ชื่อของวิชาทำให้ผู้เฒ่าสามคนในลานทรุดนั่ง
ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมหาเวทย์โลหิตกลืนิญญาแต่คนชายแดนรู้เื่เล่าของหมู่บ้านซึ่งพบเพียงเสื้อผ้ากับเรือนว่างหลังหมอกแดงผ่านบ้างว่าเป็โรค บ้างว่าโจรูเาผู้เฒ่าโม่เพิ่งทำให้เื่เล่าเ่าั้มีชื่อเดียวกัน
“ยิ่งฆ่ามาก มันยิ่งแข็งแกร่ง” ชายชรากล่าว “เืเลี้ยงร่างิญญาเลี้ยงค่ายกล ผู้ใช้วิชานี้มิได้สะสมเพียงปราณหากสะสมความตายของผู้อื่นไว้ในตน”
หญิงผู้หนึ่งกอดบุตรแน่นขึ้น “เช่นนั้นเรายิ่งต้องหนี”
“ออกประตูไปก็พบมัน” ชายเฝ้ายามค้าน “ศพอยู่บนทางเหนือใครรับรองว่าทางใต้ไม่มี”
“อยู่ก็รอให้มันดูด!”
เสียงโต้เถียงลามทั่วลาน ผู้ใหญ่บ้านตีฆ้องหนึ่งครั้งทุกคนเงียบลงเพียงชั่วครู่ ก่อนความกลัวจะผลักคำถามชุดใหม่ขึ้นมา
ไปทางใด
พาใครก่อน
ทิ้งคนป่วยหรือไม่
เผาเสบียงเพื่อไม่ให้ศัตรูได้ไปหรือเก็บไว้รอดฤดูหนาว
เยี่ยซิงเหอยืนข้างบ่อ ฟังทุกคำโดยไม่รีบตอบการตัดสินใจของเขาคนเดียวไม่อาจพาคนทั้งหมู่บ้านหนีและเขาไม่มีสิทธิ์สั่งให้ผู้ใดอยู่ตายเพียงเพราะศัตรูตามรอยของตน
ผู้เฒ่าโม่กลับเงียบกว่าทุกครั้ง
“ท่านรู้จักวิชานี้มานานเพียงใด” เยี่ยซิงเหอถาม
ชายชราไม่มองเขา“นานพอจะรู้ว่าการวิ่งโดยไม่รู้ขอบเขตค่ายกลคือการเอาชื่อไปส่งถึงแท่นสังเวย”
“ข้ามิได้ถามว่าควรวิ่งหรือไม่”
“ข้ารู้”
“เหตุใดจึงไม่บอกก่อนดาวดับ”
ผู้เฒ่าโม่ใช้นิ้วลูบหัวไม้เท้า“เพราะตอนนั้นข้ายังหวังว่าร่องรอยจะผ่านไปหวังว่าปิดชื่อเ้าไว้แล้วคนอื่นจะไม่ต้องรู้จักสิ่งนี้”
“แต่ค่ายกลล้อมทุกคน มิได้ล้อมข้าคนเดียว”
“นั่นคือสิ่งที่ข้าคิดผิด”
คำยอมรับตรง ๆ ทำให้เยี่ยซิงเหอไม่มีที่วางความโกรธเขายังไม่ให้อภัยการปิดบังแต่ยามนี้การเอาชนะผู้เฒ่าโม่ด้วยคำถามไม่ช่วยชีวิตผู้ใด
ผู้ใหญ่บ้านก้าวเข้ามา “หากจะตัดสินใจเราต้องรู้ว่ามันดูดได้อย่างไร”
“พาไปดูคนที่จับได้” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
นักฆ่าซึ่งกัดยาตัดจิตถูกมัดไว้ในยุ้งหิน ข้อมือ ข้อเท้าและอกพันด้วยเชือกชุบเกลือ รอบตัวมีขี้เถ้าสามวง เขายังหายใจ แต่ดวงตาว่างเปล่าไม่ตอบแม้ถูกเรียก
อีกคนใต้ป่าสนยังถูกแนวผนึกกักไว้ผู้เฒ่าโม่ไม่ย้ายออกมาเพราะเกรงว่าทั้งสองจะใช้ตราเชื่อมกัน
เมื่อคนกลุ่มเล็กเข้ายุ้ง นักฆ่าบนพื้นพลันสูดลมหายใจยาว
เส้นเืดำบนคอเต้นเป็จังหวะเดียวกับม่านแดงนอกหน้าต่าง
“ถอยจากวง” ผู้เฒ่าโม่สั่ง
ทุกคนถอย
รอยแดงเล็ก ๆ ซึมขึ้นจากร่องหินใต้ตัวนักฆ่ามันไหลผ่านขี้เถ้าวงแรก ขี้เถ้าดำเป็ถ่าน ผ่านวงที่สอง เชือกชุบเกลือส่งเสียงซ่าแล้วหยุดหน้าวงที่สาม
นักฆ่ากระตุก แก้มซึ่งซีดพลันมีสีเืแห้งที่มุมปากไหลย้อนกลับเข้าไป รอยช้ำใต้ไหปลาร้าซ้ายยุบลงอย่างรวดเร็ว
อาเหวินกำหอก “มันกำลังรักษาตัว”
“ด้วยเืที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้” ผู้เฒ่าโม่ตอบ
เยี่ยซิงเหอนึกถึงศพบนทาง “มันดูดจากชายตัดฟืน?”
“จากสิ่งที่ค่ายกลเก็บไว้หลังดูดชายผู้นั้น”
นักฆ่าลืมตา
แววตาซึ่งเคยว่างกลับมา แต่ไม่เหมือนเดิมรูม่านตาขยายดำจนแทบกลืนตาขาว เขามองคนรอบวงเหมือนมองถุงเื มิใช่มนุษย์
“ปล่อยข้า” เขากล่าว
เสียงนั้นมีอีกหลายเสียงซ้อนอยู่ ทั้งชาย หญิง และเด็กแ่จนฟังไม่เป็คำ
ผู้ใหญ่บ้านหน้าซีด “เสียงพวกนั้นคือผู้ตายหรือ”
“เศษที่มันกลืนแล้วไม่อาจย่อย” ผู้เฒ่าโม่ตอบ
นักฆ่าหัวเราะ ลิ้นเปลี่ยนเป็สีดำ “ความตายไม่สูญเปล่าพวกเขากลายเป็พลัง”
เยี่ยซิงเหอถาม “แล้วเ้าเหลืออะไร”
“ข้าแข็งแกร่งขึ้น”
“ข้ามิได้ถามว่าเ้าได้อะไร ข้าถามว่าเ้าเหลืออะไร”
นักฆ่าชะงัก
ชื่อของตนหรือบ้านเกิดอาจยังอยู่ที่ใดสักแห่ง แต่เขาหาไม่พบดวงตาดำกะพริบถี่ ความสับสนปรากฏเพียงพริบตาก่อนเส้นเืบนคอเต้นอีกครั้งและกลืนมันหายไป
“ข้าเป็ภาชนะของมหาเวทย์” เขาตอบ
“นั่นไม่ใช่ชื่อคน”
“ชื่อไม่จำเป็”
“เพราะเ้าลืม หรือเพราะพวกมันไม่อนุญาตให้จำ”
นักฆ่าพุ่งขึ้น เชือกชุบเกลือตึงจนฝุ่นหินร่วงพลังของเขามากกว่าก่อนหมดสติหลายส่วน แต่การเคลื่อนไหวไม่มีชั้นเชิงเหลือเพียงความหิว เขาแยกเขี้ยวพยายามกัดคนใกล้ที่สุด
ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าลงกลางอกเขา มิได้ประลองเพียงใช้วงขี้เถ้าที่เตรียมไว้ส่งแรงกลับลงพื้น รอยแดงจึงถอยจากวงที่สาม
นักฆ่าล้มอีกครั้ง
ก่อนดวงตาดับ เขากระซิบว่า “เร็ว ๆ นี้พวกเ้าทุกคนจะไม่มีชื่อ”
ผู้เฒ่าโม่ให้ปิดยุ้งด้วยไม้สามชั้นและห้ามผู้ใดเข้าใกล้
เมื่อกลับลาน เสียงถกเถียงเปลี่ยนไปคนที่เคย้าจับนักฆ่ามาซักถามขอให้ฆ่าทิ้งคนที่อยากหนีเริ่มกลัวว่าผู้ใช้วิชาจะติดตามเืบนร่างตนคนอีกกลุ่มเสนอเผาศพนอกกำแพงเพื่อทำลายอาหารของค่ายกล
“ถ้าเผา เถ้าจะยังมีตราหรือไม่” ผู้ใหญ่บ้านถาม
ผู้เฒ่าโม่ตอบ “หากไม่ตัดสายใต้ดิน ไฟเพียงเปลี่ยนภาชนะ”
“ฝัง?”
“ยิ่งใกล้พื้น ยิ่งส่งง่าย”
“นำไปทิ้งในลำธาร?”
“อาจพาตราไปถึงชุมชนปลายน้ำ”
ทุกวิธีมีคนอื่นรับราคา
เยี่ยซิงเหอหยิบผ้าไหมจากอกเสื้อ วางบนหินขอบบ่อ“รอยนี้อาจเป็ทางใต้หมู่บ้าน”
ผู้เฒ่าโม่หันมองทันที “เ้าเอามันกลับมาจากบ้านแล้วหรือ”
“ถ้าข้าไม่กลับ ศัตรูคงได้ไป”
“ถ้าเ้าตาย สิ่งที่มัน้าคงได้มากกว่าผืนผ้า”
“ข้ากลับมาแล้ว เราจึงเถียงเื่นั้นภายหลังได้”
น้ำเสียงของเยี่ยซิงเหอไม่ดัง แต่ทำให้ชายชราเงียบผู้ใหญ่บ้านก้มดูผ้า ลายเส้นสีเงินพาดเหมือนแม่น้ำมีจุดเล็กหลายจุดตรงกับตำแหน่งเรือน บ่อ และป่าสน ทว่าเส้นบางส่วนขาดหาย
“มันเป็แผนที่จริงหรือ” อาเหวินถาม
“เป็มากกว่าแผนที่” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “เส้นนี้มิได้วาดตามพื้นแต่ตอบแนวผนึก เมื่อค่ายกลเปลี่ยน มันจึงเปลี่ยนตาม”
“ตรารหัส?” เยี่ยซิงเหอถาม
ชายชราพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ “ของบางอย่างอ่านประตูของบางอย่างทำให้ประตูจำผู้ถือ ผืนนี้ทำทั้งสอง”
“ใครให้ข้า”
ผู้เฒ่าโม่เงยหน้าขึ้น“คืนนี้ข้าตอบได้เพียงว่าคนซึ่งไม่้าให้เ้าถูกค่ายกลอ่านเหมือนผู้อื่น”
คำตอบจริงแต่ไม่ครบทำให้ความเงียบระหว่างทั้งสองหนักขึ้นเยี่ยซิงเหอไม่ถามต่อ เพราะคำถามต่อไปจะพาไปไกลกว่าชีวิตคนในลาน
เขากดปลายนิ้วลงบนจุดซึ่งแทนบ่อกลาง
ลายเงินอุ่นขึ้น
รากฐานทองคำที่แตกร้าวตอบรับ ความเจ็บแล่นขึ้นแขนแต่เยี่ยซิงเหอไม่ส่งปราณออก เขาเพียงนึกถึงคนที่ต่อแถวส่งขี้เถ้านึกถึงเด็กใต้เปลและชายตัดฟืนซึ่งมีบุตรรอที่บ้าน
ลายเส้นบนผ้าเปิดเพิ่มหนึ่ง่
เส้นสีเงินจากบ้านทุกหลังมิได้มุ่งออกนอกหมู่บ้านมันไหลเข้าหาบ่อกลาง แล้วจากบ่อแตกลงเป็รากจำนวนมากใต้พื้น
ใต้รากเ่าั้มีเส้นแดงเส้นหนึ่งพันอยู่
“ค่ายกลโลหิตอยู่ใต้เรา” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“ส่วนวงบนูเาเป็เพียงฝาปิด” ผู้เฒ่าโม่ตอบ
“เป้าหมายคือบ่อหรือ”
“ไม่ใช่น้ำ”
ผู้เฒ่าโม่เรียกคนให้นำแผ่นไม้ไผ่จดชื่อครัวเรือนมาผู้ใหญ่บ้านเก็บมันไว้ใช้แบ่งเสบียง ทุกบ้านมีชื่อ จำนวนคนเกิด คนตายและปีที่ย้ายเข้า
ชายชราวางแผ่นไม้ตามตำแหน่งเรือนบนผ้าไหม
จุดที่มีคนอาศัยมาหลายชั่วอายุสว่างกว่าเรือนใหม่จุดของศาลบรรพชนสว่างที่สุดรองจากบ่อ ส่วนยุ้งร้างไม่มีแสงแม้เป็จุดซึ่งเยี่ยซิงเหอปล่อยปราณทองไว้เมื่อคืน
สิ่งที่ค่ายกลตามหาไม่ใช่สถานที่ว่าง ไม่ใช่เสบียงและไม่ใช่ปราณก้อนใดก้อนหนึ่ง
มันตามหาความผูกพันของผู้คนกับสถานที่นี้
“ิญญาหมู่บ้าน” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
อาเหวินขมวดคิ้ว “หมู่บ้านมีิญญาเหมือนคนหรือ”
“มิใช่คนหนึ่งตน” ชายชราอธิบาย “เป็รอยที่คนเกิด เติบโต ฝังศพและเรียกที่เดียวกันว่าบ้านทิ้งไว้ร่วมกันค่ายกลคุ้มครองอาศัยรอยนี้แยกคนในออกจากผู้บุกรุก มหาเวทย์จึง้ากลืนมันหากกลืนได้ มันจะรู้ชื่อทุกคน เปิดทุกประตู และดูดชีวิตโดยไม่ต้องตามทีละบ้าน”
หญิงที่เสนอให้หนีถาม “ถ้าเราออกจากหมู่บ้านรอยนั้นจะหายหรือไม่”
“ไม่ทันที”
“เช่นนั้นอยู่หรือตายก็เหมือนกัน?”
“ไม่เหมือน” เยี่ยซิงเหอตอบ “ถ้าแตกหนีคนละทางค่ายกลจะตามชื่อซึ่งมันอ่านได้แล้ว เราจะเสียทั้งกำลังคนและทางช่วยกัน หากอยู่รวมเราอย่างน้อยยังปิดจุดเป็และตัดเส้นใต้ดินได้”
ชายผู้เคยคิดเปิดประตูใต้ถาม “เ้ารับรองหรือว่าอยู่แล้วรอด”
“ข้ารับรองไม่ได้”
คำตอบทำให้หลายคนหน้าตึง
เยี่ยซิงเหอกล่าวต่อ“ข้ารับรองได้เพียงว่าข้าจะไม่สั่งให้ผู้ใดอยู่โดยปิดบังราคา ผู้ใดเลือกไปต้องไปเป็กลุ่ม มีคนคุ้มกัน และไม่ใช้ทางที่พบศพ ผู้ใดเลือกอยู่ต้องช่วยขุดเส้นใต้ดิน ไม่มีคนใดถูกเรียกว่าเป็คนทรยศเพราะกลัว”
ผู้ใหญ่บ้านมองคนรอบลาน “เราจะตัดสินใจก่อนยามถัดไปแต่จนกว่าจะมีทางปลอดภัย ทุกคนทำงานร่วมกัน”
เขาแบ่งคนตรวจบ่อ ขนเกลือ และย้ายคนป่วยออกจากเรือนใกล้เส้นแดงการเจรจาไม่ทำให้ความกลัวหาย ทว่าทำให้ความกลัวมีหน้าที่แทนการผลักคนเปิดประตู
ผู้เฒ่าโม่มองเยี่ยซิงเหอ“เ้ากำลังเรียนรู้สิ่งที่กระบี่สอนไม่ได้”
“การบอกว่าตนไม่มีคำตอบหรือ”
“การไม่เอาความกล้าของตนไปตัดสินความกลัวของผู้อื่น”
เสียงแตกร้าวดังใต้บ่อ
ทุกคนหยุด
น้ำซึ่งเคยหมุนย้อนพลันนิ่งสนิท ลายเงินบนผ้าไหมดับทีละเรือนขณะเส้นแดงใต้รากสว่างขึ้น
จากยุ้งหิน นักฆ่าร้องคำหนึ่งซ้ำ ๆ
“เริ่มแล้ว... เริ่มแล้ว...”
หญิงชราคนหนึ่งข้างศาลบรรพชนทำขันน้ำหลุดมือ นางยกมือกุมอกใบหน้าซีดลงอย่างรวดเร็ว เด็กสองคนในเรือนกลางทรุดพร้อมกันตะเกียงน้ำมันที่เหลืออยู่หรี่ลงทั้งที่ยังมีน้ำมันเต็ม
ผู้ใหญ่บ้านะโให้ทุกคนจับคู่คนแข็งแรงพยุงคนอ่อนแรงออกจากจุดซึ่งลายแดงผ่านชาวบ้านใช้เชือกผูกข้อมือกันเป็แถวเหมือนเมื่อคืนแต่คราวนี้ศัตรูไม่ได้ยืนอยู่นอกกำแพง มันอยู่ใต้ฝ่าเท้าและดึงจากภายใน
อาเหวินกับชายสองคนเทเกลือลงรอบบ่อเม็ดเกลือขาวเปลี่ยนเป็สีชมพูทันที เส้นแดงชะงักเพียงหนึ่งลมหายใจก่อนแยกเป็สายเล็กกว่าลอดช่องว่างระหว่างเม็ดเกลือ
“มันเรียนรู้จากรอยเดิม!” อาเหวินร้อง
ผู้เฒ่าโม่สั่งให้ใช้ขี้เถ้าทับแต่คลังขี้เถ้าเหลือไม่ถึงครึ่งจากการป้องกันเมื่อคืนผู้ใหญ่บ้านจึงสั่งเปิดเตาทุกหลัง เผาฟืนสำรองเพียงหนึ่งส่วนแล้วแบ่งขี้เถ้าไปตามจุดแดงแทนการเททั้งหมดลงที่เดียว
เปลวไฟจากเตาหลายสิบหลังลุกขึ้นพร้อมกันควันไม้กดม่านแดงได้ชั่วครู่ แต่เสียงสูดลมหายใจใต้ดินกลับดังขึ้นอีก จากยุ้งหินนักฆ่าหัวเราะว่า “ช้าเกินไป... ชื่อของพวกเ้าอยู่ในวงแล้ว...”
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้ากดปากบ่อจุดเป็ของค่ายกลคุ้มครองควรรับคำสั่งจากเขาทว่าความเย็นแล่นย้อนขึ้นแขนจนผ้าพันไหล่ซึมเืใหม่ ชายชรายังไม่ถอนมือ
“ถอยเถิด” เยี่ยซิงเหอกล่าว “มันกำลังใช้แผลท่านเป็ทาง”
“ถ้าข้าถอยตอนนี้ เด็กในเรือนกลางจะรับแรงแทน”
เยี่ยซิงเหอมองเด็กทั้งสอง คนหนึ่งเริ่มมีริมฝีปากสีคล้ำอีกคนพยายามร้องเรียกมารดาแต่ไม่มีเสียง เขาวางฝักกระบี่ขวางปากบ่อช่วยแบ่งแรงโดยไม่เปิดปราณทอง
กระบี่เงาดาราหนักขึ้นทันที แขนขวาของเขาสั่นรากฐานที่แตกร้าวตอบรับราวกับค่ายกลจำกลิ่นได้ มันดึงแรงจากเขามากกว่าคนอื่นแม้ผู้เฒ่าโม่เคยเตือนให้ซ่อน บัดนี้การซ่อนก็ไม่ทำให้สิ่งที่ถูกจดจำหายไป
“อย่าปล่อยให้มันใช้เ้าเป็หลัก” ชายชรากล่าว
“ข้าไม่เป็หลัก ข้าเพียงซื้อเวลาให้ย้ายเด็ก”
อาเหวินได้ยินจึงอุ้มเด็กคนหนึ่ง ชาวบ้านอีกคนรับอีกคนพวกเขาวิ่งข้ามเส้นแดงไปยังเรือนฝั่งตะวันตก ซึ่งลายเงินบนผ้าไหมยังไม่ดับสนิท
เมื่อเด็กพ้นแนว เยี่ยซิงเหอจึงถอนฝักกระบี่แรงย้อนทำให้แผลฝ่ามือเปิด เืไม่ทันหยดก็ถูกไอเย็นดึงเป็ฝอยเขารีบกำมือซ่อนไว้ในแขนเสื้อ
การต้านได้ผลเพียงช่วยคนสองคน ค่ายกลใต้หมู่บ้านยังไม่หยุด
เยี่ยซิงเหอรู้สึกเหมือนเส้นเย็นแทงผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาตามขาแล้วดึงบางสิ่งจากอก รากฐานทองคำสั่นตอบ รอยร้าวแยกกว้างขึ้นอีกน้อย
ผู้เฒ่าโม่กระแทกไม้เท้าลงที่ปากบ่อ
ครั้งนี้ชั้นกลางไม่ตอบ
ใต้พื้นโม่เหอ เสียงคล้ายคนหลายร้อยสูดลมหายใจพร้อมกันดังขึ้น
ค่ายกลเริ่มดูดพลังชีวิตแล้ว