ลึกเข้าไปในป่าดาบบริเวณเจ็ดพันจั้งนับจากชายป่าเวลาเดียวกับที่ไท่เหล่ยมาถึงเย่ฉีกำลังนั่งลงพร้อมกับปล่อยดาราที่สี่ออกมาเพื่อดูดเอาจิตวิญญาณสีเขียวที่กำลังบ้าคลั่งเพราะผู้บุกรุกอย่างไรก็ตามอำนาจของคัมภีร์จักรพรรดิหยางนั้นลึกล้ำเกินไปแม้จะเป็นจิตวิญาณดาบสีเขียวก็ยังไม่สามารถจะหลุดพ้นจากการดูดกลืนนี้
ความเร็วในการดูดกลืนยิ่งมายิ่งมากขึ้นเป็นเท่าทวีตอนนี้เมื่อก่อร่างจิตวิญญาณของตัวเองแล้วเย่ฉีก็ไม่จำเป็นต้องรู้แจ้งสิ่งใดอีกต่อไปเขาเพียงแค่ดูดเอาพลังธรรมชาติเข้ามาเพิ่มให้กับตัวเองเท่านั้นคมดาบสีเขียวนับไม่ถ้วนถูกดูดเข้าไปโดยบอลแสงสีทองที่ลอยอยู่บนหัวของเขาพวกมันทั้งดุร้ายและบ้าคลั่ง!
จิตวิญญาณดาบสีทองที่ผุพังในตอนแรกเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากดาราที่สี่ก็เริ่มกลั่นเอาจิตวิญญาณดาบสีเขียวให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์แล้วดูดซับเข้าไปการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกินเวลาเพียงครึ่งก้านธูปดาบที่ผุพังในตอนแรกก็มีขนาดใหญ่ขึ้นถึงสองเท่าและมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอีกสองส่วน!
“ดูจากจิตวิญญาณสีฟ้าที่มีเพียงสองพันจั้งและสีขาวเพียงหนึ่งพันจั้งคงจะพอทำให้จิตวิญญาณดาบของข้าสมบูรณ์ได้ถึงเจ็ดส่วน!”
สายตาของเย่ฉีทอประกายด้วยการรอคอยขอบเขตของเขานั้นบรรลุไปถึงขั้นผสานฟ้าดินนานแล้วหลังจากก่อร่างจิตวิญญาณดาบขึ้นมาขอเพียงทำให้มันสมบูรณ์ได้เขาก็จะกลับคือสู่สภาพเดิมเช่นกาลก่อน
อย่างไรก็ตามป่าดาบนั้นแบ่งระดับไว้อย่างชัดเจนและตอนนี้เย่ฉีก็ยังมีปัญหาอยู่เล็กน้อยระดับของเขานั้นหากกล่าวว่าอ่อนแอก็คงไม่ผิดมากนักดังนั้นการฝ่าจิตวิญญาณสีฟ้าเข้าไปแม้จะไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนสีเขียวแล้วยิ่งสีขาวนั้นยิ่งทำให้เขาลำบากอย่างแท้จริงในการฝ่าเข้าไป!
เมื่อเย่ฉีเข้าสู่ป่าชั้นสีฟ้าด้านนอกก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวแต่ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เขาจะต้องให้ความสนใจกับคนพวกนั้นเย่ฉีประเมินตัวเองว่าอ่อนแอดั่งแมลงก็จริงแต่นั้นคือการประเมินที่อยู่ในสายตาของเขา!คำว่าอ่อนแอของเย่ฉีนั้นมากพอที่จะบดขยี้รุ่นเยาว์ของยุคนี้ได้อย่างราบคาบหากเขาเป็นแมลงคนพวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากหนอนหรือไส้เดือน!
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อยในระหว่างที่เย่ฉีกำลังดูดกลืนจิตวิญญาณสีเขียวอยู่นั้นที่ด้านนอกก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นการมาถึงของไท่เหล่ยนั้นสร้างความกดดันให้กับกลุ่มผู้เยาว์ที่มองดูเหตุการณ์อยู่เป็นอย่างมากโดยเฉพาะชายหนุ่มที่เยาะเย้ยไท่จือ
“ท่านพี่...ข้าข้า...เป็นเพราะข้ามั่นใจเกินไปจึงบุกเข้าสู่เขตสีเขียวของป่าดาบและสุดท้ายก็ไม่สามารถทนได้ไหวจึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้...”
“เหลวไหล!เจ้าคิดว่าข้าโง่งั้นรึ!?”
ไท้เหล่ยยิ่งมายิ่งเดือดดาล!ภาพพจน์ของสมาพันเจ็ดารานั้นต้องมามัวหมองเพราะไท่จือก็ทำให้เขาโมโหจนตัวสั่นอยู่แล้วนี่ยังไม่นับรวมที่ว่ามีใครบางคนกล้าหยามเกียรติของไท่จือโดยไม่ไว้หน้าเขาแม้แต่น้อยเรื่องนี้ต่อให้เป็นผู้นำทัพของโลกอื่นๆ เขาก็จะไม่ยอมให้จบง่ายๆ เป็นแน่หากไท่จือไปล่วงเกินคนเหล่านั้นและได้รับการสั่งสอนมาบ้างเล็กน้อยไท่เหล่ยก็จะไม่ถือความอะไรมากนักแต่นี่...หักขาและให้เขาคลานออกมาเยี่ยงสุนัข? อย่าว่าแต่ไม่ไว้หน้าเขาเลยมันไม่เห็นแม้แต่หัวของสมาพันธ์เจ็ดดาราด้วยซ้ำ!
ต่อให้เป็นบุตรกิเลนของสวรรค์และนรกถ้าหากกล้าทำเช่นนี้ไท่เหล่ยก็มั่นใจว่าท่านผู้นำต้องไม่พอใจแน่หากเป็นคนอื่นก็ดีไป แต่นี่คือไท่จือ! เด็กไม่ได้เรื่องคนนี้คือน้องชายของเขาและเป็นหลายชายแท้ๆของผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดของสมาพันธ์เจ็ดดารา การทำเช่นนี้กับไท่จือก็ไม่ต่างอะไรกับการประกาศสงครามกับสมาพันธ์!
ไท่จือมองไปยังพี่ชายของตนเองก็รู้ดีว่าเขากำลังโกรธเป็นอย่างมากด้วยความหวาดกลัวที่มีต่อเย่ฉีเขายังคงบ่ายเบี่ยงออกไปเรื่อยๆและขอร้องให้ไท่เหล่ยพาเขาจากไปที่นี่แต่อย่างไรก็ตามมันกลับยิ่งทำให้โทสะของไท่เหล่ยเพิ่มมากขึ้น!
“ไอ้เด็กบัดซบ!เจ้าก่อเรื่องข้าไม่ว่า เจ้าล่วงเกินคนอื่นข้าไม่ว่าเจ้าจะเหลวไหลแค่ไหนข้าก็ไม่ว่าแต่การที่เจ้าขี้ขลาดเช่นนี้ทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก!”
ด้วยความโกรธไท่เหล่ยตบไปที่หน้าของไท่จืออย่างแรงจนกระเด็นออกไปไกลและสลบไปในที่สุดก่อนจะสั่งให้ผู้ติดตามคนหนึ่งนำตัวเขาออกไปจากป่าดาบในเมื่อไท่จือไม่ยอมตอบแน่นอนว่าเป้าหมายของไท่เหล่ยก็คือผู้ที่เห็นเหตุการณ์ชายหนุ่มที่เยาะเย้ยไท่จือก่อนหน้านี้ถูกเรียกมาสอบถามก่อนจะได้รับคำขอบคุณจากไท่เหล่ยเล็กน้อยแต่เขาเพียงกำลังถอนหายใจอย่างโล่งอกเท่านั้นก็ถูกผ่ามือของไท่เหล่ยตบเข้าจนหัวระเบิดคามือ
“เมื่อเจ้าทำความดีข้าก็ต้องขอบคุณ...แต่ความผิดที่เจ้าดูหมิ่นน้องชายข้ายังไงก็ต้องชดใช้!”
สายตาอันเย็นเหยียบของไท่เหล่ยกวาดมองไปยังรอบๆก่อนจะมองลึกเข้าไปในป่าดาบด้วยเจตนาฆ่า!ในเวลานี้เองความหนักอึ้งก็เข้าเกาะกุมหัวใจของกลุ่มผู้เยาว์ที่อยู่รอบๆ ป่าดาบ ไม่รู้ใครเป็นคนแรกแต่หลังจากเห็นสายตาของไท่เหล่ยพวกเขาก็แตกกระจายกันออกเป็นเหมือนผึ้งแตกรังหลบหนีไปคนละทิศละทาง
ไท่เหล่ยยังคงจ้องมองไปในป่าดาบเช่นเดิมด้วยโทสะก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเย็นชา
“อาหวูอาโถ่ว ข้าไม่ต้องการให้เรื่องของไท่จือแพร่กระจายออกไป…จัดการให้เรียบร้อย!ส่วนพวกเจ้าที่เหลือตามข้ามา!”
ไท่เหล่ยนำคนจากไปการสังหารหมู่ก็เริ่มขึ้นน่าเสียดายที่หลังจากจบภารกิจยังมีคนรอดไปได้สองสามคนแต่เนื่องจากเป็นคนของโลกระดับกลางพวกเขาจึงไม่ได้ไล่ตามต่อไป
กลับมาที่ป่าดาบการเดินทางของพวกไท่เหล่ยเป็นไปอย่างรวดเร็วสำหรับไท่เหล่ยนั้นเขาไม่ได้ใช้ดาบเป็นอาวุธแต่จิตวิญญาณของเขาก็ไปถึงขั้นลึกล้ำแล้ว!การฝ่าจิตวิญญาณดาบนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าคนอื่นๆ นั้นไม่ใช่แต่โชคดีที่จิตวิญญาณดาบของเขตสี่เหลืองและสีเขียวถูกเย่ฉีดูดซับไปทั้งหมดแล้วจึงทำให้ทั้งกลุ่มเดินทางได้อย่างรวดเร็ว!
ระยะเจ็ดพันจั้งนั้นแม้จะไกลแต่สำหรับผู้ฝึกตนระดับนี้เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจก็ไปถึงแล้วต่อให้ในป่าดาบเต็มไปด้วยต้นไม้ที่แออัดทั้งกลุ่มของไท่เหล่ยก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น
และในตอนนี้...ในระยะสายตาของพวกไท่เหล่ยก็ได้มองเห็นเงาเอาเลือนรางของใครบางคนที่นั่งอยู่ตรงสุดขอบของเขตสีฟ้านั่นก็คือเย่ฉี!อย่างไรก็ตามในเขตสีฟ้านี้ยังเต็มไปด้วยจิตวิญญาณดาบสีฟ้าที่บ้าคลั่งและต้องการหลบหนีจากเย่ฉีจึงทำให้พวกเขานั้นไม่สามารถเข้าไปได้แม้แต่ไท่เหล่ยเองก็ต้องจ่ายไม่น้อยหากจะฝ่าจิตวิญญาณระดับลึกล้ำสีฟ้า
คลื่นดาบนับไม่ถ้วนกลายเป็นริ้วสีฟ้าพุ่งเข้าไปยังดาราที่สี่ของเย่ฉีอย่างรวดเร็วภาพนี้เมื่อเข้ามาใกล้พอก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนและมันทำให้พวกไท่เหล่ยต้องอ้าปากค้างเขาไม่คิดว่าจะมีใครบางคนที่ใจบ้าคลั่งถึงขนาดดูดกลืนเอาจิตวิญญาณสีฟ้าทั้งหมดในป่าดาบสีเหลืองและสีเขียวนั้นยังพอว่าแต่นี่คือสีฟ้า!
ดาบเล่มเล็กของเย่ฉีเริ่มขยายขึ้นและความสมบูรณ์เพิ่มขึ้นมาเป็นห้าส่วน!เพียงพริบตาเสียงที่ดุร้ายและบ้าคลั่งจากจิตวิญญาณสีฟ้าก็หายไปทำให้ทั่วทั้งป่ากลับมาเงียบสงบราวกับป่าช้าก่อนที่เย่ฉีจะลืมตาขึ้นจ้องมองไปยังผู้มาใหม่ด้วยสายตาเรียบเฉย
ถึงการบรรยายจะใช้เวลานานแต่ความจริงแล้วตั้งแต่พวกไท่เหล่ยมาถึงนั้นผ่านไปไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นเมื่อสายตาของทั้งสองประสานกันบางอย่างภายในใจของไท่เหล่ยก็ร้องเตือนเขาออกมา...บางทีมันอาจจะเป็นสัญชาตญาณที่เหมือนกับเวลาสัตว์อ่อนแอเจอสัตว์ที่แข็งแกร่งกว่าทว่าด้วยความอัปยศและความเดือดดาลกลับทำให้ไท่เหล่ยโยนความรู้สึกนี้ทิ้งออกไป!
เขาคือไท่เหล่ย!นายน้อยของสมาพันธ์เจ็ดดาราอันยิ่งใหญ่! เป็นหนึ่งในผู้นำทัพของรุ่นเยาว์ในยุคนี้!
แล้วมีเหตุผลอะไรที่ต้องเกรงกลัวคนที่อยู่ตรงหน้า?แม้ว่าไท่เหล่ยจะตกใจเล็กน้อยที่เป็นเด็กคนที่นั่งอยู่บนที่นั่งชั้นสูงในงานชุมนุมแต่การที่เขาเข้ามาในแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ต้องหมายความว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่อยู่ต่ำกว่าบรรพชนโบราณ!
“นับว่าเจ้านั่นยังฉลาดอยู่บ้าง...”
เย่ฉีกล่าวออกมาเบาๆขณะกวาดสายตาดูกลุ่มคนเบื้องหน้าและไม่เห็นไท่จือใบหน้าของพี่น้องคู่นี้ไม่ต่างกันมากนักทำให้เย่ฉีคาดเดาได้และเมื่อมองเข้าไปในดวงตาของไท่เหล่ยเขาก็สัมผัสได้ถึงความเดือดดาลและเจตนาฆ่า!
“ไปลากตัวมันมาให้ข้า!”
เสียงของไท่เหล่ยดังกร้าวออกมาทำให้ชายหนุ่มสามคนที่อยู่ด้านข้างพุ่งทะยานออกไปทางเย่ฉีด้วยสายตาดุร้ายพลังปราณของพวกเขาระเบิดออกมาแม้ไม่หมดแต่ก็มากถึงแปดส่วนทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับบรรพบุรุษพวกเขาไม่เหมือนกับไท่เหล่ยที่มีสัญชาตญาณที่ดีดังนั้นในสายตาของพวกเขาเย่ฉีก็ไม่ต่างอะไรไปจากมดปลวกถึงแม้ว่าจะแข็งแกร่งแต่จะสู้พวกเขาสามคนได้อย่างไร? คนที่แข็งแกร่งกว่าพวกเขาในงานชุมนุมครั้งนี้มีใครบ้างที่พวกเขาไม่รู้จัก?และในจำนวนคนเหล่านั้นไม่มีเย่ฉีรวมอยู่ด้วย!
อย่างไรก็ตาม....
ปัง!
อัก!
เพียงปราณสัมผัสที่ปะทุออกมาของเย่ฉีก็มากพอที่จะส่งพวกเขาให้กระเด็นกลับไปเลือดสดๆฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้าลากเป็นทางยาวไปจนถึงร่างของชายทั้งสามคนที่กลิ้งไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของไท่เหล่ยสายตาของผู้ฝึกตนจากสมาพันธ์เจ็ดดาราเบิกกว้างขึ้นอย่างตกตะลึงแม้กระทั่งตัวไท่เหล่ยเอง!
ในระหว่างนั้นเย่ฉีก็ค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างเกียจคร้านจ้องมองไปยังคนเหล่านี้ด้วยสายตาเย็นชา...
“มาเถอะ...เข้ามาให้หมดนั่นแหละ ข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องรีบไปจัดการ”