ขณะเดียวกัน ที่ขอบระเบียงของลานประลอง...
ซุนโหวหวังยืนกอดอกดูการต่อสู้นั้นด้วยความเงียบสงบ สายตาของตนแอบชำเลืองมองไปที่ปานแดงบนหลังมือของตงป๋ายซาน จึงได้รู้ว่าเจ้าคนหยิ่งผยองคนนี้นั้นเป็นร่างสถิตของ 'มังกรจ้าวบาดาลใต้' ระดับสี่ดาว
มังกรจ้าวบาดาลใต้นั้น เป็นหนึ่งในสี่พลังสถิตระดับสี่ดาวสูงสุดของปีนักษัตรมะโรงร่วมกับมังกรจ้าวบาดาลเหนือ..มังกรจ้าวบาดาลตะวันออก..มังกรจ้าวบาดาลตะวันตก
เป็นรองเพียงพลังสถิตพญานาคและจ้าววังบาดาลระดับสี่ดาวครึ่งและมังกรฟ้าระดับห้าดาว
จึงไม่แปลกที่มันคนนี้จะถูกเรียกตัวเข้ามาในมหานครปัญจมิตร
และการที่ตงป๋ายซานคนนี้จะสามารถใช้ปราณธาตุวารีได้เร็วถึงเพียงนี้จึงไม่ใช่อะไรที่แปลก
เพราะมันคือความสามารถของพลังสถิตมังกรจ้าวบาดาลทั้งสี่ตนอยู่แล้ว
'อายุน่าจะราว ๆ 18 - 19 ปี แต่ฝึกได้แค่เท่านี้หรือ..'
ซุนโหวหวังคิดในใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายที่มีพลังสถิตระดับสูงแต่กลับต่อสู้กับสหายของตนที่มีระดับพลังฝึกปรือต่ำกว่าได้อย่างสูสีแบบนี้
'ฉันว่าฉันเป็นคนขี้เกียจฝึกวิชาแล้วหนา.. แต่อ้ายตงป๋ายซานคนนี้กลับขี้เกียจเสียยิ่งกว่าฉันเสียอีก..'
คิดกับตนเองตรงนั้นจบ สายตาของซุนโหวหวังก็ได้เหลือบแลมองไปที่ปานมังกรบนหลังมือของหลิวเจี้ยนที่มันไม่รู้จัก
'ไหน..เกลอ... พลังสถิตของเอ็งพิเศษพอจะโค่นอ้ายตงป๋ายซานได้หรือไม่..'
ดูเหมือนนี่จะเป็นโอกาสที่ซุนโหวหวังได้ดูความสามารถของสหายของมันจากการต่อสู้จริงเป็นครั้งแรก
แม้เมื่อครึ่งอาทิตย์ก่อนพวกมันจะช่วยกันต่อสู้กับอสูรของเจ้าสำนักลู่และคนตระกูลอุสางิมาได้
แต่ซุนโหวหวังยังไม่ได้เห็นฝีมือที่แท้จริงของหลิวเจี้ยนสักเท่าไหร่เลย
ซุนโหวหวังจึงอยากรู้ว่าคนที่เป็นร่างสถิตของพลังสถิตระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
มันจะเก่งกาจหรือพิเศษกว่าคนอื่นมากมายขนาดไหน
กลับมาที่การบรรยายจากปากของหลิวเจี้ยน
ตงป๋ายซานซัดวิชาฝ่ามือใส่ผมไม่ยั้ง
ฝ่ามือแล้วฝ่ามือเล่า
แต่ผมก็สามารถรับฝ่ามือของมันได้ทุกกระบวนท่า
แล้วรู้อะไรไหม..
ที่มันยังสามารถปล่อยหมัดกับฝ่ามือใส่ผมได้
เป็นเพราะผมปล่อยให้มันทำต่างหาก
เพราะผมเองก็อยากรู้..
อยากรู้ว่าวิชาฝ่ามือ 'อันดับหนึ่งของอาณาจักร' มันเป็นวิชาแบบไหน
ใครจะรู้ล่ะ..
เผื่อมีวันไหนจะต้องมีแมตช์รีแมตช์กับคนตระกูลตงอีก
เรียนจากคนตรงเพื่อเตรียมตัวไว้ก่อนก็ไม่เห็นเสียหายอะไรว่าไหม
แต่ไอ้หมอนี่...
มันก็ยังร่ายรำกระบวนท่าวิชาฝ่ามือของมันอย่างมั่นใจเต็มร้อย ราวกับคิดว่ายังไงก็ต่อยผมลงได้อยู่ดี ถึงผมจะรับได้ทุกหมัดทุกฝ่ามือมันก็เถอะ
แต่เมื่อสู่ฝ่ามือที่สิบสาม ไอ้ตงป๋ายซานมันก็เริ่มเปลี่ยนสไตล์การต่อสู้
มันเปลี่ยนจากการใช้แค่ฝ่ามือ เติมท่าเท้า เตะซ้าย เตะขวา ปัดล่าง อัดบน
ถึงตรงนี้ก็ได้ทำให้ผมรู้..
ว่าวิชาฝ่ามือของตระกูลตงนั้นที่แตกต่างจากวิชาฝ่ามือของคนอื่น
ก็คงเพราะด้วยท่าเท้าพวกนั้นที่ตอนนี้ตงป๋ายซานใช้ใส่ผม
แต่ก็นะ..
การใช้ฝ่าเท้าต่อหน้าอดีต 'นักฟุตบอลทีมโรงเรียน' แบบผมเนี่ย แถมยังเป็นอดีต 'เพลย์เมกเกอร์' ด้วย
พวกนายคิดว่าผมจะยอมเหรอ?
บอกเลยผิดคนแล้วพวก
ป๋ายซานเตะซ้าย ผมยกแข็งขวาขึ้นบังพร้อมใช้ศอกช่วยกัน
แล้วพอเห็นผมยืนขาเดียว ไอ้หมอนั่นก็ได้ก้มตัวหมุนเพื่อเตะตัดขาของผม
แต่การเคลื่อนไหวของมันนั้นช้ามาก
ช้าพอ ๆ กับพวกคนแก่ที่รําไทเก็กอยู่ในสวนหย่อม
ผมจึงได้กระทืบขาข้างที่ยกขึ้นตะกี้นี้ ใส่ไปที่ต้นขาของตงป๋ายซานเต็มแรง
แต่ก็ถูกฝ่ามือของตงป๋ายซานกันเอาไว้
ทว่าด้วยการใช้ฝ่ามือของมัน ทำให้ร่างกายดูฝืนธรรมชาติ
แรงเตะกวาดของมันจึงเบาลง
แต่ถึงจะเบาลง ผมก็ใช้ประมาท
ผมใช้ฝ่ามือนั้นของมันที่ถูกเท้าผมเหยียบเป็นแท่นส่ง ใช้ขาข้างเดิมถีบสั้นเข้าใส่ เพื่อกระโดดถอยกลับหลังหลบเท้าที่เตะมา
เจ้าตงป๋ายซานยกยิ้มขึ้นอย่างมั่นใจสุดขีด
แบบที่พอเห็นแล้วผมอยากยกหมัดสวนใส่รอยยิ้มนั่นก่อนวิชาอะไรด้วยซ้ำ
“เจ้าโง่!!”
เสียงมันตะโกนขณะพลังปราณธาตุวารีระเบิดขึ้นอีกระลอก
คลื่นพลังเย็นเยียบพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของมัน แค่ผ่านร่างผมไปเฉียด ๆ ยังรู้สึกได้ถึงลมหายใจของฤดูหนาวที่ชอนไชเข้าไปในกระดูก
“กรงเล็บมังกรหยก!!”
มันประกาศท่าวิชากร้าวออกมาพร้อมยันตัวตามผมมา
คิดอาศัยจังหวะที่ผมอยู่กลางอากาศเล่นงานผม
ฝ่ามือที่โอบด้วยปราณน้ำแข็งนั่นฟาดเข้ามาตรงอกผมแบบไม่มีเบรก
แม้ว่าผมจะไม่ได้ยืนอยู่บนพื้น แต่ผมก็สามารถยกมือขวาขึ้นรับไว้อย่างมั่นคง
แน่นอน..
มันไม่ได้ตกใจหรอกที่ผมรับท่าวิชาของมันได้
แววตาของมันกลับยิ่งมั่นใจ
มันคงคิดว่าแค่รับฝ่ามือของมันไว้ ฝ่ามือผมก็น่าจะกระดูกหักบ้าง อาจมีนิ้วร้าวบ้างล่ะ
คงคิดว่าตัวเองได้เปรียบเต็มที่
เหอะ..
สิ้นคิด..
“คนโง่คือคนที่ลำพองใจคิดว่าชนะแล้วอย่างเจ้าต่างหาก..
เจ้าสวะตระกูลตง!!”
ประกายในตาผมวาวโรจน์ พลังปราณในฝ่ามือของผมเอ่อท้นออกมา
“หัตถ์ภูติ ฉวยยืม..คืนสนอง!!”
พลังปราณจากวิชาของมันที่ไหลเข้ามาทางฝ่ามือผม!!
ผมไม่ขัดขืน ไม่ต่อต้าน ตรงกันข้าม!!
ผมดูดซับพลังสายนั้นเอาไว้
ปล่อยให้พลังหนาวเย็นไหลเข้าร่างผ่านฝ่ามือ แล้วเปลี่ยนเส้นทางมาสะสมไว้ในฝ่ามือซ้ายที่ผมยังไม่ได้ใช้
ในวินาทีนั้น...
ไอเย็นที่เคยอยู่บนฝ่ามือของตงป๋ายซาน..
ก็ได้ปรากฏอยู่บนฝ่ามือข้างซ้ายของผม
ฝ่ามือซ้ายผมเริ่มแผ่ไอเย็นออกมาเหมือนกำลังถักทอสายธารน้ำแข็งที่ไม่ใช่ของผม
ผมแสยะยิ้ม แล้วกระซิบแผ่ว ๆ
“เอาความมั่นใจของเจ้า!!
ซัดหน้าตัวเจ้าเองไปซะ”
ปัง!!
ฝ่ามือซ้ายผมกระแทกกลางอกมันเต็มแรงเสียงดังสะท้อนเหมือนน้ำแข็งแตกกลางอากาศ
พริบตาเดียว..
ร่างของตงป๋ายซานพุ่งกระเด็นกลับไปทางรถม้า..
ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองร่างสะบักสะบอมของ ตงป๋ายซาน ที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างรถม้า
บนผิวมันเต็มไปด้วยรอยแผลจากพลังปราณของตัวมันเอง
ไอเย็นยังระเหยคลุ้งจากแผ่นอก คล้ายโดนอสูรน้ำแข็งตนหนึ่งตะปบเล่นก่อนโยนทิ้ง
พวกคุณคงสงสัย..
ว่าผมเองก็ใช้วิชาปราณธาตุได้แล้วเหรอ..
ไม่..
ผมยังไม่สามารถใช้ได้ แต่เป็นเพราะวิชาของผมต่างหาก
'หัตถ์ภูติ ฉวยยืม..คืนสนอง' นี่คือหนึ่งในหกวิชาฝ่ามือที่ยี่ฟู่คิดค้นไว้
ท่านี้นั้นเรียกได้ว่าอันตรายถึงตายถ้าใช้ถูกจังหวะ
มันคือท่าที่ออกแบบมาเพื่อต่อกรกับวิชาฝ่ามือโดยเฉพาะ
แค่จับจังหวะได้...
ก็ยืมแรงฝ่ายตรงข้ามแล้วซัดกลับไปในน้ำหนักเดียวกันไม่ต้องคิดอะไรมาก
แต่วิชาแบบนี้ ย่อมมีข้อเสียเป็นธรรมดา
วิชานี้จะพังทันทีถ้าผมเผชิญกับพลังปราณธาตุขั้วตรงข้าม
อย่างถ้าผมเป็นปราณไฟ..ผมจะไม่สามารถรับ ปราณธาตุวารีเข้าไปในร่างได้
เช่นกัน.. วายุก็จะต้านปฐพี ไม่อาจรับเข้ามาได้
แต่เคราะห์ดีผมไม่มีธาตุชัดเจน..
เพราะระดับพลังฝึกปรือของผมนั้นยังไม่ถึงขั้น จึงไม่สามารถใช้ปราณธาตุได้
เท่ากับตอนนี้ผมเป็นคนไร้ธาตุ จึงสามารถรับปราณธาตุอะไรก็ได้เข้ามาในร่างของตัวเอง
ผมสูดลมหายใจเข้าตื้น ๆ เตรียมจะถากถางเจ้าตงป๋ายซานต่ออีกสักประโยค
แต่แล้ว..
ขนตรงหลังคอของผมก็ลุกขึ้นหมดในชั่วพริบตาจากจิตสังหารสายหนึ่ง
แถมไม่ใช่แค่จิตสังหารธรรมดา ๆ มันคือแรงอาฆาตหนาแน่นที่เหมือนทะเลพัดซัดเข้ามาทั้งผืน
ผมพยายามหันไปมองตามสัญชาตญาณ แต่สายตายังไม่ทันเห็นครบ ร่างของผมก็ถูก กระแทกลงไปกองกับพื้น
ฝ่ามือหนึ่งกดเข้าที่ใบหน้าผมเต็มแรง..
แรงจนพื้นเบื้องหลังผมยุบลงเป็นหลุมลึก
ฝ่ามือนั้นใหญ่พอจะปิดใบหน้าผมได้เกือบทั้งแผ่นเหลือเพียงตาซ้ายของผมที่ยังเปิดไว้ได้พอมองเห็น..
คนที่ทำผมเป็นหญิงชรา
ไม่สิ.. สตรีอายุมากผู้หนึ่ง
นางมีผมสีดำเข้มแซมขาวเล็กน้อยใบหน้าของนางตึงแน่น
แต่ไม่ใช่เพราะกาลเวลา..
เพราะโกรธต่างหาก..
โกรธจนผิวหนังรอบดวงตาเหมือนจะแตกออก
ผมยังไม่ทันได้ตั้งรับแต่แค่สัมผัสเพียงครู่เดียวก็รู้ ว่านางมีพลังฝึกปรือในระดับที่ผมไม่อาจวัดได้
ไม่ใช่แค่ไม่รู้ว่าอยู่ระดับไหนแต่คือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีขีดจำกัดหรือเปล่า
พลังปราณของนางไหลทะลักลงมากดร่างผมจนลมหายใจติดขัดทั่วทั้งร่าง
ผมขยับไม่ได้เลยแม้แต่ปลายนิ้ว
และที่ร้ายกว่านั้น..
ผมหายใจไม่ออก
จมูกของผมแน่นไปหมด อกผมตึงราวกับถูกหินพันตันกดทับปอดเอาไว้
ผมดิ้นอยู่ข้างในเหมือนปลาถูกโยนลงในน้ำมันเดือด
จะสูดอากาศก็ไม่ได้ จะขยับก็ทำไม่ได้ จะดิ้นหนีก็ไม่มีทาง
มีแค่ตาซ้ายข้างเดียวของผมที่ยังเปิดอยู่และมันกำลังมองไปที่ใบหน้าตรงหน้า
“วิชาฝ่ามือนั่น!! ใครเป็นคนสอนเจ้า!!”
เสียงของเธอเบาราวกับเสียงกระซิบ... แต่มันดังทะลุทะลวงเข้าแก้วหูอย่างโหดร้าย
ผมแทบสะดุ้งร่างยังขยับไม่ได้ แต่หัวใจผมนี่เต้นแรงจนเหมือนจะระเบิดออกมา
ยิ่งกว่าถูกเข็มพันเล่มแทงทะลุแก้วหู
ในตอนนั้นผมได้แต่คิดในใจ
'หระ..หรือว่านางคนนี้คือศัตรูเก่าของยี่ฟู่!!’
ผมกัดฟันแน่นลืมไปจริง ๆ ว่าที่นี่คือเมืองหลวง...
เป็นแหล่งรวมของยอดฝีมือ..
การจะมีคนรู้จักวิชาฝ่ามือที่ผมใช้เมื่อกี้นี้ก็ไม่ผิด
“เราจะถามเจ้าอีกครั้ง.. เด็กน้อย!!
ผู้ใดสอนวิชาฝ่ามือนั่นให้กับเจ้า!!”
เสียงเบานั่นดังซ้ำมาอีกครั้ง
ครั้งนี้..
เลือดไหลออกจากรูหูผมทั้งสองข้างผมรู้สึกได้
มันอุ่น...แล้วเย็น...แถมยังปวด
เบื้องหน้า...
ฝ่ามือซ้ายของนางถูกยกขึ้น แรงปราณเข้มข้นสีครามกำลังเคลือบฝ่ามือเอาไว้หนาแน่นอย่างน่าขนลุก
ผมไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของหมัดนั้นจะเป็นอย่างไร
แต่ที่แน่ ๆ
มันสามารถฆ่าผมได้ในหมัดเดียว
เปลือกตาผมเบิกกว้างม่านตาหดลีบทุกเส้นประสาทในร่างกายเหมือนจะร้องออกมาว่า
ให้รีบหนี
แต่ผมหนีไม่ได้..
ขยับไม่ได้..
แม้แต่จะกลืนน้ำลายยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในตอนนี้
และใช่...
ผมกลัวผมกลัวจริง ๆ
แต่ถึงจะกลัว ผมก็ไม่ยอมเปิดปาก
ถ้าผมพูดชื่อยี่ฟู่ออกไปตอนนี้..
มันก็รับประกันไม่ได้ว่าผมจะรอดจากสถานการณ์นี้
แล้วในตอนที่ผมคิดว่าฝ่ามือนั่นจะฟาดลงมาจริง ๆ
“ท่านหญิงตงชเว!!”
เสียงคุ้นหูดังเข้ามา..
แฝงด้วยความกังวลอย่างยิ่ง
ผมไม่ต้องมองก็รู้ว่าเป็นเสียงของโหวหวัง
มันยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวยกมือขึ้นประสานมือเป็นการคารวะสูงสุด ก่อนพูดเสียงชัดเจน
“ท่านหญิงได้โปรดละเว้นเกลอของฉันสักครั้งด้วยเถิด...”
คนที่ถูกเรียกว่า 'ท่านหญิงตงชเว' หันไปมองเสียงเบา ๆ นั่น..
เธอมองซุนโหวหวังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงนิ่ง ๆ
“สำเนียงนั่น.. เจ้าเป็นคนตระกูลซุนรึ?”
“ใช่แล้วขอรับ.. ผู้น้อยคือซุนโหวหวัง...”
เสียงโหวหวังดังเข้าหูผม ยังเบาอยู่
แต่ตอนนี้มันเหมือนเสียงระฆังจากสวรรค์เพราะพอผมได้ยิน..
จิตสังหารที่บดขยี้ร่างผมอยู่ก็เริ่มคลาย
“เมื่อเจ็ดปีก่อนที่เมืองพยศอาชา..
ฉันเคยได้พบท่านหญิงหนหนึ่งที่เมืองนั้น ตอนวันงานปลุกพลังสถิตของพ่อหม่าเฟย”
โหวหวังพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ แววตามันเต็มไปด้วยความกังวลปนตั้งใจ
“ซุนโหวหวังรึ...
บุตรชายของซุนต้าชิง...หลานปู่ของซุนต้าหลี่...
ไอ้เด็กซนคนนั้น?”
น้ำเสียงของหญิงคนนั้น ชั่วขณะหนึ่งฟังดูอ่อนลงเล็กน้อย
เท่านั้นผมก็รู้ว่าผมรอดแล้ว..
“ใช่แล้วขอรับท่านหญิง..
ขอได้โปรดท่านช่วยละเว้นเกลอของฉันสักครั้งด้วยเถิด..
อ้ายคนนี้ไม่ได้ทำเรื่องผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ”
ท่านหญิงตงชเวเงียบมองหน้าของซุนโหวหวังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่พลังปราณของเธอจะลดน้อยถอยลง
“เห็นแก่หน้าท่านผู้เฒ่าวานร.. เราจะละเว้นมันสักครั้ง..”
และในวินาทีนั้นเอง..
ฝ่ามือที่เคยบดหน้าผมไว้แน่นจนแทบยุบก็ปล่อยออกเบา ๆ
แรงกดดันรอบร่างคล้ายภูเขาที่ถาโถมลงมาเมื่อครู่พลันสลาย
ผมทรุดลงทันที อากาศถาโถมเข้าปอดราวกับคลื่นทะเลถล่มฝั่ง
ผมไอจนตัวสั่น.. ปอดผมเหมือนเพิ่งรอดออกจากคมเคียวของยมทูต
แต่ยังไม่ทันหายใจให้เต็มแรง
เสียงบางอย่างดังขึ้นทางข้าง ๆ
พอผมเหลือบตามองไป
ก็เห็นว่าเจ้าคนขับรถม้าวิ่งเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงคนนั้นทันที
“ท่านเจ้าวังได้โปรด..
ได้โปรดช่วยทวงความเป็นธรรมให้นายน้อยของข้าด้วยเถิด!!”
มันชี้มาที่ผมเต็มแรง พร้อมทำเสียงสะอึกสะอื้นเกินเหตุ
“มันคนนั้นลงมือต่อนายน้อยจนบาดเจ็บหนัก!
ได้โปรดท่านเจ้าวังช่วยทวงความเป็นธรรม!
กอบกู้ศักดิ์ศรีของตระกูลด้วยถะ--!”
คำพูดยังไม่ทันจบ!
ฝ่ามือข้างเดียวกันกับที่เคยบดหน้าผมเมื่อกี้ได้เปลี่ยนเป้า
บีบเข้าที่ต้นคอของคนขับรถม้า
ท่านหญิงตงชเวพูดเสียงเรียบนิ่ง..
แต่กรีดลึกยิ่งกว่าดาบทุกเล่มในยุทธภพ
“ทำเรื่องเสื่อมเสียให้กับตระกูลแล้วยังกล้าตีหน้าเศร้ามาขอร้องให้เราช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีให้ตระกูลรึ!
หากเราโง่ปานนั้น..!
ก็คงไม่ได้เป็นอาวุโสผู้คุมกฎของตระกูลหรอก!!”
เจ้าคนขับรถม้าดิ้นจนตัวงอ..
มันอยากพูด อยากร้อง อยากอ้อนวอนแต่แรงบีบนั้นราวกับบอกว่าไม่อนุญาตให้มันทำ
เสียงของมันค่อย ๆ เงียบ ตาขาวมันเริ่มกลอก
แล้วผมที่เพิ่งโดนมือนั้นบีบไปก่อนหน้าก็แค่ถอนหายใจในใจ
ผมรู้ว่าตอนนี้มันคนนั้นรู้สึกยังไง
ส่วนผมยังหายใจแรงอยู่กับพื้นแผ่นอกผมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว พยายามดูดอากาศให้มากที่สุดหลังจากเพิ่งได้ 'สิทธิ์ให้หายใจ' คืนมาไม่ถึงนาที
แต่เสียงถัดมาที่ผมได้ยิน…
ทำให้เลือดในร่างผมหยุดนิ่งอีกครั้ง
“ในฐานะผู้อาวุโสผู้คุมกฎแห่งตระกูลตง!!
เราขอพิพากษาเจ้า!!”
ผมเงยหน้าขึ้นมอง..
เสียงของท่านหญิงตงชเวดังขึ้นอีกครั้ง ชัดเจน หนักแน่น และไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
“ข้าขอขับไล่เจ้าและครอบครัวออกจากตระกูลตง!! ห้ามย่างกายเข้ามาเหยียบมหานครปัญจมิตรและเมืองทางภาคตะวันออกทั้งครอบครัว!!”
ผมเบิกตาค้างจากภาพที่เห็น
เจ้าคนขับรถม้า คนที่เพิ่งชี้นิ้วฟ้องผมเมื่อครู่นี้..
ถูกมือข้างซ้ายของท่านหญิงตงชเวเปล่งพลังปราณสีครามที่เปล่งออกมาแบบนิ่ง ๆ แต่น่ากลัวอย่างเหลือเชื่อ
ฝ่ามือนั้นกวาดวาดลงบนหน้าผากของเจ้าคนขับรถม้าด้วยความเร็วที่ผมมองตามแทบไม่ทัน
เสียงปราณไหม้เนื้อดังขึ้นเบา ๆ แต่กลิ่นเหม็นไหม้นั้นลอยฟุ้งชัดเจน
เกิดอักษรคำว่า 'ตง' ขึ้นกลางหน้าผากของมันผู้นั้น
แม้ผมไม่รู้ความหมายของตราประทับนั้น..
แต่หากให้ผมเดา..
มันคือการประทับตราขึ้นบัญชีดำของคนตระกูลตงแน่ ๆ
วินาทีต่อมา..
ร่างของมันก็พุ่งกระเด็นกระแทกเข้าไปในรถม้าที่มันเคยลากมากับมือ
เสียง โครม! ดังลั่นราวกับสวรรค์ฟาดโทษทัณฑ์ลงมา
รถม้าแหลก คนสลบ ศักดิ์ศรีสิ้นไม่มีเหลือ
ไม่ทันที่ผมจะขยับตัว
มือข้างเดิมของท่านหญิงตงชเวก็ได้ปล่อยพลังปราณ เรียกดึงร่างของตงป๋ายซานมาอยู่ในท่าเดียวกันกับคนเมื่อครู่
คอของตงป๋ายซานที่อยู่ในมือของท่านหญิง ดูแล้วเธอนั้นไม่ได้ถึงกับบีบ แต่ก็แน่นพอให้มันรู้ว่าอากาศในปอดมันไม่ได้ขึ้นกับตัวเองอีกต่อไป
“เจ้ามีอะไรจะแก้ตัว..! เจ้าเกล็ดเงินไร้ค่า!!”
แม้น้ำเสียงจะเหมือนตำหนิ..
และนั่นไม่ใช่แค่โกรธ
แต่มันคือความผิดหวัง
“ขะ...ข้าผิดไปแล้ว ท่านป้า... ขะ...ข้า...”
เสียงของตงป๋ายซานเบาหวิว สิ่งที่ผมได้ยินเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“เป็นเพียงแค่เกล็ดเงิน!
ยังไม่ได้ถูกยอมรับในฐานะเกล็ดทอง!
เจ้ามีสิทธิ์กระไรเรียกหาเราด้วยสรรพนามเช่นนั้น!!”
คำพูดที่แสนเบานั้น
กลับแฝงด้วยพลังปราณจนหูของตงป๋ายซานถึงกับสะท้าน
มันร้องไม่ออก..
แต่ผมเห็นชัดเลยว่าใบหน้ามันซีดลงเรื่อย ๆ
“ทะ...ท่านอาวุโสผู้คุมกฎ...
ขะ...ข้าผิดไปแล้ว
ขะ...ข้า...”
เสียงมันสั่นไม่ใช่แค่เพราะเจ็บ..
แต่เพราะมันรู้แล้ว ว่าความมั่นใจของมันเมื่อครู่นั้น ไร้ค่ากว่าเกล็ดที่ยังไม่ขัดมันเสียอีก
ผมนั่งดูเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร..
ไม่ใช่เพราะไม่อยากพูด แต่เพราะตอนนี้แค่หายใจก็ยังต้องจัดลำดับกล้ามเนื้อดี ๆ
ในตอนนั้นซุนโหวหวังเดินเข้ามาหาผมก่อนจะช่วยพยุงเบา ๆ
“อย่างไร.. อ้าย 'เกรียนทีบอก' สมใจเอ็งหรือไม่?”
“เกือบตายไปแล้ว”
เสียงของผมในตอนนั้น..
ผมยอมรับ..
มันยิ่งกว่าการวิ่งเข้าบ้านผีสิงแล้วเจอผี 'ตุ้งแช่ใส่'
ผมกลัวจริง ๆ จังหวะนั้น
โหวหวังหัวเราะในลำคอมันพยุงผมขึ้นช้า ๆ แล้วถามเสียงเบา
“อย่างไรเอ็ง.. ในแผนได้คาดคิดเรื่องนี้ไว้ก่อนฤๅเปล่า?”
“ใครมันจะไปคิดเรื่องแบบนี้ได้ล่วงหน้ากัน...
ว่าแต่ยัย...
เอ่อ...
ข้าหมายถึงนางเป็นใคร?”
โหวหวังชำเลืองไปที่ท่านหญิงตงชเวที่ยังคงยืนอยู่อย่างองอาจเหนือร่างหลานชายตัวเอง
ก่อนตอบเสียงแผ่ว ๆ แบบกลัวว่าสิ่งที่มันกำลังจะพูดจะเข้าหูคนที่มันกำลังเอ่ยถึง
“เธอคือท่านหญิงตงชเว...
เจ้าวังยุทธ์ปัญจมิตรรุ่นปัจจุบัน ทั้งยังเป็นอาวุโสผู้คุมกฎของตระกูลตงอีกตำแหน่งหนึ่ง…”
โหวหวังเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ
“แล้วก็มีข่าวเล่าลือว่า..
ท่านหญิง..
เอ่อ..
เคยคบหากับพ่อบุญธรรมของเอ็งอยู่ช่วงหนึ่ง...”
ผมถึงชะงัก ลืมกระทั่งว่าต้องรีบสูดอากาศเข้าปอดในตอนที่สามารถทำได้
“หะ..! ยัยแก่นั่นเคยเป็นแฟนกับยี่ฟู่ของข้า!
ข้าหมายถึงนางเคยเป็นคนรักของพ่อบุญธรรมของข้าด้วยหรือ!?”
ผมเบิกตาโพลงจริงจังจะหายใจก็แทบติดขัดอีกระลอก
ไม่ใช่เพราะโดนบีบหน้าเหมือนเมื่อกี้
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก...
มันเป็นเรื่องก่อนที่ฉันจะเกิดเสียอีก”
โหวหวังเอ่ยขึ้นพร้อมทำหน้าคิดผมยังคงหอบแผ่ว ๆ อยู่ข้าง ๆ มัน
พลางฟังมันต่ออย่างคนที่อยากรู้อยู่ลึก ๆ
“แต่เห็นเขาเล่า ๆ ลือ ๆ กันว่า..
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองสะบั้นตั้งแต่ตอนที่ท่านจอมยุทธ์หัตถ์ภูติเข้าร่วมกับพรรคมารในครั้งอดีต”
ผมกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่..
ผมหันกลับไปมองเธอ..
ในใจยกมือไหว้ขอพรต่อสวรรค์ ขอพรต่อเทพีแห่งคนดวงซวยที่เป็นเทพธิดาประจำตัวของผมเลยก็ได้
ว่าขอเถอะ..
ขอให้ท่านหญิงตงชเวเป็นฝ่ายทิ้งยี่ฟู่ของผมไป
และขอให้ยี่ฟู่ไม่ได้ทำอะไรให้เธอคนนี้เจ็บช้ำน้ำใจ
ขอให้เธอไม่ได้เจ็บแค้นอะไรยี่ฟู่ของผม..
Please..
“เจ้าไม่สมควรใช่ชื่อสกุลตง!!”
เสียงของท่านหญิงตงชเว ดังก้องราวเสียงฟ้าผ่ากลางลาน
แล้วร่างของตงป๋ายซานก็ถูกทุ่มกระแทกพื้นเสียงดัง โครม!
ผิวพื้นหินที่แข็งแรงแตกระแหงเป็นวงกว้างเหมือนพื้นแผ่นดินเพิ่งโดนเท้าเทพอสูรเหยียบ
“เจ้าจงรีบกลับไปรอข้าที่วังยุทธ์ปัญจมิตร!!
หากว่าข้าไปถึงแล้วไม่พบเจ้า...”
เสียงของนางกรีดลึกดุจนางกำลังเฉือนอนาคตของหลานตัวเองต่อหน้าต่อตาทุกคน
“ต่อให้ตงเสวี่ยซานมาคุกเข่าขอร้องแทนน้องชั่ว ๆ อย่างเจ้า..
ข้าก็ไม่มีวันยอมยกโทษให้!!”
คำพูดนั้นไม่ใช่แค่คำสั่งแต่มันคือคำตัดสินที่ 'ห้ามโต้แย้ง'
ตงป๋ายซานกระเสือกกระสนลุกขึ้นมาคุกเข่าทันที ก้มหน้าลงกับพื้นเสียงดัง
“ขะ...ข้าทราบละ…แล้ว…”
ผมถึงกลืนน้ำลายเมื่อเห็นความเด็ดขาดของท่านหญิง
อารมณ์ในใจมันตีกันยุ่ง..
ผมทั้งรู้สึกสงสารและเหม็นขี้หน้ามัน
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องสองพ่อลูกนั่น..
มันก็ทำให้สิ่งที่ตีในหัวผมสงบลง
ร่างสะบักสะบอมของตงป๋ายซานพยายามลุกขึ้น แล้วมันก็หมุนตัวจะออกจากลานตรงนี้ไป
แต่..
“อ้อ.. ข้าห้ามเจ้าใช้ท่าร่างวิ่งไปที่วังยุทธ์ของข้า..”
เสียงของตงชเวดังขึ้นอีกครั้ง
เสียงของนางไม่ได้ดังมาก..
แต่มันเย็นยะเยือกพอจะดับไฟในหัวใจของใครก็ได้
“อยากเป็นคนสูงศักดิ์มีคนนับหน้าถือตา..
เจ้าก็จงเรียนรู้ผลของการสูญเสียมันไปซะ!”
ผมถึงกับนิ่งค้าง
ห้ามใช้ท่าร่างแต่ให้วิ่งไปตามทางเพื่อแสดงท่าทีที่สะบักสะบอมไปตลอดทาง
คำพูดธรรมดาแต่สำหรับตงป๋ายซานที่เคยโอ้อวดยศศักดิ์
นี่คือการเหยียบเกียรติซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อหน้าสาธารณะ
นี่ไม่ใช่แค่การลงโทษ..
แต่มันคือการฝังชื่อเสียงทั้งเป็น