน่ะเ้าค่ะ”
“เ้าอยากเอาอะไรเข้าไปขายล่ะ ข้าช่วยเอาไปขายให้เ้าได้” หยุนเปียวรีบขันอาสา “่นี้เ้าขึ้นเขาไปเก็บของป่ามาอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ปักลวดลายสวยงามออกมาห้าผืน นางเลือกลายปักที่ดูธรรมดาที่สุดออกมาแล้ว แต่เมื่อทุกคนได้เห็นกับตกตะลึง
“เ้าปักผ้าพวกนี้เองหรือหนิงเอ๋อ” ไฉซื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาดูอย่างระวัง “ผีเสื้อทำไมมันดูเหมือนจริงอย่างนี้เล่า”
ผ้าเช็ดหน้าผืนที่ไฉซื่อหยิบไปดูเป็ลายผีเสื้อเกาะอยู่บนดอกไม้ ที่มันแลดูเหมือนจริงก็เป็เพราะฝีมือของหยุนหนิงเอ๋อ และอีกเหตุผลหนึ่งคือเพราะสีสันของด้ายที่นางใช้นั้นมีให้เลือกหลายเฉดสีมากกว่าด้ายที่มีขายในยุคนี้ ทำให้ผีเสื้อออกมาสมจริงมาก
“ลายผลผูเถา[1] ก็สวยมากเ้าค่ะท่านแม่” เฉาหลันหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายผูเถาสีม่วงที่มีเถาของต้นเลื้อยอยู่อย่างงดงามตามขอบของผ้าเช็ดหน้าสีขาว ทำให้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ดูงดงามและมีราคามาก
“ข้าไม่นึกเลยว่าเ้าจะมีฝีมือปักผ้าที่ดีขนาดนี้” ไฉซื่อวางผ้าเช็ดหน้าลงอย่างเบามือเพราะกลัวว่าตนจะทำผ้าเช็ดหน้าของหลานสาวพังไปเสียก่อน
“พี่เปียวเ้าคะ ท่านคิดว่าผ้าเช็ดหน้าของข้าจะขายได้หรือเปล่าเ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อหันไปถามหยุนเปียว
“ข้ากลัวว่ามันจะไม่พอขายเสียมากกว่าน่ะสิ แต่ว่าหนิงเอ๋อ ข้าไม่รู้ราคาของผ้าปักหรอกนะ ถ้าเ้าให้ข้าเอาไปขายข้ากลัวว่าจะถูกคนกดราคาเอาน่ะสิ” หยุนเปียวพูดอย่างลำบากใจ
“เช่นนั้นข้าขอเข้าเมืองไปกับท่านได้หรือไม่เ้าคะ”
“ได้สิข้าพาเ้าเข้าเมืองได้ พรุ่งนี้ต้นยามเหม่า[2] เ้าไปรอข้าที่ทางเข้าหมู่บ้านก็แล้วกัน” หยุนเปียวรับคำ
หยุนหนิงเอ๋อยิ้มอย่างดีใจ แต่พอนางมองไปเห็นสีหน้าของเฉาหลัน “ข้าสอนงานปักให้พี่สะใภ้ได้นะเ้าคะ แต่ว่า...อุปกรณ์กับผ้าข้าไม่มีเหลือพอให้ท่านยืมได้จริงๆ เพราะด้ายกับผ้าที่ข้ามีมันเหลือไม่มากแล้ว”
“ไม่เป็ไรหนิงเอ๋อ ข้าไม่ค่อยถนัดงานปัก ข้าแค่ตัดเย็บเสื้อผ้าง่ายๆ ใส่ได้เท่านั้น” เฉาหลันพูดอย่างเขินอาย
หยุนหนิงเอ๋อยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดของพี่สะใภ้ ความจริงแล้วนางก็กังวลอยู่เหมือนกันว่าหากมีคนอยากเรียนปักผ้าแล้วนางจะต้องตอบว่ายังไง เพราะผ้ากับเส้นด้ายนั้นนางนำมาจากในมิติ เื่นี้นางย่อมบอกใครไม่ได้แน่
“ความจริงแล้วข้ายังมีอย่างอื่นที่สร้างรายได้ให้เราได้เหมือนกัน เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เ้าคะพี่สะใภ้ เรามาทำอาหารไปขายกันดีกว่า ถ้าเราทำอาหารไปขาย เราก็ไม่จำเป็ต้องเข้าเมืองด้วยตัวเอง เราสามารถให้พี่เปียวไปขายคนเดียวได้”
“แล้วเราจะทำอะไรไปขายหรือ” เฉาหลันถามอย่างสนใจ ขอแค่ไม่ใช่งานปักอย่างอื่นนางคิดว่านางทำได้
“หมี่กรอบเ้าค่ะ”
____________________
[1] ผูเถา คือ องุ่น
[2] ยามเหม่า คือ เวลา 5.00 – 6.59 น.