ณ สำนักเทพอัสนีย์
ท้องฟ้าสีครามในยามเที่ยงวันกลับกลายเป็นมืดหม่นราวพายุฝนกำลังจะโถมกระหน่ำ กลองศึกดังสนั่นสะท้อนก้องทั่วทั้งแนวเขา กองทัพภูติจากพิภพวิญญาณนับแสนปรากฏกายขึ้นในเงาเมฆ แผ่คลื่นพลังกดข่มจนพื้นดินสั่นสะเทือนโยกคลอน บรรดาศิษย์และทหารเทพต่างตัวสั่นด้วยความหวั่นเกรงยากจะปิดบัง
เบื้องหน้ากองทัพเทพ เทพีเอวายืนสงบนิ่ง ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความแน่วแน่ ข้างกายคือเทพอัคคี ผู้เป็นเจ้าสำนักซึ่งพยายามกลบซ่อนความกังวลบนใบหน้า
“เอวา…” เสียงของเขาหนักแน่นแต่แฝงด้วยความห่วงใย “พวกมันเหนือกว่าเราหลายสิบเท่า หากเกิดการปะทะ สำนักเราอาจไม่เหลือแม้เศษซาก”
นางเหลือบมองอาจารย์ ก่อนเผยยิ้มบางๆ ที่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว “ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าจะหาทางเจรจากับพวกเขา หากจำเป็น ข้ายอมสละชีวิตเพื่อปกป้องสำนัก”
ทันใดนั้น องค์ชายใหญ่แห่งพิภพภูติในชุดศึกสีดำสนิทก็เหาะลงมาดุจเงามัจจุราช ดวงตาคมกริบจ้องมองนางอย่างอำมหิตปนแววปรารถนาที่ไม่ปกปิด เสียงของเขาสงบแต่เต็มไปด้วยอำนาจราวสายฟ้าฟาด
“เอวา หากเจ้าตกลงเป็นสนมของพี่ กองทัพนี้จะล่าถอยทันที แต่หากปฏิเสธ… วันนี้นอกจากเจ้าแล้ว จะไม่มีผู้ใดรอดพ้นไปได้แม้แต่เงา”
เสียงประกาศนั้นทำให้ทุกผู้คนในกองทัพเทพหน้าซีดเผือด ดวงตาทุกคู่จับจ้องมาที่เทพีเอวาเพียงผู้เดียว
นางสูดลมหายใจลึก รวบรวมกำลังใจทั้งหมด “หากข้ายอมถวายตัว ท่านต้องสัญญาว่าจะยุติสงครามระหว่างพิภพทั้งสอง ข้าไม่ต้องการให้การเสียสละของข้าไร้ความหมาย”
องค์ชายใหญ่ฉีกยิ้มอย่างเย็นชา “พี่ให้สัญญา”
“เช่นนั้นท่านจงทำสัญญาศักดิ์สิทธิ์กับข้า” เอวากล่าวอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
“ได้” องค์ชายใหญ่ตอบเพียงสั้นๆ และหลุดขำออกมาเล็กน้อย
ทั้งสองวางฝ่ามือบนหน้าผากของกันและกัน ปราณสองสายผสานกลายเป็นสัญญาศักดิ์สิทธิ์ นางจ้องลึกเข้าไปภายในนัยน์ตาของเขา เสียงหนักแน่นสั่นสะท้อนทั่วทั้งหุบเขา “หากท่านผิดคำสัญญา ขอให้สายฟ้าฟาดลงมาทำลายท่าน”
องค์ชายใหญ่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นกัน “และหากเจ้าคิดหักหลังพี่ เจ้าจะต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน” เสียงคำสาปดังก้องไปทั่วราวจะให้ฟ้าดินร่วมรับรู้
“เจ้าตกลงใจ จะไปกับพี่แล้วใช่หรือไม่” องค์ชายกล่าวย้ำ มองใบหน้างามของนางด้วยแววตาพึงพอใจ
เทพีเอวามองเขาด้วยแววตาที่แน่วแน่ “ข้าตกลง” องค์ชายใหญ่แย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
เขาจูงมือเทพีเอวากระชับแนบข้างกาย ขณะที่เทพีเอวามองไปข้างหน้า ด้วยแววตาแข็งกร้าวอย่างไม่หวาดหวั่น “เขาจะรับข้าไปแบบนี้ในฐานะใดกัน ไม่มีเกี้ยวมารับเหมือนเจ้าสาวทั่วไป ไม่มีโซ่ตรวนล่ามเหมือนเชลยศึก มีเพียงแต่ข้าที่ถูกเขาจูงไปโดยไร้หนทางที่จะขัดขืน” ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มปรากฏขึ้นในใจ
เทพอัคคียืนมองศิษย์รักด้วยความรู้สึกโศกเศร้า เขาถามด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา “เอวา เจ้าตัดสินใจดีแล้วหรือ”
นางพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแม้ในหัวใจจะคล้ายถูกพายุโหมกระหน่ำ “ข้าฝากสำนักไว้กับท่านนะอาจารย์ ข้าไม่อาจกลับมาได้อีกแล้ว...การเสียสละครั้งนี้ เพื่อปกป้องเผ่าเทพ หวังว่าสักวันสำนักเราจะมีพลังมากพอที่จะไม่ให้ใครหน้าไหนมาหยามหมิ่นเราได้อย่างในวันนี้อีก”
เทพอัคคีสูดลมหายใจลึก จ้องนางด้วยความอาลัยล้นประมาณ “เจ้าคือความภาคภูมิใจของข้า สักวันหนึ่งเจ้าคงพ้นจากบ่วงพันธนาการนี้ ข้าจะรอวันที่เจ้ากลับมา”
นางเพียงยิ้มเศร้า ก่อนโบกมือลา “ทุกคน… ดูแลตัวเองให้ดี ข้าต้องไปแล้ว”
เสียงสะอื้นไห้ดังสะท้อนจากกองทัพเทพ ดวงใจของทุกคนล้วนแตกสลายราวกับว่า นี่คือการจากลาตลอดกาล
องค์ชายใหญ่ดึงนางขึ้นไปกลางเวหาด้วยแรงปราณอันเกรียงไกร ร่างทั้งสองเข้าไปสมทบกับกองทัพภูติ ก่อนที่ทั้งหมดจะเหินเวหาหายลับไปในหมู่เมฆ ทิ้งไว้เพียงเสียงคร่ำครวญของผู้คน และเรื่องราวของ การเสียสละ ที่จะถูกเล่าขานชั่วนิรันดร์
ณ ตำหนักวิญญาณจันทราอันหรูหรา
ตำหนักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตงดงาม ราวกับรอคอยการปรากฏตัวของสตรีผู้เป็นสุดที่รักเพียงคนเดียวในชีวิตขององค์ชายใหญ่ แต่ในวันนี้กลับเป็นเทพีเอวาที่ถูกนำมาพำนัก นางนั่งนิ่งเหม่อมองทิวทัศน์ภายนอก ดวงตาอาบด้วยหยาดน้ำตา ไม่อาจยอมรับชะตากรรมที่นางไม่มีโอกาสเลือกนี้
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาขององค์ชายใหญ่ก้าวเข้ามาอย่างสงบ เงาร่างสูงสง่าเคลื่อนมาหยุดเบื้องหน้านาง ก่อนยื่นผ้าเนื้อนุ่มซับหยาดน้ำตาบนแก้มใส พลางเอ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอบอุ่นผิดจากความเย็นชาที่นางเคยรู้จัก
“เจ้าเสียใจนักหรือ ที่ต้องมาอยู่เคียงข้างข้าเช่นนี้”
เอวาหลบตา ไม่ตอบถ้อยคำใด ความโกรธและความปวดร้าวผสมกันจนไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดออกมา นางเพียงเงียบ แต่ความเงียบนั้นกลับเจ็บปวดใจนัก
องค์ชายใหญ่ทอดถอนหายใจ เขาไม่ยอมให้ความเงียบกลืนกินระหว่างกันอีกต่อไป มือแกร่งโอบไหล่บอบบางของนางไว้อย่างแผ่วเบา ดวงตาคมที่เคยแข็งกร้าวกลับทอแสงละมุน
“เอวา… ข้าอาจใช้วิธีที่โหดร้ายพาเจ้ามาที่นี่ แต่จงรู้ไว้เถิด ข้าไม่ได้ต้องการเพียงสนม ข้าสร้างตำหนักนี้ขึ้นเพื่อรอคอยสตรีเพียงผู้เดียวที่คู่ควร และวันนี้…ข้าพบแล้วว่านางก็คือเจ้า”
ถ้อยคำหนักแน่นทำให้ดวงใจเอวาหวั่นไหว แม้ในอกยังเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่น้ำเสียงจริงใจนั้นทำให้น้ำตานางไหลอาบแก้มไม่หยุด
นางเอ่ยด้วยเสียงสั่น “ข้าต้องดีใจสินะ ที่ได้รับสิ่งนี้…แต่แปลกเหลือเกิน…ข้าไม่รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย ท่านบอกว่าข้าคือผู้ที่ท่านเลือก แต่ท่านก็มีส่วนทำลายสิ่งที่ข้ารักมากที่สุด… ข้าจะยินดีกับสิ่งนี้ได้อย่างไร”
เทพีเอวากล่าวด้วยใบหน้าที่แสดงความเจ็บปวดในใจ “ท่านรู้ไหมโชคชะตาเล่นตลกกับข้าเพียงใด หากท่านกับข้าสู้กัน ท่านไม่มีวันสู้ข้าได้ ท่านรู้ไหมข้าอยู่ในขั้นบรมเทพ ระดับ 100 แต่ต้องยอมจำนนต่อท่าน ยอมเป็นคนของท่าน ท่านบอกว่าชอบข้าเพราะข้าดีพอ แล้วท่านล่ะ ท่านมีส่วนร่วมในการฆ่าเพื่อนข้าสองคน อาจารย์อีกหนึ่งคน แถมยกทัพจะไปกวาดล้างสำนักข้า มีอะไรบ้างไหมที่ข้าพอจะประทับใจในตัวท่านได้บ้าง”
องค์ชายใหญ่เงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือประคองแก้มแล้วเชยคางนางอย่างแผ่วเบา แววตาที่เคยมืดมนกลับสะท้อนเพียงความอาวรณ์ “หากกาลเวลาสามารถเยียวยาจิตใจเจ้าได้ พี่หวังว่าในสักวัน เจ้าจะยอมเปิดใจให้กับพี่บ้าง”