ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 32 หักหน้าคนตระกูลปีกมังกร ตอน ปลาย

            ขณะเดียวกัน ที่ขอบระเบียงของลานประลอง...

             

            ซุนโหวหวังยืนกอดอกดูการต่อสู้นั้นด้วยความเงียบสงบ สายตาของตนแอบชำเลืองมองไปที่ปานแดงบนหลังมือของตงป๋ายซาน จึงได้รู้ว่าเจ้าคนหยิ่งผยองคนนี้นั้นเป็นร่างสถิตของ 'มังกรจ้าวบาดาลใต้' ระดับสี่ดาว

            มังกรจ้าวบาดาลใต้นั้น เป็นหนึ่งในสี่พลังสถิตระดับสี่ดาวสูงสุดของปีนักษัตรมะโรงร่วมกับมังกรจ้าวบาดาลเหนือ..มังกรจ้าวบาดาลตะวันออก..มังกรจ้าวบาดาลตะวันตก

            เป็นรองเพียงพลังสถิตพญานาคและจ้าววังบาดาลระดับสี่ดาวครึ่งและมังกรฟ้าระดับห้าดาว

            จึงไม่แปลกที่มันคนนี้จะถูกเรียกตัวเข้ามาในมหานครปัญจมิตร

            และการที่ตงป๋ายซานคนนี้จะสามารถใช้ปราณธาตุวารีได้เร็วถึงเพียงนี้จึงไม่ใช่อะไรที่แปลก

            เพราะมันคือความสามารถของพลังสถิตมังกรจ้าวบาดาลทั้งสี่ตนอยู่แล้ว

             

            'อายุน่าจะราว ๆ 18 - 19 ปี แต่ฝึกได้แค่เท่านี้หรือ..'

            ซุนโหวหวังคิดในใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายที่มีพลังสถิตระดับสูงแต่กลับต่อสู้กับสหายของตนที่มีระดับพลังฝึกปรือต่ำกว่าได้อย่างสูสีแบบนี้

            'ฉันว่าฉันเป็นคนขี้เกียจฝึกวิชาแล้วหนา.. แต่อ้ายตงป๋ายซานคนนี้กลับขี้เกียจเสียยิ่งกว่าฉันเสียอีก..'

            คิดกับตนเองตรงนั้นจบ สายตาของซุนโหวหวังก็ได้เหลือบแลมองไปที่ปานมังกรบนหลังมือของหลิวเจี้ยนที่มันไม่รู้จัก

            'ไหน..เกลอ... พลังสถิตของเอ็งพิเศษพอจะโค่นอ้ายตงป๋ายซานได้หรือไม่..'

            ดูเหมือนนี่จะเป็นโอกาสที่ซุนโหวหวังได้ดูความสามารถของสหายของมันจากการต่อสู้จริงเป็นครั้งแรก

            แม้เมื่อครึ่งอาทิตย์ก่อนพวกมันจะช่วยกันต่อสู้กับอสูรของเจ้าสำนักลู่และคนตระกูลอุสางิมาได้

            แต่ซุนโหวหวังยังไม่ได้เห็นฝีมือที่แท้จริงของหลิวเจี้ยนสักเท่าไหร่เลย

            ซุนโหวหวังจึงอยากรู้ว่าคนที่เป็นร่างสถิตของพลังสถิตระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

            มันจะเก่งกาจหรือพิเศษกว่าคนอื่นมากมายขนาดไหน

             

             

            กลับมาที่การบรรยายจากปากของหลิวเจี้ยน

             

            ตงป๋ายซานซัดวิชาฝ่ามือใส่ผมไม่ยั้ง

            ฝ่ามือแล้วฝ่ามือเล่า

            แต่ผมก็สามารถรับฝ่ามือของมันได้ทุกกระบวนท่า

            แล้วรู้อะไรไหม..

            ที่มันยังสามารถปล่อยหมัดกับฝ่ามือใส่ผมได้

            เป็นเพราะผมปล่อยให้มันทำต่างหาก

            เพราะผมเองก็อยากรู้..

            อยากรู้ว่าวิชาฝ่ามือ 'อันดับหนึ่งของอาณาจักร' มันเป็นวิชาแบบไหน

            ใครจะรู้ล่ะ..

            เผื่อมีวันไหนจะต้องมีแมตช์รีแมตช์กับคนตระกูลตงอีก

            เรียนจากคนตรงเพื่อเตรียมตัวไว้ก่อนก็ไม่เห็นเสียหายอะไรว่าไหม

             

            แต่ไอ้หมอนี่...

            มันก็ยังร่ายรำกระบวนท่าวิชาฝ่ามือของมันอย่างมั่นใจเต็มร้อย ราวกับคิดว่ายังไงก็ต่อยผมลงได้อยู่ดี ถึงผมจะรับได้ทุกหมัดทุกฝ่ามือมันก็เถอะ

            แต่เมื่อสู่ฝ่ามือที่สิบสาม ไอ้ตงป๋ายซานมันก็เริ่มเปลี่ยนสไตล์การต่อสู้

            มันเปลี่ยนจากการใช้แค่ฝ่ามือ เติมท่าเท้า เตะซ้าย เตะขวา ปัดล่าง อัดบน

            ถึงตรงนี้ก็ได้ทำให้ผมรู้..

            ว่าวิชาฝ่ามือของตระกูลตงนั้นที่แตกต่างจากวิชาฝ่ามือของคนอื่น

            ก็คงเพราะด้วยท่าเท้าพวกนั้นที่ตอนนี้ตงป๋ายซานใช้ใส่ผม

            แต่ก็นะ..

            การใช้ฝ่าเท้าต่อหน้าอดีต 'นักฟุตบอลทีมโรงเรียน' แบบผมเนี่ย แถมยังเป็นอดีต 'เพลย์เมกเกอร์' ด้วย

            พวกนายคิดว่าผมจะยอมเหรอ?

            บอกเลยผิดคนแล้วพวก

             

            ป๋ายซานเตะซ้าย ผมยกแข็งขวาขึ้นบังพร้อมใช้ศอกช่วยกัน

            แล้วพอเห็นผมยืนขาเดียว ไอ้หมอนั่นก็ได้ก้มตัวหมุนเพื่อเตะตัดขาของผม

            แต่การเคลื่อนไหวของมันนั้นช้ามาก

            ช้าพอ ๆ กับพวกคนแก่ที่รําไทเก็กอยู่ในสวนหย่อม

            ผมจึงได้กระทืบขาข้างที่ยกขึ้นตะกี้นี้ ใส่ไปที่ต้นขาของตงป๋ายซานเต็มแรง

            แต่ก็ถูกฝ่ามือของตงป๋ายซานกันเอาไว้

            ทว่าด้วยการใช้ฝ่ามือของมัน ทำให้ร่างกายดูฝืนธรรมชาติ

            แรงเตะกวาดของมันจึงเบาลง

            แต่ถึงจะเบาลง ผมก็ใช้ประมาท

            ผมใช้ฝ่ามือนั้นของมันที่ถูกเท้าผมเหยียบเป็นแท่นส่ง ใช้ขาข้างเดิมถีบสั้นเข้าใส่ เพื่อกระโดดถอยกลับหลังหลบเท้าที่เตะมา

             

            เจ้าตงป๋ายซานยกยิ้มขึ้นอย่างมั่นใจสุดขีด

            แบบที่พอเห็นแล้วผมอยากยกหมัดสวนใส่รอยยิ้มนั่นก่อนวิชาอะไรด้วยซ้ำ

            “เจ้าโง่!!”

            เสียงมันตะโกนขณะพลังปราณธาตุวารีระเบิดขึ้นอีกระลอก

            คลื่นพลังเย็นเยียบพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของมัน แค่ผ่านร่างผมไปเฉียด ๆ ยังรู้สึกได้ถึงลมหายใจของฤดูหนาวที่ชอนไชเข้าไปในกระดูก

            “กรงเล็บมังกรหยก!!”

            มันประกาศท่าวิชากร้าวออกมาพร้อมยันตัวตามผมมา

            คิดอาศัยจังหวะที่ผมอยู่กลางอากาศเล่นงานผม

             

            ฝ่ามือที่โอบด้วยปราณน้ำแข็งนั่นฟาดเข้ามาตรงอกผมแบบไม่มีเบรก

            แม้ว่าผมจะไม่ได้ยืนอยู่บนพื้น แต่ผมก็สามารถยกมือขวาขึ้นรับไว้อย่างมั่นคง

             

            แน่นอน..

            มันไม่ได้ตกใจหรอกที่ผมรับท่าวิชาของมันได้

            แววตาของมันกลับยิ่งมั่นใจ

            มันคงคิดว่าแค่รับฝ่ามือของมันไว้ ฝ่ามือผมก็น่าจะกระดูกหักบ้าง อาจมีนิ้วร้าวบ้างล่ะ

            คงคิดว่าตัวเองได้เปรียบเต็มที่

             

            เหอะ..

            สิ้นคิด..

             

            “คนโง่คือคนที่ลำพองใจคิดว่าชนะแล้วอย่างเจ้าต่างหาก..

            เจ้าสวะตระกูลตง!!”

            ประกายในตาผมวาวโรจน์ พลังปราณในฝ่ามือของผมเอ่อท้นออกมา

            “หัตถ์ภูติ ฉวยยืม..คืนสนอง!!”

            พลังปราณจากวิชาของมันที่ไหลเข้ามาทางฝ่ามือผม!!

            ผมไม่ขัดขืน ไม่ต่อต้าน ตรงกันข้าม!!

            ผมดูดซับพลังสายนั้นเอาไว้

            ปล่อยให้พลังหนาวเย็นไหลเข้าร่างผ่านฝ่ามือ แล้วเปลี่ยนเส้นทางมาสะสมไว้ในฝ่ามือซ้ายที่ผมยังไม่ได้ใช้

            ในวินาทีนั้น...

            ไอเย็นที่เคยอยู่บนฝ่ามือของตงป๋ายซาน..

            ก็ได้ปรากฏอยู่บนฝ่ามือข้างซ้ายของผม

             

            ฝ่ามือซ้ายผมเริ่มแผ่ไอเย็นออกมาเหมือนกำลังถักทอสายธารน้ำแข็งที่ไม่ใช่ของผม

            ผมแสยะยิ้ม แล้วกระซิบแผ่ว ๆ

            “เอาความมั่นใจของเจ้า!!

            ซัดหน้าตัวเจ้าเองไปซะ”

            ปัง!!

            ฝ่ามือซ้ายผมกระแทกกลางอกมันเต็มแรงเสียงดังสะท้อนเหมือนน้ำแข็งแตกกลางอากาศ

            พริบตาเดียว..

            ร่างของตงป๋ายซานพุ่งกระเด็นกลับไปทางรถม้า..

             

            ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองร่างสะบักสะบอมของ ตงป๋ายซาน ที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างรถม้า

            บนผิวมันเต็มไปด้วยรอยแผลจากพลังปราณของตัวมันเอง

            ไอเย็นยังระเหยคลุ้งจากแผ่นอก คล้ายโดนอสูรน้ำแข็งตนหนึ่งตะปบเล่นก่อนโยนทิ้ง

             

            พวกคุณคงสงสัย..

            ว่าผมเองก็ใช้วิชาปราณธาตุได้แล้วเหรอ..

            ไม่..

            ผมยังไม่สามารถใช้ได้ แต่เป็นเพราะวิชาของผมต่างหาก

            'หัตถ์ภูติ ฉวยยืม..คืนสนอง' นี่คือหนึ่งในหกวิชาฝ่ามือที่ยี่ฟู่คิดค้นไว้

            ท่านี้นั้นเรียกได้ว่าอันตรายถึงตายถ้าใช้ถูกจังหวะ

            มันคือท่าที่ออกแบบมาเพื่อต่อกรกับวิชาฝ่ามือโดยเฉพาะ

            แค่จับจังหวะได้...

            ก็ยืมแรงฝ่ายตรงข้ามแล้วซัดกลับไปในน้ำหนักเดียวกันไม่ต้องคิดอะไรมาก

            แต่วิชาแบบนี้ ย่อมมีข้อเสียเป็นธรรมดา

             

            วิชานี้จะพังทันทีถ้าผมเผชิญกับพลังปราณธาตุขั้วตรงข้าม

            อย่างถ้าผมเป็นปราณไฟ..ผมจะไม่สามารถรับ ปราณธาตุวารีเข้าไปในร่างได้

            เช่นกัน.. วายุก็จะต้านปฐพี ไม่อาจรับเข้ามาได้

            แต่เคราะห์ดีผมไม่มีธาตุชัดเจน..

            เพราะระดับพลังฝึกปรือของผมนั้นยังไม่ถึงขั้น จึงไม่สามารถใช้ปราณธาตุได้

            เท่ากับตอนนี้ผมเป็นคนไร้ธาตุ จึงสามารถรับปราณธาตุอะไรก็ได้เข้ามาในร่างของตัวเอง

             

            ผมสูดลมหายใจเข้าตื้น ๆ เตรียมจะถากถางเจ้าตงป๋ายซานต่ออีกสักประโยค

            แต่แล้ว..

            ขนตรงหลังคอของผมก็ลุกขึ้นหมดในชั่วพริบตาจากจิตสังหารสายหนึ่ง

            แถมไม่ใช่แค่จิตสังหารธรรมดา ๆ มันคือแรงอาฆาตหนาแน่นที่เหมือนทะเลพัดซัดเข้ามาทั้งผืน

            ผมพยายามหันไปมองตามสัญชาตญาณ แต่สายตายังไม่ทันเห็นครบ ร่างของผมก็ถูก กระแทกลงไปกองกับพื้น

             

            ฝ่ามือหนึ่งกดเข้าที่ใบหน้าผมเต็มแรง..

            แรงจนพื้นเบื้องหลังผมยุบลงเป็นหลุมลึก

            ฝ่ามือนั้นใหญ่พอจะปิดใบหน้าผมได้เกือบทั้งแผ่นเหลือเพียงตาซ้ายของผมที่ยังเปิดไว้ได้พอมองเห็น..

            คนที่ทำผมเป็นหญิงชรา

            ไม่สิ.. สตรีอายุมากผู้หนึ่ง

            นางมีผมสีดำเข้มแซมขาวเล็กน้อยใบหน้าของนางตึงแน่น

            แต่ไม่ใช่เพราะกาลเวลา..

            เพราะโกรธต่างหาก..

            โกรธจนผิวหนังรอบดวงตาเหมือนจะแตกออก

             

            ผมยังไม่ทันได้ตั้งรับแต่แค่สัมผัสเพียงครู่เดียวก็รู้ ว่านางมีพลังฝึกปรือในระดับที่ผมไม่อาจวัดได้

            ไม่ใช่แค่ไม่รู้ว่าอยู่ระดับไหนแต่คือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีขีดจำกัดหรือเปล่า

            พลังปราณของนางไหลทะลักลงมากดร่างผมจนลมหายใจติดขัดทั่วทั้งร่าง

            ผมขยับไม่ได้เลยแม้แต่ปลายนิ้ว

            และที่ร้ายกว่านั้น..

            ผมหายใจไม่ออก

             

            จมูกของผมแน่นไปหมด อกผมตึงราวกับถูกหินพันตันกดทับปอดเอาไว้

            ผมดิ้นอยู่ข้างในเหมือนปลาถูกโยนลงในน้ำมันเดือด

            จะสูดอากาศก็ไม่ได้ จะขยับก็ทำไม่ได้ จะดิ้นหนีก็ไม่มีทาง

            มีแค่ตาซ้ายข้างเดียวของผมที่ยังเปิดอยู่และมันกำลังมองไปที่ใบหน้าตรงหน้า

             

            “วิชาฝ่ามือนั่น!! ใครเป็นคนสอนเจ้า!!”

            เสียงของเธอเบาราวกับเสียงกระซิบ... แต่มันดังทะลุทะลวงเข้าแก้วหูอย่างโหดร้าย

             

            ผมแทบสะดุ้งร่างยังขยับไม่ได้ แต่หัวใจผมนี่เต้นแรงจนเหมือนจะระเบิดออกมา

            ยิ่งกว่าถูกเข็มพันเล่มแทงทะลุแก้วหู

             

            ในตอนนั้นผมได้แต่คิดในใจ

            'หระ..หรือว่านางคนนี้คือศัตรูเก่าของยี่ฟู่!!’

            ผมกัดฟันแน่นลืมไปจริง ๆ ว่าที่นี่คือเมืองหลวง...

            เป็นแหล่งรวมของยอดฝีมือ..

            การจะมีคนรู้จักวิชาฝ่ามือที่ผมใช้เมื่อกี้นี้ก็ไม่ผิด

             

            “เราจะถามเจ้าอีกครั้ง.. เด็กน้อย!!

            ผู้ใดสอนวิชาฝ่ามือนั่นให้กับเจ้า!!”

            เสียงเบานั่นดังซ้ำมาอีกครั้ง

            ครั้งนี้..

            เลือดไหลออกจากรูหูผมทั้งสองข้างผมรู้สึกได้

            มันอุ่น...แล้วเย็น...แถมยังปวด

             

            เบื้องหน้า...

            ฝ่ามือซ้ายของนางถูกยกขึ้น แรงปราณเข้มข้นสีครามกำลังเคลือบฝ่ามือเอาไว้หนาแน่นอย่างน่าขนลุก

            ผมไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของหมัดนั้นจะเป็นอย่างไร

            แต่ที่แน่ ๆ

            มันสามารถฆ่าผมได้ในหมัดเดียว

             

            เปลือกตาผมเบิกกว้างม่านตาหดลีบทุกเส้นประสาทในร่างกายเหมือนจะร้องออกมาว่า

            ให้รีบหนี

            แต่ผมหนีไม่ได้..

            ขยับไม่ได้..

            แม้แต่จะกลืนน้ำลายยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในตอนนี้

             

            และใช่...

            ผมกลัวผมกลัวจริง ๆ

             

            แต่ถึงจะกลัว ผมก็ไม่ยอมเปิดปาก

            ถ้าผมพูดชื่อยี่ฟู่ออกไปตอนนี้..

            มันก็รับประกันไม่ได้ว่าผมจะรอดจากสถานการณ์นี้

             

            แล้วในตอนที่ผมคิดว่าฝ่ามือนั่นจะฟาดลงมาจริง ๆ

            “ท่านหญิงตงชเว!!”

            เสียงคุ้นหูดังเข้ามา..

            แฝงด้วยความกังวลอย่างยิ่ง

            ผมไม่ต้องมองก็รู้ว่าเป็นเสียงของโหวหวัง

            มันยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวยกมือขึ้นประสานมือเป็นการคารวะสูงสุด ก่อนพูดเสียงชัดเจน

            “ท่านหญิงได้โปรดละเว้นเกลอของฉันสักครั้งด้วยเถิด...”

             

            คนที่ถูกเรียกว่า 'ท่านหญิงตงชเว' หันไปมองเสียงเบา ๆ นั่น..

            เธอมองซุนโหวหวังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงนิ่ง ๆ

            “สำเนียงนั่น.. เจ้าเป็นคนตระกูลซุนรึ?”

             

            “ใช่แล้วขอรับ.. ผู้น้อยคือซุนโหวหวัง...”

            เสียงโหวหวังดังเข้าหูผม ยังเบาอยู่

            แต่ตอนนี้มันเหมือนเสียงระฆังจากสวรรค์เพราะพอผมได้ยิน..

            จิตสังหารที่บดขยี้ร่างผมอยู่ก็เริ่มคลาย

            “เมื่อเจ็ดปีก่อนที่เมืองพยศอาชา..

            ฉันเคยได้พบท่านหญิงหนหนึ่งที่เมืองนั้น ตอนวันงานปลุกพลังสถิตของพ่อหม่าเฟย”

            โหวหวังพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ แววตามันเต็มไปด้วยความกังวลปนตั้งใจ

             

            “ซุนโหวหวังรึ...

            บุตรชายของซุนต้าชิง...หลานปู่ของซุนต้าหลี่...

            ไอ้เด็กซนคนนั้น?”

            น้ำเสียงของหญิงคนนั้น ชั่วขณะหนึ่งฟังดูอ่อนลงเล็กน้อย

            เท่านั้นผมก็รู้ว่าผมรอดแล้ว..

             

            “ใช่แล้วขอรับท่านหญิง..

            ขอได้โปรดท่านช่วยละเว้นเกลอของฉันสักครั้งด้วยเถิด..

            อ้ายคนนี้ไม่ได้ทำเรื่องผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ”

             

            ท่านหญิงตงชเวเงียบมองหน้าของซุนโหวหวังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่พลังปราณของเธอจะลดน้อยถอยลง

            “เห็นแก่หน้าท่านผู้เฒ่าวานร.. เราจะละเว้นมันสักครั้ง..”

            และในวินาทีนั้นเอง..

            ฝ่ามือที่เคยบดหน้าผมไว้แน่นจนแทบยุบก็ปล่อยออกเบา ๆ

            แรงกดดันรอบร่างคล้ายภูเขาที่ถาโถมลงมาเมื่อครู่พลันสลาย

             

            ผมทรุดลงทันที อากาศถาโถมเข้าปอดราวกับคลื่นทะเลถล่มฝั่ง

            ผมไอจนตัวสั่น.. ปอดผมเหมือนเพิ่งรอดออกจากคมเคียวของยมทูต

             

            แต่ยังไม่ทันหายใจให้เต็มแรง

            เสียงบางอย่างดังขึ้นทางข้าง ๆ

            พอผมเหลือบตามองไป

            ก็เห็นว่าเจ้าคนขับรถม้าวิ่งเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงคนนั้นทันที

             

            “ท่านเจ้าวังได้โปรด..

            ได้โปรดช่วยทวงความเป็นธรรมให้นายน้อยของข้าด้วยเถิด!!”

            มันชี้มาที่ผมเต็มแรง พร้อมทำเสียงสะอึกสะอื้นเกินเหตุ

            “มันคนนั้นลงมือต่อนายน้อยจนบาดเจ็บหนัก!

            ได้โปรดท่านเจ้าวังช่วยทวงความเป็นธรรม!

            กอบกู้ศักดิ์ศรีของตระกูลด้วยถะ--!”

             

            คำพูดยังไม่ทันจบ!

            ฝ่ามือข้างเดียวกันกับที่เคยบดหน้าผมเมื่อกี้ได้เปลี่ยนเป้า

            บีบเข้าที่ต้นคอของคนขับรถม้า

             

            ท่านหญิงตงชเวพูดเสียงเรียบนิ่ง..

            แต่กรีดลึกยิ่งกว่าดาบทุกเล่มในยุทธภพ

            “ทำเรื่องเสื่อมเสียให้กับตระกูลแล้วยังกล้าตีหน้าเศร้ามาขอร้องให้เราช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีให้ตระกูลรึ!

            หากเราโง่ปานนั้น..!

            ก็คงไม่ได้เป็นอาวุโสผู้คุมกฎของตระกูลหรอก!!”

             

            เจ้าคนขับรถม้าดิ้นจนตัวงอ..

            มันอยากพูด อยากร้อง อยากอ้อนวอนแต่แรงบีบนั้นราวกับบอกว่าไม่อนุญาตให้มันทำ

            เสียงของมันค่อย ๆ เงียบ ตาขาวมันเริ่มกลอก

            แล้วผมที่เพิ่งโดนมือนั้นบีบไปก่อนหน้าก็แค่ถอนหายใจในใจ

            ผมรู้ว่าตอนนี้มันคนนั้นรู้สึกยังไง

             

            ส่วนผมยังหายใจแรงอยู่กับพื้นแผ่นอกผมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว พยายามดูดอากาศให้มากที่สุดหลังจากเพิ่งได้ 'สิทธิ์ให้หายใจ' คืนมาไม่ถึงนาที

            แต่เสียงถัดมาที่ผมได้ยิน…

            ทำให้เลือดในร่างผมหยุดนิ่งอีกครั้ง

             

            “ในฐานะผู้อาวุโสผู้คุมกฎแห่งตระกูลตง!!

            เราขอพิพากษาเจ้า!!”

            ผมเงยหน้าขึ้นมอง..

            เสียงของท่านหญิงตงชเวดังขึ้นอีกครั้ง ชัดเจน หนักแน่น และไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง

            “ข้าขอขับไล่เจ้าและครอบครัวออกจากตระกูลตง!! ห้ามย่างกายเข้ามาเหยียบมหานครปัญจมิตรและเมืองทางภาคตะวันออกทั้งครอบครัว!!”

            ผมเบิกตาค้างจากภาพที่เห็น

            เจ้าคนขับรถม้า คนที่เพิ่งชี้นิ้วฟ้องผมเมื่อครู่นี้..

            ถูกมือข้างซ้ายของท่านหญิงตงชเวเปล่งพลังปราณสีครามที่เปล่งออกมาแบบนิ่ง ๆ แต่น่ากลัวอย่างเหลือเชื่อ

            ฝ่ามือนั้นกวาดวาดลงบนหน้าผากของเจ้าคนขับรถม้าด้วยความเร็วที่ผมมองตามแทบไม่ทัน

            เสียงปราณไหม้เนื้อดังขึ้นเบา ๆ แต่กลิ่นเหม็นไหม้นั้นลอยฟุ้งชัดเจน

            เกิดอักษรคำว่า 'ตง' ขึ้นกลางหน้าผากของมันผู้นั้น

            แม้ผมไม่รู้ความหมายของตราประทับนั้น..

            แต่หากให้ผมเดา..

            มันคือการประทับตราขึ้นบัญชีดำของคนตระกูลตงแน่ ๆ

             

            วินาทีต่อมา..

            ร่างของมันก็พุ่งกระเด็นกระแทกเข้าไปในรถม้าที่มันเคยลากมากับมือ

            เสียง โครม! ดังลั่นราวกับสวรรค์ฟาดโทษทัณฑ์ลงมา

            รถม้าแหลก คนสลบ ศักดิ์ศรีสิ้นไม่มีเหลือ

             

            ไม่ทันที่ผมจะขยับตัว

            มือข้างเดิมของท่านหญิงตงชเวก็ได้ปล่อยพลังปราณ เรียกดึงร่างของตงป๋ายซานมาอยู่ในท่าเดียวกันกับคนเมื่อครู่

            คอของตงป๋ายซานที่อยู่ในมือของท่านหญิง ดูแล้วเธอนั้นไม่ได้ถึงกับบีบ แต่ก็แน่นพอให้มันรู้ว่าอากาศในปอดมันไม่ได้ขึ้นกับตัวเองอีกต่อไป

            “เจ้ามีอะไรจะแก้ตัว..! เจ้าเกล็ดเงินไร้ค่า!!”

            แม้น้ำเสียงจะเหมือนตำหนิ..

            และนั่นไม่ใช่แค่โกรธ

            แต่มันคือความผิดหวัง

             

            “ขะ...ข้าผิดไปแล้ว ท่านป้า... ขะ...ข้า...”

            เสียงของตงป๋ายซานเบาหวิว สิ่งที่ผมได้ยินเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

             

            “เป็นเพียงแค่เกล็ดเงิน!

            ยังไม่ได้ถูกยอมรับในฐานะเกล็ดทอง!

            เจ้ามีสิทธิ์กระไรเรียกหาเราด้วยสรรพนามเช่นนั้น!!”

            คำพูดที่แสนเบานั้น

            กลับแฝงด้วยพลังปราณจนหูของตงป๋ายซานถึงกับสะท้าน

            มันร้องไม่ออก..

            แต่ผมเห็นชัดเลยว่าใบหน้ามันซีดลงเรื่อย ๆ

             

            “ทะ...ท่านอาวุโสผู้คุมกฎ...

            ขะ...ข้าผิดไปแล้ว

            ขะ...ข้า...”

            เสียงมันสั่นไม่ใช่แค่เพราะเจ็บ..

            แต่เพราะมันรู้แล้ว ว่าความมั่นใจของมันเมื่อครู่นั้น ไร้ค่ากว่าเกล็ดที่ยังไม่ขัดมันเสียอีก

             

            ผมนั่งดูเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร..

            ไม่ใช่เพราะไม่อยากพูด แต่เพราะตอนนี้แค่หายใจก็ยังต้องจัดลำดับกล้ามเนื้อดี ๆ

            ในตอนนั้นซุนโหวหวังเดินเข้ามาหาผมก่อนจะช่วยพยุงเบา ๆ

            “อย่างไร.. อ้าย 'เกรียนทีบอก' สมใจเอ็งหรือไม่?”

             

            “เกือบตายไปแล้ว”

            เสียงของผมในตอนนั้น..

            ผมยอมรับ..

            มันยิ่งกว่าการวิ่งเข้าบ้านผีสิงแล้วเจอผี 'ตุ้งแช่ใส่'

            ผมกลัวจริง ๆ จังหวะนั้น

             

            โหวหวังหัวเราะในลำคอมันพยุงผมขึ้นช้า ๆ แล้วถามเสียงเบา

            “อย่างไรเอ็ง.. ในแผนได้คาดคิดเรื่องนี้ไว้ก่อนฤๅเปล่า?”

             

            “ใครมันจะไปคิดเรื่องแบบนี้ได้ล่วงหน้ากัน...

            ว่าแต่ยัย...

            เอ่อ...

            ข้าหมายถึงนางเป็นใคร?”

             

            โหวหวังชำเลืองไปที่ท่านหญิงตงชเวที่ยังคงยืนอยู่อย่างองอาจเหนือร่างหลานชายตัวเอง

            ก่อนตอบเสียงแผ่ว ๆ แบบกลัวว่าสิ่งที่มันกำลังจะพูดจะเข้าหูคนที่มันกำลังเอ่ยถึง

            “เธอคือท่านหญิงตงชเว...

            เจ้าวังยุทธ์ปัญจมิตรรุ่นปัจจุบัน ทั้งยังเป็นอาวุโสผู้คุมกฎของตระกูลตงอีกตำแหน่งหนึ่ง…”

            โหวหวังเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ

            “แล้วก็มีข่าวเล่าลือว่า..

            ท่านหญิง..

            เอ่อ..

            เคยคบหากับพ่อบุญธรรมของเอ็งอยู่ช่วงหนึ่ง...”

             

            ผมถึงชะงัก ลืมกระทั่งว่าต้องรีบสูดอากาศเข้าปอดในตอนที่สามารถทำได้

            “หะ..! ยัยแก่นั่นเคยเป็นแฟนกับยี่ฟู่ของข้า!

            ข้าหมายถึงนางเคยเป็นคนรักของพ่อบุญธรรมของข้าด้วยหรือ!?”

            ผมเบิกตาโพลงจริงจังจะหายใจก็แทบติดขัดอีกระลอก

            ไม่ใช่เพราะโดนบีบหน้าเหมือนเมื่อกี้

             

            “ฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก...

            มันเป็นเรื่องก่อนที่ฉันจะเกิดเสียอีก”

            โหวหวังเอ่ยขึ้นพร้อมทำหน้าคิดผมยังคงหอบแผ่ว ๆ อยู่ข้าง ๆ มัน

            พลางฟังมันต่ออย่างคนที่อยากรู้อยู่ลึก ๆ

            “แต่เห็นเขาเล่า ๆ ลือ ๆ กันว่า..

            ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองสะบั้นตั้งแต่ตอนที่ท่านจอมยุทธ์หัตถ์ภูติเข้าร่วมกับพรรคมารในครั้งอดีต”

             

            ผมกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่..

            ผมหันกลับไปมองเธอ..

            ในใจยกมือไหว้ขอพรต่อสวรรค์ ขอพรต่อเทพีแห่งคนดวงซวยที่เป็นเทพธิดาประจำตัวของผมเลยก็ได้

             

            ว่าขอเถอะ..

            ขอให้ท่านหญิงตงชเวเป็นฝ่ายทิ้งยี่ฟู่ของผมไป

            และขอให้ยี่ฟู่ไม่ได้ทำอะไรให้เธอคนนี้เจ็บช้ำน้ำใจ

            ขอให้เธอไม่ได้เจ็บแค้นอะไรยี่ฟู่ของผม..

            Please..

             

            “เจ้าไม่สมควรใช่ชื่อสกุลตง!!”

            เสียงของท่านหญิงตงชเว ดังก้องราวเสียงฟ้าผ่ากลางลาน

            แล้วร่างของตงป๋ายซานก็ถูกทุ่มกระแทกพื้นเสียงดัง โครม!

            ผิวพื้นหินที่แข็งแรงแตกระแหงเป็นวงกว้างเหมือนพื้นแผ่นดินเพิ่งโดนเท้าเทพอสูรเหยียบ

            “เจ้าจงรีบกลับไปรอข้าที่วังยุทธ์ปัญจมิตร!!

            หากว่าข้าไปถึงแล้วไม่พบเจ้า...”

            เสียงของนางกรีดลึกดุจนางกำลังเฉือนอนาคตของหลานตัวเองต่อหน้าต่อตาทุกคน

            “ต่อให้ตงเสวี่ยซานมาคุกเข่าขอร้องแทนน้องชั่ว ๆ อย่างเจ้า..

            ข้าก็ไม่มีวันยอมยกโทษให้!!”

            คำพูดนั้นไม่ใช่แค่คำสั่งแต่มันคือคำตัดสินที่ 'ห้ามโต้แย้ง'

             

            ตงป๋ายซานกระเสือกกระสนลุกขึ้นมาคุกเข่าทันที ก้มหน้าลงกับพื้นเสียงดัง

            “ขะ...ข้าทราบละ…แล้ว…”

            ผมถึงกลืนน้ำลายเมื่อเห็นความเด็ดขาดของท่านหญิง

            อารมณ์ในใจมันตีกันยุ่ง..

            ผมทั้งรู้สึกสงสารและเหม็นขี้หน้ามัน

            แต่เมื่อนึกถึงเรื่องสองพ่อลูกนั่น..

            มันก็ทำให้สิ่งที่ตีในหัวผมสงบลง

             

            ร่างสะบักสะบอมของตงป๋ายซานพยายามลุกขึ้น แล้วมันก็หมุนตัวจะออกจากลานตรงนี้ไป

            แต่..

             

            “อ้อ.. ข้าห้ามเจ้าใช้ท่าร่างวิ่งไปที่วังยุทธ์ของข้า..”

            เสียงของตงชเวดังขึ้นอีกครั้ง

            เสียงของนางไม่ได้ดังมาก..

            แต่มันเย็นยะเยือกพอจะดับไฟในหัวใจของใครก็ได้

            “อยากเป็นคนสูงศักดิ์มีคนนับหน้าถือตา..

            เจ้าก็จงเรียนรู้ผลของการสูญเสียมันไปซะ!”

             

            ผมถึงกับนิ่งค้าง

            ห้ามใช้ท่าร่างแต่ให้วิ่งไปตามทางเพื่อแสดงท่าทีที่สะบักสะบอมไปตลอดทาง

            คำพูดธรรมดาแต่สำหรับตงป๋ายซานที่เคยโอ้อวดยศศักดิ์

            นี่คือการเหยียบเกียรติซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อหน้าสาธารณะ

            นี่ไม่ใช่แค่การลงโทษ..

            แต่มันคือการฝังชื่อเสียงทั้งเป็น

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    854K 4500
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912