ไซฟานั่งอยู่บนโขดหินมองสายน้ำจากธารน้ำตกอย่างครุ่นคิด เขาและซินอาร์มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกพ้นทุ่งหญ้ากว้างออกมาไกลจนลับตา พวกเขาข้ามผ่านูเาสามลูกแล้วแต่ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะพบหมู่บ้านหรือผู้คน หากที่นี่คือเขาวงกตอย่างที่ตาเฒ่าฮอนอุนกล่าวไว้ที่นี่ย่อมไม่ธรรมดา ไซฟายังจำได้ดีเมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรงที่เขานอนจากพื้นดินที่มีต้นหญ้าแห้งเล็กๆ ขึ้นปกคลุมเริ่มเปลี่ยนกลายเป็หินเกลี้ยงๆ หรือทุ่งดอกไม้สีขาวสีม่วงที่เคยบานสพรั่งในตอยเย็นเมื่อวานนี้เริ่มเหี่ยวแห้งดอกกลีบร่วงโรยปลิดปลิวลอยตามลมเร็วกว่าปกติสภาพแวดล้อมเริ่มแปลกตามากขึ้น ไซฟามองดูซินอาร์ที่นั่งแช่เท้าอยู่ข้างๆ แม้จะยังสดใสอ่อนเยาว์แต่อาการหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างคนตกอยู่ในห้วงคิดซินอาร์ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเขานัก
“ท่านตาซาโตเรียกที่นี่ว่าอุโมงค์ลับและสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผู้ใดเข้ามา”
นางบอกเล่า” ท่านเคยพาข้าเดิมชมปราสาท ตอนที่ข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ และเปิดปราสาทกลางน้ำให้ดูในฐานะที่ข้าเป็ทายาทของท่านจำเป็ต้องรู้เื่ต่างๆ ของปราสาทชานันแต่ท่านก็แค่ให้ดูค่ายกล ที่อยู่ภายในท่านบอกเพียงแต่ว่าปราสาทกลางน้ำมีห้องลับที่เรียกว่าอุโมงค์ลับถูกสร้างขึ้นมาเป็ร้อยๆ ปีแต่ไม่สมควรเข้าไปและห้ามไม่ให้ข้าเข้ามาที่นี่อีกนอกเสียจากท่านจะเป็ผู้พามาเท่านั้น และนั่นก็เป็ครั้งเดียวจริงๆ ข้าขอโทษและยอมรับผิดที่พาท่านมาติดอยู่ในที่แห่งนี้ข้าเพียงแต่จะยับยั้งไม่ให้ท่านไปพบปะกับเหล่าประมุขเผ่าตามที่นัดหมายกันเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายให้ท่านต้องาเ็ถึงแก่ชีวิต...แล้วข้ายังทำให้ลำบากที่ต้องมาดูแล..อีก “ใบหน้าอ่อนเยาว์เงยหน้ามองเขาอย่างคนสำนึกผิด
“ถือว่าเราหายกันก็แล้วกันเพราะถึงยังไงข้าก็ไม่ได้ติดอยู่ที่นี่คนเดียว” ไซฟากล่าวยิ้มๆ มองสบตาดำงดงามที่เสก้มหน้ามองเท้าที่แช่อยู่ในลำธารของตน
“เอ่อ..งั้นเราก็เดินทางต่อเถอะ” ซินอาร์พูดแก้เขินก้มหน้าใส่รองเท้าพอเงยหน้าขึ้นไซฟาที่ยืนอยู่ก่อนแล้วส่งมือให้นางจับพยุงตัวลุกขึ้นซินอาร์วางมือเล็กของตนลงบนฝ่ามือใหญ่เขินๆ ไซฟาฉุดร่างบางขึ้นยืนและจับจูงเดินไปด้วยกัน
“เอ๋! ทำไมเราย้อนกลับทางเดิมล่ะ” ซินอาร์กระตุกมืออีกฝ่ายถามอย่างแปลกใจไซฟาจึงเฉลยว่า
“เพราะที่นี่เป็อุโมงค์ลับอย่างที่ซินอาร์รู้ยังไงล่ะเพราะงั้นถึงเราเดินไปข้างหน้าเราก็เดินวนกลับมาที่เดิมอยู่ดี เห็นลำธารที่เรานั่งพักเมื่อครู่ได้ไหม” ซินอาร์วพยักหน้างงๆ “นั่นเป็ลำธารที่ข้าพบเมื่อวานตอนเย็นข้ากรอกน้ำจากที่นี่”
“หมายความว่าเราย้อนกลับมาที่เดิมแต่ทำไมสถานที่สิ่งแวดล้อมจึงไม่เหมือนเดิมล่ะ”
“คิดว่าคงค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย เราจะย้อนกลับทางเดิมเพื่อเข้าไปในอุโมงค์อีกครั้ง”
“เดี๋ยวก่อน” ไซฟาหันกลับมายังต้นเสียง
“อะไร”
“ถ้าที่นี่เป็ภาพลวงเอ่อหรือไม่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างที่ท่านว่า..ไม่แน่นะปากอุโมงค์ที่เราเห็นว่าเป็หน้าผาหรือหุบเหวก็อาจจะเปลี่ยนสภาพไปแล้วก็ได้ ที่นั่นอาจจะเป็ทางออกที่แท้จริงก็ได้”
“แล้วถ้ามันยังมีสภาพเดิมล่ะ จะลองเสี่ยงะโลงไปดูหรือ” ไซฟาถามมองหน้าซินอาร์ที่ทำหน้าแหย คงนึกถึงตอนที่เกือบจะตกลงไปกระมังถึงทำท่าอย่างนั้นคนอะไรซ่อนความรู้สึกไม่มิดอย่างนี้คนอื่นก็รู้หมดกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ความจริงไซฟาก็ออกจะเห็นด้วยกับคำของซินอาร์ “ไปถึงปากอุโมงค์แล้วค่อยตอบก็ได้” ไซฟาตัดบทหันกลับไปมองสำรวจรอบๆ บริเวณก่อนสาวเท้าเดินนำหน้า ซินอาร์มองแผ่นหลังของคนที่เดินนำ อย่างน้อยก็ยังอุ่นใจที่ตัวเองไม่ได้หลงเข้ามายังที่นี่คนเดียว เมื่อทั้งสองกลับมายังที่เดิมทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อจากท้องทุ่งกว้างมีดอกไม้บานเต็มท้องทุ่งบัดนี้กลายเป็โขดหินตะปุ่มตะป่ำบางแห่งลึก กลวง...เมื่อมองสูงขึ้นไป จากจุดที่คนทั้งสองยืนอยู่จะเห็นว่าโขดหินเ่าั้เมื่อมองโดยภาพมุมกว้าง มีลักษณะเหมือนหัวกะโหลกมนุษย์หรือ หน้าปีศาจมีรูกว้างลึกเป็เงาดำที่เปรียบเสมือนดวงตาทั้งสองข้างและปาก ไซฟาชี้ไปที่ช่อง คล้ายปากปีศาจ
“นั่นไงล่ะทางเข้าอุโมงค์อยู่ตรงนั้น”
“เปลี่ยนไปขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย” ซินอาร์รำพึงรำพันก้าวขาตามร่างสูง ไซฟาปีนขึ้นไปบนปากอุโมงค์แล้วหันมายื่นมือฉุดร่างเล็กตามขึ้นไป ซินอาร์หน้าแดงที่อีกฝ่ายใช้วิธีโอบเอวรั้งร่างบางของตนแนบชิดกับแผ่นอกกว้างจนรู้สึกได้
“เราจะตรงไปทางปากเหวนั่นก็แล้วกัน” เสียงทุ้มดังอยู่ข้างหูคลายอ้อมแขนที่รัดร่างบางลง ซินอาร์เบิกตาโต
“ถ้าหน้าผานั่นยังอยู่ล่ะ จะทำยังไง”
“เดี๋ยวก็รู้” ไซฟาตอบจับจูงคนตัวเล็กกว่าให้ตามมาทั้งคู่เดินลอดผ่านอุโมงค์ไปอย่างระวังเนื่องจากไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างแม้ว่าจะเคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้วสองหนก็ตามสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้กลับมายืนอยู่ริมหน้าผาปากทางออกอุโมงค์ภาพที่เห็นเบื้องหน้ายังคงเหมือนกับครั้งแรกคือสายน้ำตกเล็กเหนือปากอุโมงค์เยื้องขึ้นไปทางซ้ายมือมันยังไลหสาดกระเซ็นละอองน้ำตกลงไปยังหุบเหวเบื้องล่างที่มีละอองหมอกสีขาวพราวพร่างลอยอ้อยอิ่งตรงหน้าก็ยังคงเป็หน้าผาหินทอดตัวยาวปกคลุมด้วยปุยเมฆสีขาว
“คงมีที่นี่ที่เดียวที่ยังคงเหมือนเดิม”
“มันคงไม่ใช่ภาพลวงตาใช่ไหม” ซินอาร์ถามเกาะชายเสื้อของไซฟาไว้แน่น ฉับพลันนั้นและโดยไม่บอกกล่าวใดๆ ทั้งสิ้นร่างสูงของไซฟาก็โอบกอดร่างเล็กเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างใช้ปลายเท้าดีดตัวลอยดิ่งลงจากปากเหว
“กรี๊ด” ซินอาร์ร้องด้วยความใปนคาดไม่ถึงกอดรัดลำตัวอีกฝ่ายไว้แน่นลมหนาวเย็นเสียดผิวหน้าจนต้องซุกไว้กับแผ่นอกกว้างผมและเสื้อผ้าอาภรณ์ถูกลมพัดตีขึ้น้า ซินอาร์หลับตาปี๋อย่างหวาดเสียวเมื่อเท้าของไซฟาแตะกับผนังหินผาดีดตัวลอยลงไปทางทั้งที่ยังโอบรัดร่างบางไว้ในอ้อมแขนเช่นนนั้นร่างคนทั้งสองล่องลอยลงผ่านม่านหมอกสีขาวที่ปกคลุมปิดบังสายตายามเมื่อมองลงมาจึงไม่เห็นสิ่งใดบัดนี้คนทั้งสองลอยผ่านมันลงไปอย่างรวดเร็ว
“...!...” ไซฟายันเท้าไว้กับหินก้อนหนึ่งที่โผล่พ้นผนังหินออกมาแล้วดีดตัวออกไปอีกครั้งลักษณะคล้ายะโไต่ลงไปเบื้องล่าง... เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ ที่นี่คือของจริงมิใช่ภาพลวงตาแต่จะใช่ทางออกจากเขาวงกตหรือเปล่าไซฟาไม่แน่ใจ เท้าข้างหนึ่งครูดลงไปกับผนังหินไถลลงเป็ทางยาวก่อนที่ร่างทั้งคู่จะกลิ้งคลุกๆ คลุกฝุ่นผงกระจายฟุ้งไปบนพื้นที่เต็มไปด้วยต้นมอสสีเขียวที่เป็เสมือนพรมชั้นดีรองรับอยู่
“......” ซินอาร์เงยหน้าขึ้นจากตัวของไซฟา
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เขาเอ่ยถามอย่างห่วงใยพยุงร่างเล็กให้ลุกขึ้น
“ข้าไม่เป็ไรแต่ท่าน าเ็ตรงไหนหรือเปล่า “มือเล็กๆ จับร่างคนตัวสูงกว่าหมุนซ้ายขวาเพื่อหาร่องรอยาแ จนไซฟาหัวเราะออกมาก “ข้าไม่เป็ไร” ไซฟาบอกจับตัวซินอาร์ไว้ มองไปรอบๆ บริเวณ นอกจากลานต้นมอสที่คงเจริญเติบโตดีเพราะความชื้นแล้วยังมีสายน้ำเล็กๆ ที่คงจะเป็น้ำที่ตกลงมาจากน้ำตกบนหน้าผานั่นเอง เมื่อมองขึ้นไปทั้งคู่ก็เห็นเพียงม่านหมอกที่ทำหน้าที่เป็เสมือนม่านบังตาเอาไว้คนด้านล่างมองไม่เห็น้าชัดเจนส่วนคน้าก็จะมองไม่เห็นก้นเหวแห่งนี้ซึ่งนับว่ามีความสูงชันอย่างยิ่ง บรรยากาศด้านล่างเย็นชื้นเป็มากกว่า้านัก
“รีบไปจากที่นี่กันเถอะ” มือเล็กๆ กระตุกแขนไซฟาเบาๆ เขาพยักหน้าเห็นด้วยเมื่อทั้งคู่พ้นลานต้นมอสสีเขียวและลำธารเล็กๆ นั่นจึงพบว่าแถบนี้มีต้นกระบองเพชรและต้นไม้แปลกๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นตาขึ้นปกคลุมจนต้องแหวกกอหญ้าออกจึงค่อยเดินผ่านไปได้ที่น่าแปลกคือความเงียบของป่าแห่งนี้ไร้ซึ่งเสียงหรีดหริ่งเรไรใดๆ ทั้งสิ้น ไซฟาคว้ามือเล็กๆ เย็นๆ มาเกาะกุมไว้ทำให้ซินอาร์รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด ความมืดเริ่มคลี่ตัวปกคลุมไปทั่ว