หลังจากเสร็จงานพิธีแต่งตั้งของสมาคมโอสถเก้าโลกชื่อเสียงของเฟิ่งหยูโด่งดังไปทั่วทั้งเก้าโลกอีกทั้งองค์ราชันย์ยังให้กษัตริย์และผู้ติดตามของอาณาจักรต่างๆ ภายในโลกที่หนึ่งโลกที่สาม โลกที่สี่ และโลกที่ห้า มาเรียนรู้เรื่องการปลูกสมุนไพร ซึ่งมีเฟิ่งหยูและอ้ายหลี่คอยแนะนำและสั่งสอนพวกเขาจนสามารถเพาะปลูกสมุนไพรในโลกที่หนึ่งได้
เมล็ดพันธ์ส่วนหนึ่งนั้นได้มาจากโลกที่สี่ทำให้ให้พวกเขาสามารถขยายการปลูกสมุนไพรได้อย่างรวดเร็วเพียงระยะเวลาหนึ่งเดือนที่พวกเขาเรียนรู้จากเฟิ่งหยูและอ้ายหลี่ที่โลกที่หนึ่งนั้นกษัตริย์และผู้ติดตามที่มาศึกษาเรียนรู้เรื่องการปลูกสมุนไพรสามารถนำเมล็ดพันธุ์สมุนไพรที่ได้ชุดแรกกลับไปยังอาณาจักรของตนเองและเริ่มเพาะปลูกสมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย
สมาคมโอสถเก้าโลกจึงเริ่มมีสมุนไพรเข้ามามากมายทำให้เขาสามารถผลิตโอสถได้อย่างหลากหลายนักหลอมโอสถเริ่มมีบทบาทมากขึ้นหลายๆ คนเมื่อมีสมุนไพรให้หลอมกลั่นความชำนาญในการหลอมโอสถของพวกเขาเริ่มมีมากขึ้นทำให้ระดับนักหลอมโอสถของพวกเขาสามารถสูงขึ้น
เฟิ่งหยูได้ทำการสร้างค่ายกลมิติเชื่อต่อโลกทั้งห้าเข้าด้วยกันยิ่งทำให้การเดินทางไปมาของพวกเขาสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นเฟิ่งหยูสามารถเดินทางไปให้คำแนะนำได้ทั้งห้าโลก ตอนนี้ทั้งห้าโลกนั้นเริ่มมีหินวิญญาณใช้เพิ่มมากขึ้นสาเหตุเพราะเจ้าโลกทั้งห้านั้นไม่ต้องใช้หินวิญญาณในการเลื่อนระดับอีกต่อไปพวกเขาจึงเริ่มนำหินวิญญาณมาใช้งาน
เฟิ่งหยูได้กลับไปยังโลกที่เก้าเพื่อเข้ารับการสมัครคัดเลือกเป็นศิษย์สำนักอักษรสวรรค์ตามที่ได้คุยกับเจ้าเมืองเอริกไว้ตั้งแต่แรกตอนนี้เจ้าเมืองเอริกได้เลื่อนตำแหน่งเป็นกษัตริย์อาณาจักรเอริกเรียบร้อยแล้วเนื่องจากประชากรที่เข้ามาอาศัยในเมืองเอริกมีจำนวนมากมายพวกเขาสามารถสร้างรายได้จากการเพาะปลูกสมุนไพร และการทำอาชีพอื่น ๆ ที่หลากหลาย
เจ้าเมืองเอริกได้ดำเนินการตามที่เฟิ่งหยูแนะนำ ทำให้เมืองเอริกพัฒนาอย่างรวดเร็วจนสามารถตั้งเป็นอาณาจักรได้ ห๋าวอู่เจ้าโลกที่เก้าที่ได้รับโอสถจากเฟิ่งหยูในวันแต่งตั้งรวมถึงเจ้าโลกอีกสี่คนต่างเลื่อนระดับพลังยุทธ์ของพวกเขาเป็นขั้นมหาเทพได้แล้ว ทำให้อายุขัยของพวกเขายืดยาวออกไปอีกหลายแสนปี
เฟิ่งหยูเดินทางไปยังสำนักอักษรสวรรค์เพียงลำพัง เพราะอ้ายหลี่ได้เหลียงจิวรับเป็นลูกศิษย์ของเขาแล้วทำให้ไม่จำเป็นต้องมาฝึกฝนที่สำนักอักษรสวรรค์อีกต่อไปอ้ายซีฮ่าวเมื่อทราบว่าบุตรของตนได้เป็นลูกศิษย์ของเหลียงจิวผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักโอสถเก้าโลกทำให้เขาตื่นเต้นและ ภูมิใจในตัวของลูกชายของเขาเป็นอย่างมาก ถึงขั้นจัดงานเลี้ยงภายในหมู่บ้านถึงสามวันสามคืนติดต่อกัน
เฟิ่งหยูเดินทางมาถึงหน้าสำนักอักษรสวรรค์ในวันนี้ซึ่งเป็นวันรับสมัครรับศิษย์ใหม่ผู้คนจำนวนมากมายเริ่มหลังไหลมายังสำนักอักษรสวรรค์เป็นจำนวนมาก เฟิ่งหยูไม่อยากทำตัวเองให้เป็นที่สนใจในสำนักอักษรสวรรค์แห่งนี้เดิมทีเขาคิดจะเข้ามาฝึกฝนในสำนักอักษรสวรรค์โดยการแนะนำของเจ้าเมืองเอริกแต่ตอนนี้เฟิ่งหยูโด่งดังเกินไป เขาจึงได้ใช้ชื่อใช้ใหม่ในการสมัครเข้าสำนักอักษรสวรรค์
“คนต่อไป เจ้าชื่ออะไรระดับพลังยุทธ์อยู่ขั้นไหนมาจากเมืองอะไร”
“ข้าน้อยชื่อ“ซิงเยียน” พลังยุทธ์ระดับหลอมรวมลมปราณระดับห้า มาจากเมืองเอริกขอรับ”เฟิ่งหยูตอบ
“เจ้าเขาไปรอทดสอบด้านในได้คนต่อไป......”
เฟิ่งหยูเดินเข้าสำนักอักษรสวรรค์ไปรอยังจุดทดสอบเมื่อเดินเข้ามาด้านในเฟิ่งหยูพบกับผู้คนมากมายที่มารอทดสอบเข้าสำนักอักษรสวรรค์
“เจ้ามาสอบครั้งนี้เป็นครั้งแรกสินะข้าชื่อว่านอู่เจ๋อ เจ้าชื่ออะไรหละ” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านข้างของเฟิ่งหยู
“ข้าชื่อ ซิงเหยียนข้ามาทดสอบเป็นครั้งแรกจริงๆ เจ้าพูดเหมือนกับว่าเคยมาสมัครหลายครั้งแล้ว”
“ใช่ข้ามาสมัครสอบสามครั้งแล้วเพียงแต่ว่าผ่านการทดสอบไปได้แค่ครึ่งทางของด่านแรกเท่านั้น แต่ปีนี้ข้าจะต้องผ่านมันไปให้ได้”
“การทดสอบมีสามด่านเช่นนั้นหรือแล้วเขาทดสอบเหมือนกันทุกปีหรือไม่”
“ใช่การทดสอบเข้าสำนักอักษรสวรรค์มีอยู่ด้วยกันสามด่านและจะทำการทดสอบเหมือนกันทุกปี หากผ่านด่านแรกไปได้จะได้รับการยอมรับเป็นศิษย์สายนอก หากต้องการเป็นศิษย์สายในต้องผ่านการทดสอบไปทั้งหมดสามด่านด้วยกันแต่ละด่านล้วนแต่ยากเป็นอย่างยิ่ง”
พวกเขารอเพียงไม่นานผู้อาวุโสท่านหนึ่งพลันขึ้นไปยังกลางเวที
“ ข้าอู๋ทงผู้อาวุโสควบคุมดูแลการทดสอบของพวกเจ้าในครั้งนี้”
“พวกเข้าทั้งหมดที่ต้องการเข้าสำนักอักษรสวรรค์ต้องผ่านการทดสอบก่อนถึงจะเข้าเป็นศิษย์ของสำนักอักษรสวรรค์ได้ หากพวกเจ้าต้องการเป็นศิษย์สายในต้องผ่านการทดสอบทั้งหมดสามด่าน”
“ด่านทดสอบแรกเพียงแค่พวกเจ้าทั้งหลายสามารถเดินขึ้นบันไดขึ้นสำนักอักษรสวรรค์ จำนวนหนึ่งร้อยขั้นได้ก่อนตะวันตกดินก็ถือว่าพวกเจ้าผ่านการทดสอบด่านแรก และกลายเป็นศิษย์สายนอกของสำนักอักษรสวรรค์ทันที”
“ข้าขอประกาศเริ่มต้นการทดสอบนับตั้งแต่บัดนี้”
สิ้นเสียงประกาศของผู้อาวุโสผู้คนจำนวนมากรีบวิ่งไปที่บันไดขึ้นสำนักอักษรสวรรค์พร้อมกับเริ่มก้าวขึ้นบันไดไปยังสำนักอักษรสวรรค์ทันทีเฟิ่งหยูติดตามพวกเขาไปติดๆ เมื่อเฟิ่งหยูก้าวขึ้นไปยังบันไดขั้นแรกไป เขาพบกับแรงกดดันอันหนักหน่วงก่อนที่เขาจะก้าวไปยังขั้นที่สอง สายตาของเฟิงหยูพลันสังเกตเห็นตรงราวบันไดมีอักษรอยู่หนึ่งตัว เฟิ่งหยูส่งจิตสัมผัสไปตรวจสอบในทันที
ไม่นานเขาพลันเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของตัวอักษรนั้นเขาพบว่าเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ยุทธ์มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง เฟิ่งหยูใช้เวลาศึกษาอักษรตัวนั้นอย่างรวดเร็วเขาใช้เวลาไปสามนาทีจึงสามารถเข้าใจตัวอักษรตัวนั้นเฟิ่งหยูก้าวขึ้นไปยังบันไดขั้นที่สอง แรงกดดันอันหนักหน่วงยังคงกดทับเข้ามาที่ตัวของเฟิ่งหยู
ตัวอักษรตัวที่สองที่อยู่ตรงราวบันไดพลันสว่างขึ้นมาเฟิ่งหยูรีบส่งจิตสัมผัสของเขาเข้าไปศึกษาในทันที เพียงไม่นานเฟิ่งหยูเริ่มก้าวเดินขึ้นไปยังขั้นที่สามขั้นที่สี่ ขั้นที่ห้าไปเรื่อย ๆทุกขั้นบันไดจะมีตัวอักษรปรากฏขึ้นมาหนึ่งตัว
เฟิ่งหยูก้าวขึ้นบันไดไปจนถึงขั้นที่สิบ แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวและตัวอักษรยังคงปรากฎอยู่ที่ราวบันใดเช่นเดิม เขาศึกษาตัวอักษรเหล่านั้นทีละตัวทีละตัว เขาพบว่าตัวอักษรแต่ละตัวนั้นเชื่อมโยงถึงกันได้
เฟิ่งหยูเริ่มมองไปด้านหน้าเขาพบว่าเหล่าผู้คนทั้งหลายเริ่มก้าวไปด้วยความลำบากพวกเขาเดินขึ้นไปโดยไม่ได้สังเกตอะไร ทุกคนมุ่งแต่จะคว้าอันดับหนึ่งจนลืมสังเกตรอบๆข้าง ยิ่งขึ้นบันไดไปสูงเท่าไหร่ แรงกดดันจะเพิ่มขึ้น ทุก ๆ สิบขั้น ตอนนี้คนที่ขึ้นไปสูงสุดอยู่ในที่ขั้นที่ห้าสิบกว่าไปแล้ว
เฟิ่งหยูยังคงค่อยๆ ก้าวเดินไปทีละขั้น แต่ละขั้นเฟิ่งหยูใช้เวลาสามนาทีในการศึกษาตัวอักษรแต่ละตัวเมื่อเฟิ่งหยูเดินขึ้นไปครบสิบขั้นแรงกดดันที่เขาได้รับก็มากขึ้นตามไปด้วยระยะเวลาสองชั่วโมงผ่านไป เฟิ่งหยูยังอยู่ยืนอยู่บนบันไดขั้นที่สี่สิบ มีบางส่วนที่เริ่มขึ้นไปถึงจุดหมายเรียบร้อยแล้วพวกเขาขึ้นไปถึงด้วยสภาพที่อิดโรยเป็นอย่างมาก
หลายคนยอมแพ้และเดินลงมาก็มีเฟิ่งหยูยังคงค่อยๆ ก้าวเดินอย่างช้า ๆ ขึ้นมาทีละขั้นพร้อมกับศึกษาตัวอักษรแต่ละตัวไปอย่างไม่รีบเร่งเมื่อเฟิ่งหยูก้าวมาถึงขั้นที่ห้าสิบ แรงกดดันมหาศาลพวยพุ่งลงมากดทับเฟิ่งหยูจนเฟิ่งหยูต้องหยุดเพื่อปรับสภาพร่างกายให้ทนรับต่อแรงกดดัน
เฟิ่งหยูมองไปด้านหน้าเขาพบว่าว่านอู่เจ๋อเกือบจะขึ้นไปถึงยังจุดหมายได้แล้วสภาพร่างกายของอู๋เจอเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาพยายามก้าวไปแต่ละขั้นด้วยความยากลำบาก
เวลาผ่านไปสี่ชั่วโมงแล้ว เหลือเวลาอีกชั่วโมงครึ่งดวงอาทิตย์ก็จะลับขอบฟ้าแล้วเฟิ่งหยูยังคงยืนอยู่บนบันไดขั้นที่แปดสิบ
เมื่อเขามองไปด้านหลังพบว่ามีหลายคนที่ยอมถอดใจและเริ่มเดินกลับลงไปแล้วเฟิ่งหยูยังคงก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนขึ้นมาถึงขั้นที่เก้าสิบเฟิ่งหยูปรับสภาพร่างกายของเขาอีกครั้งหนึ่งเพราะแรงกดดันที่เขาได้รับตอนนี้หนักหน่วงมากขึ้นกว่าเดิมส่วนหนึ่งเป็นเพราะเฟิ่งหยูทนรับแรงกดดันเพื่อศึกษาตัวอักษรในแต่ละขั้นทำให้เขาต้องเหนื่อยหนักกว่าทุกคน
เฟิ่งหยูค่อยๆก้าวเดินพร้อมกับศึกษาตัวอักษรมาเรื่อย ๆ จนเขาเดินขึ้นมาอยู่ในขั้นที่หนึ่งร้อยเฟิ่งหยูใช้เวลาไปห้าชั่วโมงเฟิ่งหยูยังคงหยุดนิ่งไปไม่ไหวติงเขาทำการปรับสภาพร่างกายและทำความเข้าใจตัวอักษรตัวสุดท้ายก่อนที่จะก้าวผ่านเข้าไปยังสำนักอักษรสวรรค์
เมื่อเขาทำความเข้าใจตัวอักษรตัวสุดท้ายเสร็จสิ้นตัวอักษรทั้งหนึ่งร้อย ก็พลันปรากฎขึ้นในหัวของเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรแต่ละตัวเริ่มขยับเข้าหากันและหลอมรวมเป็นคัมภีร์ยุทธ์อยู่ในหัวของเฟิ่งหยู เขารีบนั่งสมาธิและปลดปล่อยจิตสัมผัสไปยังตัวอักษรทั้งหนึ่งร้อยตัวที่แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างเป็นร่างเงาคนร่ายรำอยู่ตรงหน้าของเฟิ่งหยูเฟิ่งหยูจดจำท่วงท่าทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ตัวอักษรทั้งหมดจะกลายเป็นลำแสงและหลอมรวมเข้าด้วยกัน
เฟิ่งหยูใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงจึงลืมตาขึ้นเขารีบก้าวเข้าไปยังสำนักอักษรสวรรค์ในทันทีเพราะพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้วเขาก้าวเข้ามาเกือบจะเป็นคนสุดท้ายแล้ว หลังจากเฟิ่งหยูเข้ามาได้ไม่นานมีอีกสองคนที่ผ่านเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิว
เมื่อเฟิ่งหยูก้าวเข้าไปยังสำนักอักษรสวรรค์เขาพบกับผู้คนที่เหลือเพียงไม่กี่พันคนจากคนนับหมื่นที่เข้ามาร่วมทดสอบเข้าสำนักอักษรสวรรค์ในตอนเช้า
“พวกเจ้าทุกคนผ่านการทดสอบในรอบแรกสามารถเข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักอักษรสวรรค์ได้แล้ว ในวันพรุ่งนี้เช้าพวกเจ้าจะพบกับการทดสอบด่านที่สองต่อไปหากใครคิดที่จะเป็นศิษย์สายในขอให้มารวมตัวกันที่นี่ในวันพรุ่งนี้หากใครที่ไม่ต้องการทดสอบต่อให้ไปรายงานตัวเป็นศิษย์สายนอกได้เลยไม่จำเป็นต้องมาทำการทดสอบต่อ”ผู้อาวุโสอู๋ทงกล่าวเสร็จทุกคนต่างตื่นเต้นกันมากส่วนมากพวกเขาทั้งหลายล้วนตั้งความหวังไว้เพียงแค่ศิษย์สายนอกของสำนักอักษรสวรรค์
“ตอนนี้พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนได้แล้วพวกเจ้าจงตามรุ่นพี่ของเจ้าไปยังที่พักทางสำนักอักษรสวรรค์ของเราได้จัดที่พักไว้ให้พวกเจ้าเรียบร้อยแล้วส่วนคนที่ไม่ต้องการเข้าร่วมทดสอบในรอบต่อไปให้ทยอยกันไปรายงานตัวที่สำนักทะเบียนได้เลย”
เฟิ่งหยูตามรุ่นพี่คนหนึ่งมายังห้องพักของเขาว่านอู่เจ๋อรีบวิ่งมาหาเฟิ่งหยูในทันที
“ซิงเหยียนเจ้าเองก็ผ่านการทดสอบด่านแรกมาได้ เจ้านี่ไม่เบาจริง ๆ เลยนะ”
“ข้ายังอ่อนกว่าเจ้านักเจ้ามาถึงก่อนข้าเกือบสามชั่วโมง ข้าแทบจะเข้ามาเป็นคนสุดท้ายแล้ว แล้วพรุ่งนี้เจ้าจะเข้าทดสอบเป็นศิษย์สายในหรือไม่”
“ข้าคงไม่เข้าร่วมการทดสอบแล้วข้าได้เข้าเป็นศิษย์สายนอก ค่อย ๆ ฝึกฝนไป แล้วค่อยทดสอบในปีต่อๆ ไปจะดีกว่า ว่าแต่เจ้าต้องการทดสอบเป็นศิษย์สายในเช่นนั้นหรือ”