ตอนที่ 45 การยอมรับ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สในตอนนี้สามารถฝึกฝนกายากระบี่และทะลวงการบ่มเพาะระดับดาราขาวเจ็ดแฉกได้แล้ว
ในโลกปัจจุบัน เขาในตอนนี้ถือว่าเป็นเวเนเตอร์ที่มีฝีมือสูง แม้เขาจะเปิดเผยแค่การบ่มเพาะดาราขาวเจ็ดแฉกออกมา มันก็เพียงพอที่จะทำให้นิวโฮปยอมรับความสามารถของเขา ให้กลายเป็นตัวตนที่ยกเว้นสามารถลงเทรดอบิสสีขาวระดับกลางถึงสูงได้
โดยปกติแล้วเฟิร์สนั้นมีข้อจำกัดของอายุในการเข้าถึงอบิส เขายังไม่บรรลุนิติภาวะจึงไม่สามารถเข้าสู่อบิสระดับสูงได้ แต่เมื่อเขามีระดับบ่มเพาะเช่นนี้ ทุกสิ่งย่อมราบรื่น
แต่ก็มีบางสิ่งที่เขาต้องจำเป็นแลกเปลี่ยน
นั่นก็คือ ...
การเปิดเผยความสามารถของตนเอง
“ช่างเถอะ แค่เปิดเผยว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์และมีความสามารถพิเศษคงจะไม่เป็นอะไร”
เฟิร์สวิเคราะห์ในสิ่งที่เขาคิด
บางทีการกระทำนี้อาจทำให้เขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนิวโฮป หรืออาจได้รับการทาบทามจากแคลนที่มีชื่อเสียง
ซึ่งมันดีกว่าการออกไปบอกคนอื่นว่าเขาสามารถสร้างอะไรขึ้นได้
หากเป็นเรื่องนั้น แน่นอนว่าชีวิตของเขาและครอบครัวจะไม่ปลอดภัย
เด็กหนุ่มใช้วงแหวนอักขระทำความสะอาดร่างกายครั้งหนึ่ง ก่อนจะตรวจดูความเรียบร้อย
เขาก้มลงไปมองเวลาบนกำไลข้อมือ
“ผ่านไปถึงสองเดือนกว่าแล้วหรอเนี้ย ...”
เฟิร์สโบกมือครั้งหนึ่ง อำนาจอักขระก็นำพาโทรศัพท์ของเขาที่ตกอยู่ในมุมห้องให้ลอยขึ้นมา
เมื่อเขามองดูที่โทรศัพท์ เขาก็พบว่าแบตของมันได้หมดไปนานแล้ว
“แบบนี้พ่อต้องห่วงฉันมากแน่” เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าสำนึกผิดออกมา
เขาไม่คิดว่าตนเองจะใช้เวลาไปกับการบ่มเพาะกายากระบี่นานถึงขนาดนี้ ซึ่งพฤติกรรมของเขาเป็นความเคยชินมาจากโลกก่อน
ที่นั่นเขาสามารถบ่มเพาะเท่าไหร่ก็ได้ ตามแต่ที่ต้องการโดยไม่ต้องห่วงอะไร
แต่ที่นี่เขานั้นมีครอบครัว ยังมีพ่อที่รอกินข้าวกับเขาที่บ้าน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฟิร์สจึงรีบออกจากถ้ำกระบี่แล้วทะยานออกไปยังบ้านของตนเองในทันที
บ้านหลังสีขาวตอนนี้มืดสนิท ไฟทุกดวงในบ้านถูกปิดเพราะคนในบ้านเข้านอนแล้ว
เฟิร์สรับรู้ว่าพ่อของตนเองอยู่บ้านเพราะค่ายกลที่เขาวางเอาไว้
โชคดีที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีโจรกล้าที่จะมาปล้นบ้านของเขาอีก
ซึ่งเดิมทีเมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตมากอยู่แล้ว แม้จะมีโจรที่เป็นเวเนเตอร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีมากมายเต็มเมือง ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองคงไม่สงบเหมือนอย่างตอนนี้
กลุ่มโจรก่อนหน้านี้ เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่คิดปล้นบ้านของเฟิร์ส โดยที่ตนเองไม่รู้เลยว่าเป็นแมงเม่าที่บินเข้ากองไฟ ความตายคือผลตอบแทนของการก้าวเดินในทางที่ผิดของพวกเขา
ไม่มีใครรู้ว่าโจรกลุ่มนี้ตายลงที่นี่ พวกเขาหายตัวไปโดยที่ไม่มีคดีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อเฟิร์สเปิดประตูบ้าน อำนาจสัมผัสของเขาก็พบว่าชายที่กำลังนอนอยู่ได้ลุกขึ้นและกำลังลงมาข้างล่าง
เพื่อไม่ให้พ่อของเขาตกใจ เฟิร์สได้เปิดไฟด้านล่างอย่างคุ้นเคย
“นั่นใครน่ะ เฟิร์สหรอ?” เสียงของคุณหมอสมคิดดังขึ้น ก่อนที่เขาจะลงมายังด้านล่างแล้วพบกับเด็กหนุ่มร่างผอมบาง
“ครับพ่อ เฟิร์สกลับมาแล้ว” เฟิร์สเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มให้กับพ่อของเขา
“เจ้าเด็กนี่!” เสียงของผู้เป็นพ่อแผดดังขึ้นอย่างมีอารมณ์
“ทำไมทำตัวแบบนี้ หายไปได้ไงตั้งสองสามเดือน!”
ดวงตาของชายวัยกลางคนมองลูกชายของเขาด้วยความเป็นห่วงและมีอารมณ์ที่เดือดดาล เขามองเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่ดูซูบผอมยิ่งกว่าเดิม
ร่างของเด็กหนุ่มในตอนนี้ดูผอมเป็นอย่างมาก ผิวหนังแทบจะติดกับแค่กล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ทำให้คนเป็นพ่อมองแล้วเจ็บปวดใจ
เขาโผล่เข้าหาลูกชายพร้อมกับใช้สองมือคว้าไปที่ไหล่หมายจะเขย่าร่างเล็กนั้นเพื่อระบายอารมณ์
แต่ทว่า ....
ตอนที่คุณหมอสมคิดออกแรงเขย่า ร่างกายของเด็กหนุ่มร่างผอมบางกลับไปสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกของคุณหมอสมคิดในตอนนี้ราวกับกำลังเขย่ารูปปั้นที่ทำด้วยเหล็กไหลยึดตรึงอยู่กับพื้นดิน
ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น แล้วถอยออกมามองลูกชายของเขาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“นี่ลูกไปทำอะไรมา? ทำไมถึงดูแข็งแกร่งแบบนี้”
สายตาของคุณหมอสมคิดเปลี่ยนไปในทันที เขามองประเมินร่างของลูกชายอย่างเคร่งเครียด
ในสายตาของเขาเฟิร์สยังคงเป็นเด็กหนุ่มร่างเล็กที่สูงเพียงแค่ 168 เซนติเมตร ร่างผอมบาง รูปร่างของเขานั้นดูไม่ต่างจากภาพของเด็กติดยาที่ผอมกระหร่อง เพียงแต่ผิวพรรณของเขากลับดูสุขภาพดี
แต่สิ่งที่ดูตรงข้ามมากกว่านั้นก็คือ ร่างที่ผอมบางราวกับลมพัดจะปลิวนี้กลับแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ประหนึ่งว่าพละกำลังของเขาจะเหนือกว่าสมคิดที่เป็นเวเนเตอร์ดาราขาวหกแฉกไปมาก
ต้องรู้ไว้ว่าแม้สมคิดจะเป็นเวเนเตอร์สายสนับสนุน แต่พลังบ่มเพาะของเขาก็ทำให้ร่างกายของเขามีพละกำลังเหนือคนธรรมดาไปมากทีเดียว ต่างจากมนุษย์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ในตอนนี้ สมคิดกลับไม่สามารถเขย่าตัวลูกชายของเขาได้
เฟิร์สยิ้มอย่างจนใจ เขาตัดสินใจเผยสัญลักษณ์ดาราบ่มเพาะแทนการอธิบาย
ตอนนั้นเอง ดาราขาวเจ็ดแฉกก็ปรากฏขึ้นกลางหน้าผากของเขา
วึง!
สมคิดมองลูกชายตัวเองอย่างอ้าปากค้าง
“นะ ... นี่มันอะไรกัน? ลูกทะลวงระดับขั้นบ่มเพาะไปถึงดาราขาวเจ็ดแฉกแล้วอย่างนั้นเหรอ? นี่มันพึ่งจะผ่านไปแค่กี่เดือนกัน ทำไมลูกถึงบ่มเพาะได้เร็วขนาดนี้?”
แม้เขาจะรู้ว่าเฟิร์สเป็นผู้มีพรสวรรค์ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีพรสวรรค์ขนาดนี้
ตัวเขาเองกว่าจะบ่มเพาะมาถึงดาราขาวหกแฉกได้ ต้องใช้เวลาไปหลายปีกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่เฟิร์สนั้นพึ่งตื่นจากนิทราไปแค่เท่าไหร่กัน เวลาเพียงแค่ครึ่งปีลูกชายของเขาก็ทะยานขึ้นไปถึงดาราขาวเจ็ดแฉกแล้ว
เขามองลูกชายของเขาอย่างตื่นเต้น จนแทบควบคุมสติไว้ไม่ได้
“เอาทีละคำถามนะพ่อ เฟิร์สว่าเราไปนั่งคุยกันที่โซฟากันเถอะ” เฟิร์สกล่าวและยิ้มแหยๆ ออกมา เขาไม่คิดว่าพ่อของเขาจะมีปฏิกิริยาขนาดนี้
แล้วในคืนนี้ฟื้นก็ถูกสอบสวนยาวไปทั้งคืน
เขาไม่ได้บอกทุกอย่างกับพ่อของเขาหมด เพราะเขาตระหนักได้ว่าเรื่องบางเรื่องรู้เยอะไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี
เฟิร์สอ้างตัวเองว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะและเป็นผู้มีความสามารถพิเศษในการต่อสู้ ซึ่งเขาเล่าว่าตอนที่เขาหลับไปเขาได้รับเคล็ดลับเหล่านั้นมาในเวลานั้น มันเหมือนกับเป็นทักษะที่เขาได้มาโดยบังเอิญ
รวมไปถึงเรื่องที่เขาเป็นเวเนเตอร์สายสนับสนุน สามารถจารึกรอยสักลงบนวัตถุได้
ไม่ว่าเฟิร์สจะเอ่ยเรื่องใดออกมา ทุกเรื่องก็สามารถทำให้สมคิดตกใจได้อยู่ดี
“ลูกเป็นสายสนับสนุนวัตถุอย่างนั้นหรอ? ลูกสามารถจารึกวัตถุให้ทนทานหรือแข็งแกร่งอะไรแบบนั้น?”
“ใช่แล้วพ่อ มันก็ทำนองนั้นแหละ แต่ความสามารถของทักษะยังไม่ค่อยดีนัก ผมยังทำมันได้ไม่กี่อย่าง” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างเซ็งๆ
ซึ่งนั่นก็ทำให้สมคิดมองเห็นเส้นทางเวเนเตอร์ของลูกชาย
ตอนนั้นเองเขาก็ได้ตัดสินใจบางอย่างออกมา
“เอาล่ะเฟิร์ส” สมคิดเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ต่อไปนี้พ่อจะสนับสนุนลูก ไม่ว่าลูกจะหายตัวไปเป็นปี หรือให้พ่อเป็นหนี้กี่พันล้าน พ่อก็จะส่งเสริมลูกอย่างสุดกำลัง”
คำพูดของสมคิดทำให้เฟิร์สรู้สึกตื่นตันใจขึ้นมา
“พ่อ”
ร่างผอมบางโผล่เข้ากอดผู้เป็นพ่อ
แล้วหลังจากนั้นสมคิดก็ไม่บ่นเฟิร์สเรื่องการฝึกฝนบ่มเพาะอีกเลย มิหนำซ้ำยังเสนอว่าเขาจะใช้เงินกู้ที่เหลือของเขามาซื้อทรัพยากรในการบ่มเพาะให้กับลูกชาย
แต่เฟิร์สได้เอ่ยห้ามเอาไว้ เพราะเขามีแผนการในอนาคตของเขาอยู่แล้ว
สมคิดเมื่อเห็นว่าลูกชายของเขาโตขึ้น ไม่เหมือนเด็กติดเกมส์อีกต่อไป เขาก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา และเชื่อในสิ่งที่ลูกชายของเขากำลังจะทำมัน
ทัศนคติของผู้เป็นพ่อได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่นั้น
หลังจากคืนนั้น เฟิร์สก็ถูกพ่อของเขาขุนโดยอาหารน่าอร่อยทุกมื้อ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะไม่มีวันจะเป็นพวกเจ้าเนื้อ แม้จะดูดีขึ้นมาบ้างแต่เขาก็อยู่ในสภาพที่ผอมแห้งอยู่ดี
……
สำนักงานนิวโฮปเขตภาคเหนือ ประเทศไทย
ภายในห้องทำงานที่มีเจ้าหน้าสวมสูทสีขาวจำนวนมากกำลังทำงานอย่างเคร่งเครียดกันอยู่
บนโต๊ะทำงานของพนักงานชายคนหนึ่งมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“ฮะโหลครับ อืม ... ว่าอะไรนะครับ! ผู้มีพรสวรรค์อย่างนั้นหรอ! .... ครับ ... ครับ ... เป็นคนนั้นเองหรอครับ เด็กคนที่ติดอยู่ในอบิสคนนั้น ...”
พนักงานชายคนนั้นรีบขยับนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์แล้วข้อมูลของบุคคลที่เขาพูดถึงก็ปรากฏขึ้นมา
ตอนนั้นเองหัวใจของเขาก็เต้นรัวแรง ท่าทางดูแตกตื่นถึงกับลุกขึ้นยืนและตะโกนออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“อายุสิบหกปี ผู้มีความสามารถพิเศษ! ผู้มีพรสวรรค์ บ่มเพาะไม่ถึงปีก็เข้าถึงดาราขาวเจ็ดแฉก! คะ ... คนแบบนี้มาปรากฏยังเขตของพวกเราได้ยังไงเนี้ย” ท่าทางของเขาดูตื่นตัวสุดๆ เมื่อรู้สึกตัวเขาก็เอามือมาปิดปากตัวเอง ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองเข้ามาของเพื่อนที่ทำงาน
“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องรีบแจ้งเรื่องนี้กับหัวหน้า”